
เป็นคุ้งเป็นแคว:'ตะลอนทัวร์ลูกทุ่ง'
'ตะลอนทัวร์ลูกทุ่ง' : คอลัมน์ เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคนสองแคว
เดือนตุลาคมนี้ที่กำลังจะผ่านไป ผมได้ตะลอนไปหลายงานด้วยอาชีพนักข่าวที่ต้องไม่หยุดนิ่ง หมั่นหาข้อมูลทั้งเก่าใหม่มานำเสนอผู้อ่านกัน เดือนนี้ นอกจากข่าวคราวการเสียชีวิตของนักร้องลูกทุ่งระดับขุนพลเพลงทั้ง ก้าน แก้วสุพรรณ ที่เพิ่งจะผ่านพิธีพระราชทานเพลิงศพไป ก็มาต่อกันที่ขุนพลเพลงอีสาน คือ เทพพร เพชรอุบล ที่เพิ่งจะล่วงลับด้วยโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน
คนลูกทุ่งเองต้องหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นแล้ว นักร้องหลายคนที่รู้จักกัน บอกว่า ไม่เคยไปตรวจสุขภาพ เนื่องจากกลัวว่าจะพบโน่นพบนี่ กังวลใจ คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะเป็นขวัญใจประชาชนแล้วต้องหมั่นดูแลตัวเองให้สมกับที่ประชาชนเขาให้การยอมรับด้วย
พูดถึงเทพพร เพชรอุบล มีมุมที่ผมได้สัมผัสพูดคุย และอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังว่า นอกจากเราจะรู้จักเทพพรจากเพลง “อีสานบ้านเฮา” ที่ขึ้นต้นว่า “หอมดอกผักกระแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา....” แล้ว (เพลงนี้แต่งโดยครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา) พี่อ๋อ เทพพร มีเพลงที่ร้องไว้ในช่วงท้ายๆ ที่น่าสนใจ คือเพลง “น.นม” ซึ่งสมัยผมจัดรายการวิทยุ มีแฟนเพลงขอให้เปิดให้ฟัง ซึ่งตอนแรกเลยคิดว่าเป็นเพลงทะลึ่งตึงตัง แต่กลับกลายเป็นเพลงสนุกๆ ที่ครูแฝงข้อคิดเอาไว้ในเรื่องนมจากมารดา ซึ่งน่าไปหาฟังกันดูหรือดีเจคลื่นต่างๆ ลองไปหามาเปิดให้คนฟังกันบ้าง แต่เพลงนี้หาซื้อยาก เพราะทำกันในท้องถิ่น ไม่ถึงกับวางขายกันแพร่หลายมากนัก
"ครูอ๋อ" เทพพร ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต ท่านเป็นคนที่ไฝ่เรียนรู้ แต่งเพลงโดย หัดใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งครูได้ฝึกจนคล่อง และกลายเป็นว่า ช่วงหนึ่งครูสนุกสนานกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ กลายเป็นการฝึกสมองสำหรับผู้สูงวัยได้ไปได้ในตัว
งานพระราชทานเพลิงศพของครูเทพพร เพชรอุบล เพิ่งผ่านไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่ขอนแก่น โดยมีนักร้อง นักแต่งเพลง คนสำคัญในแวดวงอิสานไปร่วมงานกันมากมาย ซึ่งหน้าข่าวคมชัดลึก คงจะได้นำมาเสนอให้อ่านกันต่อไป
ช่วงเดือนนี้ นอกจากข่าวการเสียชีวิตครูเพลงแล้ว การเก็บลิขสิทธิ์แสดงสดของค่ายแกรมมี่ฯ ยังเป็นประเด็นที่พูดคุยกันในหมู่คนทำงานเบื้องหลัง กลุ่มเวทีการแสดงต่างๆ ซึ่งมีการรวมตัวกันออกมาแสดงความคิดเห็นหลายต่อหลายครั้ง ดูเหมือนว่า ยังไม่น่าจะเข้าใจลงตัวกันเสียที คงต้องรอให้มี “อัศวินม้าขาว” มาเป็นตัวกลางเคลียร์ให้
และในช่วงฤดูกาลทอดกฐินมากมายที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานหนึ่งที่วัดในจ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าภาพได้จ้างรำวงคณะหนึ่งชื่อ “เพชรดอนคา” มาจากสุพรรณบุรี เป็นรำวงชาวบ้านจริงๆ นักร้องแต่งตัวธรรมดาๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มรุ่นใหญ่ที่ออกมาร้องเพลง เสียงดีชนิดที่ต้องเดินไปถามว่า เคยอัดแผ่นเสียงมาหรือเปล่า
ดูวงรำวงแบบชาวบ้านๆ ก็มีความสุขเพราะได้ฟังเพลงเก่าๆ อย่างเพลงของ ศรเพชร ศรสุพรรณ ที่ขุดเอามาตั้งแต่ยุคเก่าๆ ตอนที่ศรเพชรยังหนุ่ม เล่ากันว่า นักร้องในวงคนหนึ่งซึ่งเสียงดีมาก คล้ายศรเพชร ขนาดที่เคยช่วยร้องแทนศรเพชรตอนเดินสายมาแล้ว
เพลงต่างๆ ที่รำวงเขาเอามาเล่นก็มักจะเป็นยุค ครูไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศรคีรี ศรีประจวบ ชาย เมืองสิงห์ ดำ แดนสุพรรณ ฯลฯ ซึ่งฟังแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคเฝื่องฟูของวงดนตรีลูกทุ่ง ดนตรีก็เล่นกันสดๆ ลุงคนตีกลองใส่เสื้อกล้าม หวดกลองอย่างสะเด็ดสะเด่า
ไปถามที่วงว่า เรื่องลิขสิทธิ์จัดเก็บการแสดงสด มีผลต่อการแสดงหรือไม่ ลุงบอกว่า มีบ้างเพลงใหม่ๆ ที่กำลังจะแกะมาแสดงก็ต้องระงับไป แต่ก็แก้ปัญหา โดยทางวงได้เล่นเพลงเก่าๆ อมตะ ผมว่าเป็นการดีที่เด็กวัยรุ่นใหม่ๆ จะได้ฟังเพลงระดับครูบาอาจารย์ที่มีภาษาเพลงและลีลาที่สวยงาม ซึ่งวงรำวงเหล่านี้แหละที่ช่วยกันรักษาเพลงดีๆ ไว้ไม่ให้หายไป เพราะเราดูวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำรุ่นใหม่ๆ แล้ว แทบจะไม่ได้มีการหยิบยกเพลงเก่ามาร้องกันเลย
แต่ก็ได้ตักเตือนลุงๆ ไปว่า แม้จะเป็นการเล่นเพลงเก่าก็ต้องระมัดระวังและหมั่นหาความรู้จากสื่อต่างๆ เพราะครูเพลงบางท่านก็มอบหมายลิขสิทธิ์ให้ค่ายใหญ่ๆ ดูแลเรื่องผลประโยชน์ให้ ถ้าถูกจับกุมไป จะไม่คุ้มค่างานที่รับมาแค่หลักหมื่น
เรื่องที่ผู้ประกอบการรู้หรือไม่รู้เรื่องลิขสิทธิ์ ในอนาคตจะเอามาอ้างกันไม่ได้ คนที่ตั้งกลุ่มสมาคมชมรมฯต่างๆ ต้องหมั่นดูแลข้อมูลใหม่ๆ ในส่วนนี้ ซึ่ง ถ้าสงสัยก็เปิดดูในอินเตอร์เน็ต เช็คได้ไม่ยากนัก
ยกตัวอย่าง ศิลปินแห่งชาติ ครูชลธี ธารทอง ซึ่งเพิ่งจะนำลิขสิทธิ์เพลงบางส่วนมาให้ค่ายแกรมมี่ฯ ดูแล ซึ่งต่อไป การนำเพลงดังๆ ของครูมาขับร้องก็ต้องตรวจสอบกันให้ดีว่า เพลงไหนของครู ลิขสิทธิ์อยู่ที่ค่ายไหนบ้าง อย่าไปยึดตามของเก่า เพราะมีหลายค่ายนำเพลงของครูไปทำ ไม่ได้หมายถึงว่า เขามีลิขสิทธิ์เผยแพร่แสดงสดด้วย? เรื่องแบบนี้ อาจฟังดูแล้วปวดหัว แต่สักระยะหนึ่ง คนในวงการก็คงทำความเข้าใจกันได้ อยากให้เข้าใจเหมือนการขับรถที่เราจะรู้ว่า ขึ้นทางด่วนต้องเสียเงิน แต่ไปทางธรรมดาก็ไม่ต้องจ่าย แต่ยอมรถติดสักหน่อย
พูดถึงครูชลธี ธารทอง มีข่าวมาสดๆ ร้อนๆ ว่า ครูจะจัดงาน “77 ปี ชลธี ธารทอง” ซึ่งปีนี้จัดยิ่งใหญ่ มี นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นประธานจัดงานให้ด้วย โดยปีนี้จะไปจัดที่ วัดดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2556 (ขอย้ำว่า เดือนธันวาคม เพราะเดี๋ยวมีคนนับเดือนผิด ) และอย่าเผลอไปที่ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี ดินแดนบ้านป่า ตามที่เพลงครูเคยเขียนไว้ให้สายัณห์ สัญญานะครับ
งานนี้ ครูจะนำเพลงลิขสิทธิ์ของท่านมาให้ศิลปิน และลูกศิษย์ร้องกันอย่างจุใจ แขกที่ไปร่วมร้อง อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ชัยชนะ บุญนะโชติ ชินกร ไกรลาส ขวัญจิตร ศรีประจันต์ ตามด้วย สดใส รุ่งโพธิ์ทอง รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ศรเพชร ศรสุพรรณ ศรชัย เมฆวิเชียร เสรี รุ่งสว่าง ก๊อต จัรพันธ์ คัฑลียา มารศรี รุ่ง สุริยา ไชยา มิตรชัย ฯลฯ งานนี้ ถ้ามีโอกาสเหมาะๆ คนลูกทุ่งอาจจะได้มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องลิขสิทธิ์กันให้เป็นที่เข้าใจบ้าง เพราะคนที่ไปงานล้วนแต่ระดับมันสมองของวงการลูกทุ่ง น่าจะคุยกันได้
มีอะไรก็ลองจับเข่าคุยกันดู หาทางออกที่เหมาะสมลงตัว
เดือนหน้าเป็นต้นไป เข้าสู่เทศกาลหน้างานของนักร้องลูกทุ่งหมอลำกันแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปพบเจอกับคนที่เป็นนักจัดงานรื่นเริงตามต่างจังหวัด บ่นกันมาว่า นักร้องดังๆ ค่าโชว์ตัวขึ้นราคากันเป็นเท่าตัวแล้ว และคิวก็เต็มกันยาวเหยียด หลายคนราคาจากไม่กี่หมื่น ขึ้นไปหลักแสนสองแสนแล้ว
หวังว่า บรรดานักจัดงานจะได้หันมาเรียกใช้นักร้องเก่าๆ ยุคอมตะที่สุ้มเสียงยังดี ค่าตัวไม่แพงกันบ้าง เพราะหลายคนยังมีชีวิตลำบาก ซึ่งค่าตัวของนักร้องวัยรุ่นดังๆ บางคนในวันนี้แค่คนเดียว เชื่อหรือไม่ว่า สามารถจ้างนักร้องหน้าใหม่ๆ หรือนักร้องเก่าๆ ได้ถึง 20 คนเลยทีเดียว
.......................................
(หมายเหตุ 'ตะลอนทัวร์ลูกทุ่ง' : คอลัมน์ เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคนสองแคว)



