
ขบคิดขีดเขียน:มาตีลังกากันดีกว่า
มาตีลังกากันดีกว่า : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ทุกอย่างในโลกนี้คือกายกรรม... คุณเล้ง ราชนิกร แก้วดี คุณครูของหญิงยศพูดให้พวกเราฟังในวันหนึ่งที่เราซ้อมการแสดงกายกรรมกันอยู่ ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ค่ะว่าสองสามเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ผันตัวมาฝึกเล่นกายกรรมอย่างบ้าคลั่ง หญิงยศได้เรียนรู้หลักความคิดใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ จนบางครั้งก็แอบอยากให้ประเทศของเรากลายเป็นคณะกายกรรมคณะใหญ่ไปซะเลย บางทีอะไรๆ ในบ้านเมืองของเรามันอาจจะดีขึ้นมาก็ได้... ยังไงน่ะเหรอคะ? ลองตีลังกาม้วนหน้ามานั่งฟังกันดูซะหน่อยแล้วกันเนอะ
หญิงยศว่า โลกเราตอนนี้ก้าวเข้าสู่ช่วงเจริญพรวดๆ ของเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้านการสื่อสาร แต่มันกลับกลายเป็นว่าเราสื่อสารกันน้อยลงทุกวัน ทุกคนมีสิ่งที่จะพูด แต่ไม่มีใครอยากฟัง ทุกคนพร้อมจะเป็นดาวเด่นและไม่มีใครอยากหลบอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป ประเทศไทยของเราก็หนักในการส่งสาร แต่ไม่ค่อยมีใครอยากจะรับสารกันสักเท่าไหร่ หรือบางครั้งพอได้รับสารมาแล้วไม่ถูกอกถูกใจ เมื่อมีใครเห็นต่าง ก็โกรธร้อนรนทนไม่ได้ จนสุดท้ายต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกลายเป็นกีฬาสีระดับประเทศกันไป ใครพูดอะไร ใครส่งอะไรมา ทุกคนพร้อมจะแชร์และส่งต่อ แต่จะมีสักกี่คนที่เช็กข้อมูลว่าถูกต้องหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนตามความเร็วของสัญญาณสามจี สี่จี แต่ไม่มีใครคอยจี้ถามหาความแม่นยำและข้อเท็จจริงกันอีกแล้ว... มันเสียเวลาเกินไป
หญิงยศเองก็ใช้ชีวิตหมุนตามกระแสมาเรื่อยๆ ค่ะ หยิบมือถือขึ้นมาเช็กทุกห้านาที อยากรู้ความเป็นไปของโลกนี้ตลอดเวลา จนเมื่อวันหนึ่งที่เดินเข้ามาที่สตูดิโอเพื่อฝึกกายกรรมนี้ มันมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป บางสิ่งเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนลมเบาๆ ของปีกผีเสื้อ แต่ใครจะรู้ว่าลมเบาๆ ในที่หนึ่งนั้นมันกลับก่อตัวกลายเป็นพายุในอีกที่หนึ่งได้ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่หญิงยศได้เจอหลังจากเริ่มฝึกเล่นกายกรรมค่ะ และลมเล็กๆ ที่เริ่มต้นทั้งหมดก็คือ การวางมือถือไว้ในกระเป๋าและไม่ได้หยิบมันขึ้นมาอีกเลยตลอดทั้งวัน เพราะการเล่นกายกรรมเราต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง เราไม่ต้องแข่งขันกับใครเลย เราเพียงแค่ทำให้ดีที่สุดที่เราทำได้เพียงเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่จำเป็นมากก็คือสมาธิ ที่ไม่สามารถวอกแวกไปที่ไหนได้ เพราะนั้นอาจหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราได้ในทันที เมื่อวางเครื่องมือสื่อสารลง เราจะเริ่มต้นสื่อสารค่ะ โดยเฉพาะการ ”ฟัง” เราจะฟังสิ่งที่คนรอบข้างเราพูด เราจะสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา และเราจะ ”ฟัง” เสียงของตัวเราเองว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ นอกเหนือจากนี้ เมื่อหญิงยศตัดสินใจเข้าร่วมการแสดงละครเวทีกายกรรม คุณครูของเราอีกหนึ่งท่านซึ่งเป็นนักกายกรรมระดับโลกได้เรียกพวกเราทุกคนเข้าไปคุย เพื่อทำความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของการเป็นครอบครัวนักกายกรรมอย่างแท้จริง ครูเจมส์พูดกับเราค่ะว่า “There’s No Star in the Acrobat Show. Everyone is Equal. Everyone is a Part of the Show.” แปลเป็นไทยก็คือ ไม่มีดาวเด่นในการแสดงโชว์กายกรรม ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนคือส่วนหนึ่งของโชว์ ถ้าหากมีใครต้องการเป็นดาวเด่นและไม่เข้าใจในแนวคิดอันนี้ ขอให้เดินออกจากโชว์ไปได้เลย การเป็นนักกายกรรมต้องเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนักกายกรรมทั่วโลก เมื่อทำโชว์ ทุกคนต้องดูแลกัน แม้ว่าคุณจะแสดงบนเวทีน้อยกว่าคนอื่น ก็ไม่ได้แปลว่าคุณสำคัญต่อโชว์น้อยไปกว่าคนอื่นเลย นักกายกรรมนอกจากจะฝึกร่างกายให้พร้อมโชว์แล้ว ยังต้องฝึกมองข้ามอัตตาของตัวเองไปยังภาพที่ใหญ่กว่านั่นคือความสมบูรณ์แบบของโชว์ และเมื่อโชว์ประสบความสำเร็จ นั่นจะหมายถึงความสำเร็จของทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ใช่จากคนใดเพียงคนหนึ่งเท่านั้น
ฟังแล้วก็แอบนึกอยากมีเวทมนตร์... เป็นแม่มดมีฤทธิ์เหมือนในนิยาย จะเสกให้ทุกอย่างในโลกนี้เป็นกายกรรมให้หมดเหมือนอย่างที่ครูว่า คนเราจะได้ตีลังกากลับหัว มันไม่น่ากลัวเท่าคนตีสองหน้า... ว่าไหมคะ??
.......................................
(หมายเหตุ มาตีลังกากันดีกว่า : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



