บันเทิง

มายาวิชั่น:'การเปลี่ยนแปลงที่ลดความขลัง'

มายาวิชั่น:'การเปลี่ยนแปลงที่ลดความขลัง'

23 ต.ค. 2556

'การเปลี่ยนแปลงที่ลดความขลัง' : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา



    
          มาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับเวทีประกวดร้องเพลงระดับแถวหน้าของบ้านเรา เคพีเอ็น อวอร์ด ที่ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 23 ซึ่งจะพูดถึงกันในวันนี้ แต่ก่อนอื่นต้องขอไว้อาลัยต่อการจากไปของ คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ผู้ปลุกปั้นและทำให้รายการประกวดร้องเพลงนี้มีความขลังและตราตรึงใจคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้
    
          แต่ดูเหมือนว่ามนต์ขลังของเวทีนี้นับวันจะจางหายไปจนน่าเสียดายเหลือเกิน หน้าตารายการและความศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ กรณ์ ณรงค์เดช เข้ามาควบคุมการผลิตรายการนี้ช่วง 4-5 ปีหลัง เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยดึงการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง และปั้นให้เป็นรายการแนวกระแสที่ดูจะแซงหน้าคุณภาพ หลักๆ คือ การตัดสินที่ใช้คะแนนโหวตจากเอสเอ็มเอสเข้ามาเกี่ยวข้องในแบบที่การประกวดร้องเพลงของยุคสมัยนี้ทำกัน นั่นหมายความว่าคนร้องดี พลังเสียงดี อาจไม่ใช่ที่สุดของเวทีนี้อีกต่อไป และอาจตกรอบได้ แล้วก็เห็นกันมาทุกปีที่คนเสียงดีจะต้องม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเสมอๆ
    
          ถ้าพูดถึงเวทีประกวดร้องเพลง เคพีเอ็น ทุกคนจะนึกถึงพลังเสียงและความอลังการของผู้เข้าประกวดที่แทบจะพ่นไฟฆ่ากันบนเวที แต่ ณ วันนี้ไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว อย่างปีล่าสุดยังใช้คอนเซปต์เดิมจากปีก่อนคือ เดอ แบทเทิ่ล ซีรีย์ส ที่แบ่งทีมผู้แข่งขันเป็น 2 ทีม ทีมหนึ่งเป็นทีมพลังเสียงสุดยอด กับอีกทีมเป็นทีมที่เน้นหน้าตาและลีลา ก็งงอยู่ว่าทำไมยังเดินตามปีก่อนทั้งๆ ที่กระแสคนดูกับรูปแบบนี้ในปีก่อนก็ไม่ได้ดีมากมาย วัดได้จากผู้ชนะแทบว่าจะหายเข้ากลีบเมฆ และเป็นอย่างนี้มาหลายปีพอสมควรในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงนี้
    
          สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดของเวที เคพีเอ็น ในยุคหลัง คือ ความพยายามจะทำให้รายการแรง จนได้เรตติ้งคนดู เป็น น.13 แถมหยิบยกประเด็นนี้มาโปรโมตว่าแรงจนต้องได้เรตติ้งนี้ ซึ่งดูแปลกพิกล ความแรงเริ่มตั้งแต่การทำเทปตั้งแต่เริ่มออดิชั่นจนถึงการผ่านเข้ารอบของผู้แข่งขันซึ่งเน้นการบลัฟของอีกทีมต่ออีกทีม ใช้วาจาเชือดเฉือน ซึ่งดูยังไงก็เป็นความตั้งใจจัดฉากเพื่อให้แรง ซึ่งมาพร้อมความเฟก
    
          ความแรงลำดับต่อมา คือ 2 พิธีกร “บอย”พิษณุ นิ่มสกุล  และ “ต้นหอม”ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่เน้นการจิกกัดกัน ก็ให้ความรู้สึกสนุกและมีสีสันระดับหนึ่ง ส่วนกรรมการที่มีส่วนตัดสินและวิจารณ์ผู้แข่งขัน เน้นความแรงไปที่ “ดีเจเจ๊แหม่ม”วินัย สุขแสวง ซึ่งมาตั้งแต่ปีก่อน แต่ดูแล้วจับทางได้ว่าจะมาในแบบไหน อีกคนคือ ทาทายัง ซึ่งรูปแบบการวิจารณ์ของเจ้าตัวเราเคยเห็นแล้วตอนเธอไปเป็นคอมเม้นเตเตอร์เวทีเอเอฟ
    
          อีกหนึ่งความเสียดาย เห็นจะเป็นเพลงประจำรายการ สะพานเชื่อมดาว ที่ติดหู ความหมายดี และเป็นหนึ่งโลโก้สำคัญของรายการ ในปีนี้ก็ถูกเปลี่ยนเรียบร้อย โดยใช้เพลงใหม่ที่ชื่อ ที่นี่ฝันนั้นจะเป็นจริง ความหมายเพลงก็โอเค แต่การติดหูหรือทำให้เวทีกระหึ่มยังสู้เพลงเก่าไม่ได้
    
          แต่ในความเปลี่ยนแปลงที่สู้ของเก่าแทบไม่ได้ก็ยังมีจุดดีให้น่าชื่นชม อย่าง รูปแบบเวทีที่อลังการงานสร้าง ทั้งแสง สี เสียง รวมถึงเสื้อผ้าผู้เข้าประกวด เป็นการทุ่มทุนที่น่าคงไว้ รวมถึงการคิดโชว์ที่มีคอนเซปต์ดี แต่นั่นจะเพียงพอหรือไม่เมื่อคุณภาพคับแก้วของนักร้องจากเวทีนี้ที่แทบไม่หลงเหลือ(อาจมีในบางคน แต่ภาพรวมไม่ผ่าน) ยังจะทำให้เวทีนี้ยังทรงคุณค่าอยู่   
    
          การเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ใช่เรื่องแปลก หากการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก็น่าชื่นชม แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงจากสิ่งดีที่ดีอยู่แล้วมาเป็นสิ่งที่ดีน้อยกว่า แล้วจะเปลี่ยนแปลงทำไมและเพื่ออะไร บางทีผู้เกี่ยวข้องอาจต้องย้อนกลับมาดูว่า ความพยายามที่ทำอยู่นี้มันควรค่าหรือไม่ที่จะเป็นเวทีประกวดร้องเพลงถ้วยพระราชทานชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

.......................................
(หมายเหตุ 'การเปลี่ยนแปลงที่ลดความขลัง' : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา)