
ขบคิดขีดเขียน:'นาฏศิลป์ไทย... ของใคร'
'นาฏศิลป์ไทย... ของใคร' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาคงไม่มีประเด็นไหนฮอตเว่อร์ไปกว่าข่าว (ลือ?) ที่ว่าจะมี การถอดวิชานาฏศิลป์ไทยออกจากหลักสูตรการศึกษา นั่นแปลว่าต่อไปนี้นักเรียนไทยไม่ต้องเรียนรำไทย ได้ฟังก็ตกอกตกใจอยู่นะคะ เห็นหลายคนโพสต์รูปลงไอจี ลงเฟซบุ๊กข้อความประมาณว่า “กูรำไทย” หลายคนโพสต์ข้อความลงสเตตัสต่อต้านการถอดถอนวิชารำไทยออกไทยอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ท่ามกลางกระแสที่ร้อนระอุ
หญิงยศแอบหนีเข้าห้องนอน เปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วปีนลงไปนั่งไทม์แมทชีน ย้อนเวลากลับไปสิบกว่าปี กลับไปยืนอยู่ที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ช่วงมัธยมต้น หญิงยศกำลังเดินจับกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อเดินไปเรียนวิชานาฏศิลป์ เพื่อนๆ ผู้ชายบ่นกันอุบอิบ ก็วิชารำไทยกับเด็กผู้ชายที่อยู่ในวัยอยากเท่ อยากคูลมันช่างสวนทางกันอย่างสุดโต่ง อาจารย์สอนรำไทยของเราเป็นอาจารย์รูปร่างค่อนข้างท้วม แน่นอนบรรดาตัวแสบของห้องให้ฉายาอาจารย์กันต่างๆ นานา เรียกว่าทุกวันนี้เรียกแต่ฉายาของอาจารย์จนแอบลืมไปว่าชื่อจริงของอาจารย์คืออะไร
เมื่อไปถึงห้องเรียนรำไทย อาจารย์จับพวกเรายืนเรียงแถวแยกชายหญิง จับพวกเราดัดมือ หักคอ แล้วสอนการพวกเราให้จำท่ารำแบบพื้นฐาน หลังจากนั้นอาจารย์ลงนั่งพับเพียบแล้วถือฉิ่งในมือ อาาจารย์เริ่มเอื้อนฮัมทำนองเพลงไทย พวกเราก็เก้ๆ กังๆ รำกันไปตามจังหวะ ฉิ้งงงงง ฉับบบบ ที่อาจารย์เคาะให้ พวกเด็กผู้ชายก็รำกันไป ถีบกันไป ขำกันไป เด็กผู้หญิงยังดีหน่อย ส่วนเด็กผู้เอ่อ... ผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ส่วนใหญ่จะยืนอยู่หัวแถวนักเรียนชายก็วาดลวดลายแข่งกับนักเรียนหญิงสุดพลัง หญิงยศเชื่อว่านักเรียนหลายคนในเวลาเรียนก็คงมีคำถามว่าจะเรียนไปทำไม (วะ) แต่เชื่อไหมคะว่าเมื่อมองกลับไป
หญิงยศว่าหลายคนก็คงเป็น เราจำเวลานั่งเรียนในห้องเรียนไม่ค่อยได้หรอก แต่เราจำเวลาในห้องเรียนรำไทยได้ เราจำได้ว่ากว่าจะตั้งวงได้ถูกองศานั้นมันเมื่อยแสนเมื่อยขนาดไหน เราจำได้ว่าต้องกลับไปดัดมือในสารพัดน้ำซาวข้าวและน้ำอุ่น ต้องยืนค้างท่ายกขายกแขนทรงตัวอยู่หลายนาที ต้องหัดร้องเพลงไทยเดิมเพื่อจะได้จำท่าได้จนจบ
และเมื่อเราเรียนจบมา ถ้าหากจำเป็นต้องใช้วิชารำไทยพื้นฐาน หญิงยศว่าเราจำได้แม่นกว่าสูตรวิทยาศาสตร์บางสูตรเสียอีก แล้วเวลาไปพบเจอฝรั่งต่างชาติอยากลองเรียนบ้าง ร้องขอให้เราสอน พอเราตั้งวงขึ้นมาให้เขาทำตาม มันแปลกตรงที่ไม่ว่าเราจะพยายามจับท่าพวกเขาเท่าไหร่ กลับไม่ค่อยสวยจับใจเท่าใดนัก เพราะวิชาการรำไทยไม่ใช่สิ่งที่ร่ำเรียนกันได้ง่ายๆ ภายในวันสองวัน มันเหมือนเป็นรากของศิลปะที่สั่งสมมาในตัวของคนไทยมานานแสนนานค่ะ ถ้าจะโดนถอดออกไป หญิงยศว่าน่าเสียดาย
เด็กไทยสมัยนี้เพียงแค่การใช้ชีวิตพวกเขาก็เอาตัวออกห่างอัตลักษณ์ของรากเหง้ามากพออยู่ดี สมัยนี้เราเป็นติ่งเกาหลี เสพย์ซีรีส์ต่างชาติ ฟังเพลงเคป๊อป เต้นบีบอย เรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่สะกดภาษาไทยไม่ค่อยจะถูกกัน วิชานาฏสิลป์ไทยนั้นไม่ใช่แค่เรียนรำไปงูๆ ปลาๆ แต่มันเป็นการทำความรู้จักกับศิลปะที่เป็นของเรา ศิลปะที่หล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่งามงดวิจิตร พูดอย่างนี้มีหลายคนเถียงมาว่า “ถ้าเจ๋งจริง ทำไมนาฏศิลป์ไทยไม่เห็นก้าวหน้าไปไหนเลย จะเรียนไปทำไม เรียนแล้วก็ทิ้งไป เสียเวลา” หญิงยศก็ไม่เถียงอีก แต่นาฏศิลป์ก็เหมือนของดีของไทยอีกหลายอย่างที่แบกเอาความภาคภูมิใจเอาไว้จนไม่มีใครกล้าแตะ กล้านำมาพัฒนาต่อ เพราะว่าเสี่ยงต่อการโดนด่าวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอาศิลปะชั้นสูงของไทยมาปู้ยี่ปู้ยำ
หญิงยศเป็นคนชื่นชมนาฏศิลป์ไทยมากนะคะ แต่ก็เสียดายที่โดยเก็บไว้แต่บนหิ้ง ไม่ค่อยมีใครกล้าไปแตะต้อง ไม่ว่าจะนาฏศิลป์ไทย วรรณกรรมไทย ดนตรีไทย เชคสเปียร์หรือบัลเลย์ก็เป็นศิลปะชั้นสูงแต่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะเขาเปิดกว้างให้คนได้ลองเอามาตีความเอามาพัฒนาต่อ แต่ไม่ว่าจะโดนบิดไปมากแค่ไหน คนรุ่นใหม่ก็ยังหลั่งไหลไปอ่านต้นฉบับแบบคลาสสิก มีการเรียนตีความอย่างกว้างขวาง
หญิงยศแอบหวังว่าวันหนึ่งเราจะสามารถเป็นแบบนั้นได้บ้าง ที่เราจะมั่นใจในคุณค่าของศิลปะของเรามากพอที่จะเผื่อแผ่ให้คนนำมาพัฒนา เพื่อวันหนึ่งเผื่อว่าวิชาศิลปะไทยทั้งหลายนี้จะแข็งแรงและชัดเจนมากพอ ท่านๆ ทั้งหลายเขาจะได้ไม่มาปลดออกจากหลักสูตรเอาตามใจอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้น่ะค่ะ...
.......................................
(หมายเหตุ 'นาฏศิลป์ไทย... ของใคร' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



