
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - วัดเล็กๆ ริมฝั่งเจ้าพระยา
ผมมีนิสัย เข้าวัดเข้าวา มาตั้งแต่เยาว์วัย จำได้ว่า เมื่ออายุสัก 10 ขวบ ก็ตามคุณตาไปวัดที่บ้านเกิดของแม่
ภาพความทรงจำที่ประทับใจคือ พระอุโบสถหลังเก่าที่ทรุดโทรม แต่ดูสงบขรึมขลัง ผมดื่มด่ำเสียงระฆัง ชอบฟังเสียงพระสงฆ์สวดบาลี ชอบความร่มรื่นของป่าในบริเวณวัดที่มีไม้ใหญ่ยืนตระหง่าน มีลานดินที่เรียบกริบจากการปัดกวาด มีไก่แจ้เป็นฝูง สวยงามน่ารัก และมีสุนัขอาราม หรือว่า “หมาวัด” นอนอยู่ บ้างเดินขวักไขว่ แต่ก่อนนั้นผมรู้สึกว่า หมาวัดนั้นมีความเป็นมิตรไมตรี ไม่ดุร้ายเหมือนสมัยนี้
และคงเป็นเพราะผมเรียนมาทางศิลปะด้วย จึงมีกิจและมีกรรม “กิจกรรม” ให้ต้องเข้าวัด เพื่อศึกษาหาความรู้อยู่เนืองๆ ชอบเดินดูโบสถ์วิหาร สถาปัตยกรรม ประติมากรรม เดินท่อมๆ ไปจนบางครั้งบางคราว ถูกระแวงสงสัยว่าจะไปลักขโมยของดีในวัด บ้านพ่อ บ้านแม่ของผม อยู่ ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท คำว่า “ออก” หมายถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่เล็กจนโตผมคุ้นเคยกับวัดต่างๆ สองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมีจำนวนมากมาย นับไม่ไหว บางวัดอยู่ชิดติดกันเป็นวัดพี่วัดน้อง บางวัดอยู่ตรงข้ามกัน มีตำนานการพบพระพุทธรูปองค์นั้นแสดงเจตน์จำนง เจาะจงเลือกวัดอยู่ โดยไม่ยอมให้วัดที่อยู่ใกล้จุดค้นพบนั้นนำขึ้นไปประดิษฐานยังฝั่งตนได้ จึงต้องจุดธูปบอกอัญเชิญไปอยู่วัดฝั่งตรงข้าม และเมื่อเสร็จพิธีกรรมบอกกล่าวก็สามารถนำองค์พระขึ้นจากทรายได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ละวัดมีความเก่าแก่ไม่แพ้กัน พ่อของผมเคยเรียนโรงเรียนวัด โดยมีปู่เป็นครูสอนอยู่ ทุกวัดล้วนมีตำนานเล่าขาน บ้างขุดค้นพบเรือขุดโบราณจมอยู่หน้าวัด และได้นำซากเรือนั้นขึ้นมาจัดแสดง บางวัดมีเรื่องเล่าอันเป็นที่มาของชื่อวัด เช่นวัด “วังสาคร” ที่มีตำนานคล้ายๆ เนื้อหาเพลง “วังแม่ลูกอ่อน” ของ พร ภิรมย์ (ซึ่งแต่งขึ้นจากเรื่องราวครั้งพุทธกาล)
สำหรับชื่อวัดที่ผมจำได้ มีวัดไผ่ล้อม วัดระนาม วัดสมอ วัดกำแพง วัดสามนิ้ว วัดหลวงฯ วัดยางศรีเจริญ วัดตลก วัดโพธิ์มงคล วัดสวนลำไย นี่ว่าเฉพาะวัดริมฝั่งเจ้าพระยา ทั้งฝั่งซ้าย ฝั่งขวา ช่วงตั้งแต่ ใต้เขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึง อ.สรรพยา
ผมชอบเดินทางโดยใช้ถนนสายเก่าฝั่งตะวันตก ช่วง จ.ชัยนาท ผ่านสิงห์บุรีไปจนถึงอ่างทอง เพลิดเพลินกับการเรียกขานนามวัด และเลือกที่จะแวะเที่ยวชมตามโอกาสอำนวย หลายวัดยังมีความสงบร่มรื่นด้วยยังรักษาต้นไม้ใหญ่ๆ ไว้ได้ แต่ส่วนใหญ่ตัดโค่นลงเสียสิ้นเพื่อ “พัฒนา” วัดให้ทันยุคทันสมัย และรื้อถอนสถาปัตยคารของเดิมทิ้งเพื่อสร้างของใหม่ให้ใหญ่โต โดยจะเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แสดงโครงการขนาดยักษ์ แสดงความจำนงระดมทุนก้อนมหึมาเพื่อบรรลุ อภิมหาโปรเจ็กท์
บางวัดยังมีร่องรอยแห่งอดีตที่ดีงาม เช่นการสืบทอดภูมิปัญญาด้านสมุนไพร
บางวัดยัง รักษาของเก่าไว้ในรูป พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กๆ อย่างไม่เป็นทางการ แต่น้อยวัดที่จะรอดพ้นจากมือนักสะสม และนักเล่นแร่แปรธาตุทางโบราณคดีได้ สำหรับผมเองขอเพียงให้วัดในชนบท เหลือต้นไม้ใหญ่ๆ ไว้ เหลือพื้นที่สำหรับเป็นลานดินให้เดินเล่น ให้พักผ่อน ให้ไก่แจ้ได้กรีดกราย...แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ
“ศิลปะแห่งแผ่นดิน” ฉบับนี้ ผมลงรูป กุฏิวัด “วัดหลวงสิริบูรณาราม” ที่อำเภอสรรพยา ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำให้ดูครับ เป็นกุฏิของเดิมที่บูรณะขึ้นใหม่ ที่ผมแวะวัดนี้ ก็เพราะเคยประทับใจว่าครั้งหนึ่งสมัยผมยังเป็นเด็ก อายุสัก 11 ขวบ เคยมาที่วัดนี้ และพบบัวหลวงขึ้นเรียงรายอยู่เต็มคันคูหน้ากำแพงวัด ก็เท่านี้แหละครับ ความประทับใจของผม
ใกล้ๆ กันกับวัดนี้มี “วัดสามนิ้ว” ซึ่งไว้วันหลังผมจะไปถามคนเฒ่าคนแก่ดูว่านามวัดสามนิ้วนี้ มีตำนานเล่าขานมาอย่างไร น่าสนุกนะครับ ว่าแต่ทุกวันนี้ผู้คนจะมีเวลามาสนใจเรื่องแบบนี้กันบ้างไหม
นอกจากเรื่องปากเรื่องท้องที่ต้องดิ้นรน ผมยังรู้สึกถวิลหาความหมายเล็กๆ ที่งดงามตามสองข้างทางในระหว่างการเดินทางของชีวิต สวัสดีครับ
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



