บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เยี่ยมญาติ (2)

เล่นหูเล่นตา:เยี่ยมญาติ (2)

07 ต.ค. 2556

เยี่ยมญาติ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
 
          ตอนเป็นวัยรุ่นฉันเคยฝันว่า ... อยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่ฉันว่ายน้ำไม่เป็น ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ไม่ชอบเอาใจคน (ชอบตามใจตัวเอง) ข้อด้อยมากมายเหล่านี้ตกไป เมื่อฉันส่องกระจก ... เอ่อ ... กรูว่า ... “หน้าไม่ให้ตั้งแต่แรกแล้วมั้ย!” และเหตุผลโง่ๆ ที่ฉันอยากจะเป็นแอร์ก็ตรงที่ได้เดินทางฟรีโดยเครื่องบิน แต่งตัวสวยๆ พูดแค่ว่า ... ค็อฟฟี่ออร์ที? (ชาหรือกาแฟดีคะ) แล้วลากกระเป๋าเดินสวยๆ ออกจากสนามบิน พอโตมาจึงได้รู้ว่า ... มันยากกว่านั้น มันต้องอาศัยความรับผิดชอบสูง ความอดทนสูง และการปรับตัวสูง ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะความสามารถหรือทัศนคติที่เป็นอุปสรรค แต่เพราะหนังหน้า! ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าฉันเกิดได้เป็นแอร์ขึ้นมาจริงๆ เที่ยวบินทุกเที่ยวที่ฉันขึ้นปฎิบัติหน้าที่จะกลายเป็น เที่ยวบินนรก ... แค่ไหน? และถ้าบินแบบโลว์คอส ฉันคงต้องเปลี่ยนชื่อตอนประกาศแนะนำตัวบนเครื่องว่า ... “นกแสก” (นกที่คนไทยเชื่อว่าบินผ่านบ้านใคร บ้านนั้นจะมีคนตาย) เวลาที่ผู้โดยสารเรียกใช้บริการบ่อยๆ (เยอะ) ฉันคงอดไม่ได้ที่ต้องเตือนผู้โดยสารว่า ...
 
          “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ บ้านเมิงไม่มีคนใช้ใช่มั้ยคะ ถึงจิกหัวกรูใช้ตั้งแต่เครื่องเริ่มบินจนเครื่องจะลงจอดเนี่ย! คราวหน้าแนะนำให้ซื้อตั๋วอีกใบเอาคนใช้ขึ้นเครื่องมาด้วยนะคะ" หลังจากนั้นคงจะต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่ไปเป็น กระปี๋รถก๊ะป๊อ (รถแดง) วิ่งแข่งกันในซอยและถ้าเอาแต่ใจขนาดนี้ต้องมีผัวเป็นคนขับเท่านั้น!
 
          บุญหรือบาปไม่ทราบได้ อาชีพที่ฉันเป็นอยู่ก็ต้องเดินทางบ่อยๆ โดยเครื่องบินทั้งในและนอกประเทศ (อือ ... ไม่ต้องเป็นแอร์ก็ได้วะ ... เมื่อก่อนยังแอบคิดว่าจะมีผัวเป็นกัปตันจะได้นั่งเครื่องบินฟรี แต่ก็ติดที่หน้าอีกนั่นแหละ) เดินทางไปมาจนขาจะขวิด... และจังหวัดที่ฉันโปรดปรานที่สุดก็คือ "เชียงใหม่" ช่างเป็นจังหวัดที่ศิลป วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และความก้าวหน้าอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน อากาศดีกว่ากรุงเทพฯ ยิ่งหน้าหนาว ... เฮ้อ! บรรยากาศน่าหาผัวชั่วคราวหมดหน้าหนาวแล้วเราค่อยเลิกกัน! แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น ลูกค้าจัดงานไถนามันทุกวัน ไม่ว่างจะมีใคร พอช่วงหน้าร้อนเริ่มว่างก็หมดอารมณ์ซะแล้ว (แดดร้อนๆ) ใครจะมาอี๋อ๋อห่อหมกซุกจักกะแร้เปียกเหงื่อกันก็เอาเถอะ อิฉันทูลลา! ... นอกจากอากาศดีแล้ว ภาษาเหนือหรือคำเมืองก็ช่างไพเราะเสนาะหู แม้แต่คำด่าว่า "โง่" คนเหนือว่า "ง่าว" ฟังเผินๆ นึกว่าชม กิริยามารยาทของคนเหนือก็ช่างนิ่มนวลอ่อนช้อยต๊ะต่อนญอนซะเหลือเกิน ไม่แปลกถ้าฉันจะนับญาติกับคนเชียงใหม่เป็นอ้ายเป็นอุ๊ย หลังจากแอ่วเหนือมาร่วม 10 ปี ทำงานร้องเพลงที่เชียงใหม่ ถ้าไม่ติดงานวันต่อไปฉันจะต้องอยู่ต่ออีก  2 - 3  วัน เพื่อทำการเยี่ยมญาติ
 
          ฉันจะพักประจำที่ Kantary ถ.นิมมานฯ ไม่ใช่เพราะจะไปซิลล์ตามร้านเก๋ๆ แถวนั้น แต่เพราะมันอยู่กลางเมืองไปไหนมาไหนสะดวก ห้องกว้างขวาง มีห้องรับแขกแยกจากห้องนอน มีเตาไฟฟ้าไว้ทำกับข้าวได้ มีไมโครเวฟไว้อุ่นอาหาร กระติกต้มน้ำร้อน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า (อยู่แบบบ้านเลย ขาดแค่คนในครอบครัว) ออกจากห้องไปพอกลับมาห้องก็สะอาดเรียบร้อยเหมือนเดิม ฉันชอบความเป็นระเบียบและความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบนอนบ้านเพื่อนหรือบ้านใคร สีเกดจะต้องเช่ารถไว้พาฉันขับไปไหนตามอำเภอใจ ไม่่ต้องรอใครไปรับไปส่ง ไม่ชอบเป็นภาระใคร และที่สำคัญ ... ไม่ชอบรอ! ... เข้าใจมั้ยคะคุณตำรวจ
 
          ไปเชียงใหม่ครั้งล่าสุด ก็ไปเจอกับพี่หม่วย (อรพินธ์ เลิศทำนองธรรม) ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจและสารสนเทศ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต1 (ภาคเหนือ) จ.เชียงใหม่ กินข้าวเม้าท์แตกกันยังกับไม่ได้เจอกันมาสักชาติ พี่หม่วยเป็นเพื่อนกับพี่อ้อย ... พี่อ้อยเป็นลูกสาวคุณแม่ดาวเรือง ซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของโก้ ฉันก็เลยนับญาติด้วยซะเลย ทั้งพี่หม่วยและพี่อ้อยสนิทกันกับมด เพื่อนโก้ ก็เลยนับรวมกันได้เป็น 3 ครอบครัว  วันแรกกินข้าวกับพี่หม่วยเสร็จ   วันที่ 2 ก็ต้องไปกินข้าวบ้านมด พ่อแม่ของมดเป็นพ่อแม่ที่น่ารักมาก พ่อเคยทำงานเป็นนักจิตวิทยาที่ร.พ.สวนปรุง ส่วนแม่ก็ทำงานเป็นโภชนากรที่นั่น อีมดเพื่อนผู้ชายแท้ๆ ของฉันจึงเป็นคนที่เป็นมิตรกับคนทั่วไป เดินไปไหนในเชียงใหม่แต่ละทีต้องมีคนเดินมาทักมันที่ละอย่างน้อย 1 - 2 คน จนฉันคิดว่ามันมีอาชีพรับจ้างรู้จักคน! พ่อแม่เกษียณออกมาทำกิจการมะพร้าว คือ เอาเนื้อมะพร้าวมากวนเป็นไส้ขนมส่งโรงงานผลิตขนมปังของเชียงใหม่ ฉันไปทีไรก็จะได้กินน้ำมะพร้าวสดๆ หอมหวานชื่นใจ (จะเฉาะล้างหน้าก็เกรงใจพ่อแม่) น้ำมะพร้าวจากอัมพวารสชาติอร่อยกว่าที่ไหนๆ ตอนเด็กๆ แม่เอาน้ำมะพร้าวจากสามพรานให้กิน นั่นก็อร่อย แต่โตมาหากินยากขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่รู้ว่าแหล่งไหนอร่อยที่สุด ... 
 
          ครอบครัวของมดจะทำอาหารเก่งกันทั้งบ้านโดยเฉพาะอาหารเมือง    ที่ฉันชอบที่สุดคือ ตำมะหนุน (ตำขนุนอ่อนแบบเหนือ) แม่จะขอขนุนอ่อนจากต้นข้างบ้านมาต้มแล้วทำใหม่ๆ ให้ฉันกิน พร้อมทั้งใส่กล่องให้เอากลับมากินที่กรุงเทพฯ ส่วนพ่อก็จะชอบตำน้ำพริกมะขามใส่หมูและกะปิคั่วให้กิน      บนโต๊ะจึงเต็มไปด้วยอาหารยังกับจะกินกันสัก 10 คน (มีกันอยู่แค่ 5 คน) ตำมะหนุน, น้ำพริกมะขาม, ลาบคั่ว, ผัดสะตอใส่หมูสามชั้นและกะปิ (ญาติของพ่อเป็นคนใต้เอามาสะตอมาฝาก), สปาเก็ตตี้ผัดปลาเค็ม ก็ยังทำกินกัน ฯลฯ บางครั้งก็มีลอดช่องสิงค์โปร์ใส่ดอกอัญชันกินกับน้ำเชื่อมลอยขนุน กะทิที่บ้านคั้นเองสดๆ ใหม่ๆ จากลูกมะพร้าว หอมมันสุดๆ แป้งลอดช่องเส้นสีม่วงเหนียวหนึบกินกับน้ำแข็งหอมหวานชื่นใจฟาดไป 2 ถ้วย (กลับมากรุงเทพฯ ค่อยลดน้ำหนักทีหลัง) การกินข้าว พูดคุย กับผู้ใหญ่ทำให้ความคิดของฉันตกตะกอนและช่วยชะลอความใจร้อนของคนอย่างฉัน จากการเป็นคนชอบพูดก็กลายเป็นคนชอบฟัง เมื่อเราฟังเราจะได้เรียนรู้และรับรู้มากขึ้น ยิ่งพ่อเป็นนักจิตวิทยาด้วยแล้ว ฉันเก็บเอาเคล็ดวิชาการมองคนจากพฤติกรรมมาจากพ่อมากมาย ได้เข้าใจในความแตกต่างและให้อภัยคนง่ายขึ้น พ่อว่า ... “คนบางคนชอบยกคำว่า "มาตรฐาน" มาเป็นที่ตั้ง บางครั้งมันไม่ใช่มาตรฐานของสังคม แต่มันเป็นมาตรฐานของทิฐิในตัวคนๆ นั้น" ... แค่นี้ฉันก็ได้คิดแล้ว
 
          บ้านมดมีพื้นที่ไร่เศษ ปลูกบ้านอยู่ด้านหลังของพื้นที่ จึงมีพื้นที่สีเขียวเยอะ ปลูกพืชผักมากมาย ทั้งแก้วมังกร มะยงชิด ตะไคร้ มะกรูด พริก และอื่นๆ อีกมากมาย อยู่กับธรรมชาติอย่างพอดี นี่คือ ความพอเพียงอย่างหนึ่ง มาเชียงใหม่ฉันไม่ต้องไปสปาหรูหราที่ไหน แค่มาบ้านญาติแบบนี้ ฉันก็ได้สปาใจแล้ว ...
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ เยี่ยมญาติ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)