
มิสเตอร์บางอ้อ:'สื่อมวลชนก็มีหัวใจ'
"สื่อมวลชนก็มีหัวใจ" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ
ผมเรียนรู้ว่าหน้าที่ของพิธีกรคนหนึ่งนั้นมิใช่เพียงแค่นำเสนอเรื่องราวต่างๆ สื่อสารไปยังประชาชนเท่านั้น หากแต่ยังแบกรับภาระความรับผิดชอบต่อเรื่องราวนั้นๆ อย่างมหาศาล....ความรับผิดชอบ คือ รับทุกเรื่องที่ผิดและรับทุกเรื่องที่ถูกต้องหรือชอบด้วยประการใดๆ นั่นเอง....เพราะงานของคุณมีผลกับผู้คนจำนวนมากรวมไปถึงสังคมส่วนใหญ่ที่เสพสื่อและข้อมูลในปัจจุบัน....ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่างานสื่อสารมวลชนเป็นผู้มีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญในเชิงสังคมยุคปัจจุบัน....อาจฟังดูคล้ายเจ้าพ่อแต่ก็เป็นจริงครับ...สื่อมวลชนทุกคนจึงต้องใช้วิชาชีพของตนเองอย่างถูกต้อง ระมัดระวังและชอบธรรมที่สุด ที่สำคัญต้องยอมรับและเข้าใจหากเกิดความผิดพลาดที่นำมาซึ่งความเสียหายให้กับผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเราเอง....
วันนี้เหตุที่มิสเตอร์บางอ้อพูดถึงเรื่องนี้เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตผม เป็นร้อยพบพันเจอ ที่บางเรื่องก็น่าจดจำ แต่บางเรื่องก็ยากที่จะลืมครับ
ผมเคยทำรายการย้อนรอยตอนหนึ่ง เป็นการย้อยรอยคดีฆาตกรรมนักเรียนหญิงคนหนึ่งโดยเพื่อนชายคนรักของเธอเอง เหตุเกิดเพราะรักในวัยเรียนที่คนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
วันหนึ่งฝ่ายชายคิดจะตีจาก ฝ่ายหญิงทำใจไม่ได้จึงพาครอบครัวมากดดันด้วยการขอให้ฝ่ายชายหมั้นและแต่งงาน หากไม่ทำตามนี้จะแจ้งกับทางโรงเรียนของฝ่ายชายเพื่อให้พ้นสภาพนักศึกษา ฝ่ายชายโกรธแค้นจึงวางแผนลวงฝ่ายหญิงให้มาหาแล้วทำการฆาตกรรมด้วยการรัดคออย่างโหดเหี้ยม....คดีจบลงด้วยการลงโทษจำคุกฝ่ายชาย.... แต่ระหว่างประกันตัวฝ่ายชายก็หลบหนีการจับกุมคดีฆาตกรรมแฟนสาวตัวเองไปอย่างลอยนวล....
เวลาผ่านไปนับสิบปีเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น......หลังจากที่รายการย้อนรอยออกอากาศเรื่องราวนี้มีคนโทรศัพท์มาแจ้งเบาะแสของคนร้าย เราส่งคนไปตรวจสอบก็พบว่า นักเรียนหนุ่มในวันนั้น วันนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ เปลี่ยนชื่อ นามสกุล เปลี่ยนบุคคลิกด้วยการไว้หนวดเคราน่าเกรงขาม และเป็นคนๆ เดียวกันกับที่ก่อคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน...
หลังจากสืบค้นก็พบว่าเขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่และที่สำคัญที่สุดมีลูกเล็กๆ กำลังน่ารักน่าชัง......ผมและทีมงานกลับมานั่งคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าเราจะทำการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการจับกุมคนร้ายที่หลบหนีคดีมาอย่างยาวนานหรือไม่....??? หรือเราจะเพิกเฉย...??? เพราะถ้าคิดดูให้ดี หากชายผู้นี้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดูแลเลี้ยงดูลูกเมียอยู่ แล้วเค้าต้องไปรับโทษในคุก.... อีก 2 ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร...??? แล้วถ้าไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ครอบครัวเหยื่อผู้สูญเสียเค้าจะนอนตายตาหลับหรือไม่หากฆาตกรยังลอยนวล...??? และที่สำคัญที่สุดผมจะนอนหลับลงหรือไม่ หากรู้ตัวฆาตกรแต่กลับไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราก็จะบกพร่องในเรื่องการการเป็นพลเมืองที่ดี.....
สุดท้ายเราตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะผมถือว่าอาญาแผ่นดินยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด และถ้าคนทำผิดอย่างตั้งใจสามารถรอดพ้นเงื้อมมือกฏหมายไปได้ เราทุกคนจะอยู่บนแผ่นดินนี้อย่างไร....? หลังจากนั้นผมนอนไม่หลับอยู่หลายวัน คิดอยู่นานว่าเราทำถูกหรือผิด...แต่สิ่งหนึ่งที่คิดอยู่ในใจเสมอหลังจากนั้นก็คือ บทบาทหน้าที่ของเรามันยิ่งใหญ่เกินตัวซะแล้ว...ต่อจากนี้เราต้องทำหน้าที่อย่างระมัดระวังและรอบคอบที่สุด....
ตั้งแต่วันนั้นผมจึงพยายามใช้ความเป็นสื่อสารมวลชนของผมในการช่วยเหลือคนเท่าที่เราจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน ผู้ตกอยู่ในสภาวะยากลำบากต่างๆ โดยเป็นสื่อกลางในการนำเงินไปช่วยเหลือผู้คนผ่านทางรายการบางอ้อทุกสัปดาห์ ทำรายการที่ให้ความรู้ ให้อุทธาหรณ์ เตือนภัยอันตรายต่างๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และอื่นๆ อีกมากมาย.... เป็นงานที่ผมภูมิใจลึกๆ ไม่เคยบอกใครและผมก็เชื่อว่าพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนก็คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน....
แล้ววันที่ต้องทำใจยอมรับและตระหนักถึงการทำหน้าที่นี้ก็มาถึงอีกครั้งครับ.... เมื่อผมและทีมงานทุกคนในรายการที่ผมรับผิดชอบเป็นพิธีกร รวมทั้งอีกหลายสำนักข่าว หลายสถานีโทรทัศน์ต้องถูกฟ้องจากการนำเสนอข่าวคดีการหายตัวไปของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คดีนี้หลายคนตั้งข้อสงสัยชายที่เชื่อกันว่าเป็นคนรักของเธอซึ่งมีครอบครัวแล้ว เนื่องจากคำให้การที่สับสนวกวน และเหตุการณ์จากคำให้การที่ยากจะเชื่อกับหลักฐานในที่เกิดเหตุ.....ที่สำคัญที่สุดศพของเธอก็สูญหายไป หลายคนโดยเฉพาะเพื่อนและครอบครัวผู้ตายเชื่อว่าศพถูกย้ายออกไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น แม้เจ้าหน้าที่ตามหาอย่างไรก็ไม่พบ สุดท้ายเธอจึงกลายเป็นบุคคลสูญหายไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าถูกฆาตกรรม.... สื่อต่างๆ ที่นำเสนอเรื่องนี้ก็ถูกฟ้องกันระนาวรวมทั้งตัวมิสเตอร์บางอ้อด้วยครับ....เพราะโจทย์มองว่าการนำเสนอข่าวนี้ทำให้เขาต้องเสียหายจึงเรียกร้องค่าเสียหายหลายล้านบาท.....
ในฐานะที่เป็นสื่อเราพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและจากข้อเท็จจริงที่มี แน่นอนว่าการกล่าวหาใครสักคนทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุดนั้นคงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้....แต่การไม่นำเสนอและเพิกเฉยก็เป็นเรื่องของการบกพร่องในจรรยาบรรณที่ดีของสื่อมวลชน ส่วนใครจะมองอย่างไรก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าเจตนาที่จะทำร้ายใครนั้นไม่มีอยู่ในสมองของผมอย่างเด็ดขาด นอกจากการนำเสนออย่างเป็นกลาง ถูกต้องและจากข้อเท็จจริงทั้งสิ้น
วันนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่าผมยังต้องเดินขึ้นลงศาลอาญาอย่างต่อเนื่อง จากการเป็นจำเลยในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายล้านบาท....ศาลชั้นต้นจะประกาศคำตัดสินต้นเดือนตุลาคมนี้.....และไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร...? จะถูกหรือผิด นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผมได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว "คุณอาจเอาอะไรจากผมไปก็ได้ แต่คุณเอาหัวใจสื่อมวลชนของผมไปไม่ได้ครับ......"
.......................................
(หมายเหตุ "สื่อมวลชนก็มีหัวใจ" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ)



