
หนังโรงเล็ก:'อานิสงส์ของกลุ่ม Biopicดีก็มี แย่ก็เยอะ'
'อานิสงส์ของกลุ่ม Biopicดีก็มี แย่ก็เยอะ' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แม้จะเป็นเรื่องราวของ สตีฟ จ็อบส์, มาร์ค ซัสเคอร์เบิร์ก มาจนถึง “เจ้าหญิงไดอาน่า” แต่น่าแปลกใจว่าทั้ง The Social Network มาจนถึง Jobs และ Diana กลับไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ หนำซ้ำทั้ง Jobs และ Diana จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในระดับโจมตี
อันที่จริง หนังในกลุ่มของ Biopic งานที่เกี่ยวกับบุคคลต่างๆ นั้น มีทำกันออกมาทุกๆ ปี บางปีกลายเป็นกลุ่มภาพยนตร์ในกระแส และที่เป็นอานิสงส์อย่างมากคือ ไม่ว่าหนังมันจะไม่ดีแค่ไหน แต่พอถึงการประกาศผู้เข้าชิง “ออสการ์” ในแต่ละปี นักแสดงที่รับบทหนังกลุ่มนี้ มักจะได้เข้าชิงอยู่เสมอๆ (และหลายคนได้รางวัล) แต่ไม่ได้หมายความว่า ปีนี้ แอชตัน คุชเชอร์ ใน Jobs หรือ นาโอมิ วัตต์ ใน Diana จะได้เข้าชิง
ผมคิดว่า Jobs ไม่ได้เป็นหนังขี้เหร่อย่างที่ในเว็บโจมตีกัน แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังที่มีอะไรน่าจดจำ และได้ข่าวว่า Diana เองก็ถูกวิจารณ์ในมุมลบหลายส่วน (ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรไปดูด้วยตัวเอง จะดีที่สุด) นักวิจารณ์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า หนังพวก Biopic นั้น มักจะสร้างขึ้นมาเพื่อหวัง “ผลทางรางวัล” มากกว่า “ผลทางรายได้”
ในอดีตมีหนังหลายเรื่องที่ยังเป็นที่จดจำ อาทิ Schndlers List ซึ่งน่าจะเป็น biopic ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง หรือ Bonnie and Clyde ก็สร้างกระแสเกี่ยวกับแฟชั่นและฉากสยองขวัญในตอนท้าย ส่วน Henry V หรือ King’s Speech ก็ไม่ได้เงิน แต่เป็นหนังที่ดันได้รางวัลน่าภาคภูมิใจ
ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนๆ ว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของหนังในกลุ่ม biopic ก็คือ มักนำเสนอเนื้อหาหรือพล็อตเรื่องที่แบนราบเกินไป ไม่ราบรื่นในการเล่าเรื่อง ทั้งที่ควรจะไหลลื่นในการนำพา หลายเรื่องหยิบเอาเฉพาะแค่ part ใด part หนึ่งมาอยู่ในหนัง จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า แล้วประวัติส่วนอื่นๆ ที่คนวงนอกไม่ทราบ เขาจะรู้เท่าที่ควรจะรู้ได้อย่างไร
แต่แปลกมั้ยล่ะ หนังแบบนี้ที่มักโดนค่อนขอดหรือ “ท่าดีทีเหลว” นั้น มักส่งนักแสดงขึ้นไปได้รางวัลอยู่เรื่อยๆ แม้แต่ในหนังไทยเอง ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ขณะที่ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล วิจารณ์ถึงข้อด้อยของหนัง “พุ่มพวง” ไว้ในทวิตเตอร์ แต่นักแสดงกลับคว้ารางวัลเกือบทุกสถาบันในปีที่ออกฉายเข้าสูตร “หนังไม่ดี” แต่ “นักแสดงเยี่ยม”
ประการต่อมา ในความเห็นของผม สิ่งที่รู้สึกมาตลอดก็คือ มันไม่ใช่ว่าจะเป็น biopic หรือไม่ใช่ biopic แต่หัวใจของมันก็คือ หากจะทำหนังในแนวนี้ และอยากให้ได้เงินหรืออย่างน้อย อยู่ในกระความสนใจของคนหมู่มาก มันควรจะถูกนำเสนอออกมาในลักษณะของ “คานธี” หรือ The Last Emperor ในปี 1987 คือปั้นหน้าหนัง และทำให้หนังมีความเป็น “ดรามาติก” (ซึ่งแน่นอนว่า จะเสียความเป็น “เรียลิสติก” ไป) เพราะเมื่อปั้นหนังเกี่ยวกับบุคคลหรือคนดังแล้วนำไปไว้ในพล็อตที่มีความเป็นดราม่ามากๆ แล้ว คนดูก็อาจจะอ่อนไหวไปกับฉากแอ็กชั่นหรือสถานการณ์ในหนัง ที่อาจจะถูกปรุงแต่งอยู่มาก แต่ถ้ารสชาติออกมาในลักษณะของ สตีฟ จ็อบส์ คือเรื่อยๆ ไม่มีไฮไลท์ หรือช่วงพีคของหนัง คนดูก็จะรู้สึกว่า แม้ไม่แย่แต่ก็ไม่มีอะไร talk of the town แบบบอกต่อๆ กันไป
ในมุมของค่ายหนัง พอจะเห็นอยู่ว่าเมื่อเป็นหนังเกี่ยวกับบุคคล และส่อแววว่าจะขายได้ยาก วิธีการทำการตลาดอย่างหนึ่งก็คือ ปั้นหนัง สร้างกระแส และ “ครอบพิธีกรรม” ลงไป สร้างเงื่อนไขการดู และทำให้คนทั่วไป รู้สึกว่า นี่คือหนังที่ “สูงค่า” (ทั้งที่มันโดนด่าจากต่างประเทศมา) นั่นหมายความว่า Biopic ที่ใครบางคนบอกว่า เป็นพระเอกของหนังในแต่ละปี ก็ไม่ใช่ภาพที่ถูกต้องนัก หรือเป็นหนังที่ทำออกมาเพื่อคว้ารางวัล ไปขายเป็นดีวีดี ก็คงไม่ใช่อีก ผมคิดว่าข้อสันนิษฐานเหล่านี้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือค่ายหนังหรือผู้สร้าง เพราะความจริงที่จริงกว่า น่าจะเป็นเพราะว่า คนทำหนังพวก biopic ต่างมีปัญหาและข้อเด่นข้อด้อยแตกต่างกันไป บ้างนักแสดงดีแต่ข้อมูลไม่ครบพอ บ้างหนังมีความเป็นดราม่าสนุก แต่มันเลยเถิดไกลไปจากความจริง แต่ไม่ว่ามันจะมีผลออกไปทางไหน Biopic จะอยู่คู่วงการหนังไปอีกนาน
ไม่เหมือนรัฐบาลบางประเทศ ที่เวลาของ “เธอ” เหลือน้อยแล้ว
.......................................
(หมายเหตุ 'อานิสงส์ของกลุ่ม Biopicดีก็มี แย่ก็เยอะ' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



