
'สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย'
'สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ถ้าจะมีหนังไทยสักเรื่อง ที่คนทำมีอิสระในการเล่าเรื่อง แสดงออกถึงแนวและตัวตนได้อย่างเสรี ที่สำคัญความเป็นปัจเจกชนที่เขาพยายามสื่อสารออกมา เรากลับสัมผัสและเข้าถึงได้ไม่ยากเย็น ตลอดจนให้อรรถรสในการรับชมอย่างเพลิดเพลิน หนึ่งในหนังไทยเรื่องที่ว่านั้นมีชื่อของ “สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย” รวมอยู่ด้วย
การเล่าเรื่องของหนังอาจดูสะเปสะปะอยู่บ้าง หากอ่านจากเรื่องย่อต่อไปนี้...ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตัดสินใจลาออกจากงานในกรุงเทพฯ เดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างใช้ชีวิตสรวลเสเฮฮากับเหล้ายาปลาปิ้งกับเพื่อนเก่าๆ และอยู่กับผู้เป็นพ่อ หนังก็ตัดกลับไปยังภาพการสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านบ้าง พ่อของผู้กำกับบ้าง จากนั้นก็กลับมาเล่าเรื่องของชายหนุ่มต่อ เมื่อเขามีโอกาสพบกับเพื่อนสาวรุ่นพี่ในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่ง...หนังตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องเล่าของชายหนุ่มและเรื่องจริงที่เป็นการตามสัมภาษณ์คนในครอบครัวของผู้กำกับ ทำให้เราได้รู้เป็นนัยๆ ว่า ตัวละครชายหนุ่มก็คือภาพสะท้อนของคนทำหนังนั่นเอง แต่นอกเหนือไปจากนั้นคือ คนทำได้บรรจงเก็บบรรยากาศของเมือง ในมุมต่างๆ ตั้งแต่ความเรียบง่ายของหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัด ความวุ่นวายของเมืองทั้งเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ หัวเมืองภาคอีสานอย่างจังหวัดขอนแก่น เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังตามไปเล่าตำนานพื้นบ้านการถือกำเนิดของแม่น้ำชี แม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านภาพการแจวเรือในลำน้ำของชายชรา ตามด้วยเสียงการรายงานข่าวการสลายผู้ชุมนุมทางการเมือง เมื่อเดือนเมษายนปี 2553 ที่กรุงเทพฯ สลับภาพบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์อันสนุกสนานของผู้คนในจังหวัดขอนแก่น
หนังเล่าเรื่องกลับไปกลับมา ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างเรื่องแต่ง (เรื่องของหนุ่ม) และเรื่องจริง (บทสัมภาษณ์ของคนในหมู่บ้าน และพ่อของผู้กำกับ) แต่กลวิธีนี้ หาได้สร้างความสับสนงวยงงแต่ อย่างใด เพราะแค่ไม่กี่นาทีที่หนังเปลี่ยนทิศทาง และสลับวิธีเล่าแค่ไม่กี่ครั้ง เราก็จับทางได้ว่า ผู้กำกับกำลังเล่าเรื่องของตัวเอง ผ่านตัวละคร และบุคคลในครอบครัวของเขาไปพร้อมๆ กัน และในระหว่างนั้นเอง เขาก็แอบแสดงทัศนคติทางการเมือง สะท้อนแนวคิด ความเชื่อทางสังคมและการปกครองโดยไม่ยัดเยียด หรือชี้นำอย่างสุดโต่ง การที่หนังสักเรื่อง หรือคนทำหนังสักคน มีอิสระในการเล่าเรื่องได้ขนาดนี้ และปล่อยให้งานของตัวเองเต็มไปด้วยเสรีทางความคิดอ่านอย่างมหาศาลขนาดนี้ ไม่ได้มีบ่อยครั้งนักในบ้านเรา...
“สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย” นำเสนอภาพลักษณ์ของสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างซื่อตรงอีกเรื่องหนึ่ง นอกเหนือไปจาก “ตั้งวง” ของคงเดช ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้ แต่ที่ต่างกันคือ ‘สิ้นเมษาฯ’ ให้ภาพชีวิตของคนกรุงและต่างจังหวัดที่ไม่ต่างกัน ผิดแผกแตกต่างจากภาพจำอย่างที่เคยเห็นในหนังไทยที่ผ่านมา (หรือแม้กระทั่งหนังที่ผ่านลาโปรแกรมไปหมาดๆ อย่างแหยม ยโสธร 3) ซึ่งไม่ใช่ภาพชาวนาชาวไร่ที่มีชีวิตอยู่กับเรือกสวนไร่นา หากแต่เป็นผู้คนที่ประกอบสัมมาชีพอื่น อย่างคนเลี้ยงม้า ที่ปัดขนแปรงอาชาคู่ใจก่อนส่งลงสนามแข่ง หรือสาวออฟฟิศที่มีความสุขเลิกจากงานด้วยการพากันไปร้องคาราโอเกะ
ไม่เพียงตัวตน และความคิดอ่านของ วิชชานนท์ สมอุ่นจารย์ ผู้กำกับ “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่จงใจแสดงตัว และแฝงเร้นแอบซ่อนอย่างมีนัย หากแต่ยังนำความชอบและรสนิยมส่วนตัว แทรกใส่ลงไปในหนังผ่านตัวละครของเขาในความหมายและมุมมองเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการยกวรรคตอนหนึ่งใน “คนนอก” งานเขียนบันลือโลกของนักประพันธ์นามอุโฆษ อัลแบร์ กามูส์ มาคุยกันระหว่างหนุ่มและสาวรุ่นพี่ กระทั่งชื่อหนัง “สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย” ที่ไม่ได้มีความหมายมาจากชื่อภาษาอังกฤษ “In April the Following Year, There Was a Fire” ที่ดูจะตรงและสื่อความหมายของตัวหนังได้มากกว่า หากแต่มาจากชื่อเพลงของนักร้องลูกทุ่ง ดาว บ้านดอน ที่ผู้กำกับชื่นชอบส่วนตัว (ที่เจ้าตัวได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตามสื่อต่างๆ) แต่เมื่อนำมาใช้เป็นชื่อภาษาไทย ก็หาได้สื่อความหมายผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
มองอย่างผิวเผิน ตัวหนังอาจจะมีความคลุมเครือ หรือมีเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง แต่เอาจริง สิ่งที่ฉายชัดและถูกนำเสนออย่างชัดเจนคือตัวตนของผู้กำกับนั่นเอง แม้ วิชชานนท์ จะถือเป็นคน
ทำหนังหน้าใหม่ (แม้จะเคยทำหนังสั้นมาบ้างแล้วก็ตาม) แต่หนังยาวเรื่องแรกของเขา ก็ได้สะท้อนความคิดอ่าน และแนะนำตัวให้เราได้รู้จัก และอยากติดตามงานของเขาเรื่องต่อไปโดยพลัน
.......................................
(หมายเหตุ 'สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม )



