
เล่นหูเล่นตา:'ข้างหลังป้า 45 ปี (3)'
'ข้างหลังป้า 45 ปี (3)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
คนไม่ค่อยกลัวอะไรอย่างฉัน (ยกเว้นความจน) กลับกลัวทุกๆ อย่างเมื่อถึงเวลาที่จะต้องขึ้นแสดงคอนเสิร์ตของตัวเอง ... แม้ว่าฉันจะเคยผ่านประสบการณ์มาหลายครั้งแล้วก็ตาม ... มันก็ยังกลัวอยู่เสมอ
คอนเสิร์ต 45 ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม ที่พี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา แห่งเอไทม์โชว์บิซจัดให้ มันทำให้ฉันทั้งดีใจและกลัวในเวลาเดียวกัน ...
ฉันยอมรับว่า ฉันชอบการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดเพราะมันช่างเพียบพร้อมด้วยทุกสิ่งอันเป็น " ที่สุด " เท่าที่ทีมงานจะมีปัญญาหามาโถมทุ่มใส่ในคอนเสิร์ตทั้ง แสง สี และเสียง โดยผู้มากประสบการณ์ฝีมือระดับประเทศกันทั้งหมดทั้งสิ้น ยิ่งคอนเสิร์ตที่มีมูลค่าร่วม 20 ล้านแล้ว สำหรับนักร้องโง่ๆ อย่างฉัน ฉันว่ามันเป็นเรื่องน่าภูมิใจ ...
ในช่วงเวลาของการจัดคอนเสิร์ต นักร้องจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ขั้นสูงสุด (ขั้นเทพ) จนอาจเสียนิสัยหรือติดนิสัยได้ หากไม่รู้จักแยกแยะว่ามันเป็นแค่ "ช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราทำหายไป" การได้รับการประคบประหงมประเคนทุกสิ่งให้เพื่อให้อารมณ์ศิลปินอยู่กับร่องกับรอยเป็นเรื่องที่ทีมงานให้ความสำคัญกันอย่างสุดๆ เมื่อนักร้องอารมณ์ดี (สติสตังค์ก็อีกเรื่อง) คาดว่าอะไรมันคงง่ายขึ้น ...
สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาของการฝึกฝนตนเองให้ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ทีมงานทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้งานออกมาดี เป็นที่ถูกอกถูกใจและถูกจริตคนดู ... แค่นั้นก็ยากจะตายอยู่แล้ว ยังต้องมาจดจ่ออยู่กับอีนักร้องที่มัวแต่ "เอาแต่ใจ" มันจะกลายเป็นภาระที่หนักหนาและมากมายของทีมงานทั้งหมด เราต่างก็เป็นลูกจ้าง เป็นคนทำงาน เป็นทีมเดียวกัน ก็ต้องทำตัวเองให้เข้ากันและพอดีกับทุกๆ คน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีใครสำคัญที่สุด เพราะทุกคนล้วนสำคัญเท่ากันหมด การให้คนหลายๆ คนมายอมเรา สู้เราเป็นฝ่ายยอมคนเดียวดีกว่า แบบนี้อะไรๆ มันจะง่ายขึ้น ว่ามะ? ...
แต่คนเราต่างคนก็ต่างนิสัยกันไป มันไม่มีโรงเรียนฝึกสอนมารยาทผู้ดีของนักร้องนี่นา ว่าให้รู้จักเกรงใจและเคารพคนอื่น ด้วยชื่อเสียงคนบางคนก็มักจะเปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแห่งความบันเทิงนี้ ... บางทีเขาเตรียมกับข้าวแบบนี้ให้กิน ซึ่งใครๆ ก็กินกัน แต่ดันจะเอาที่ตัวเองอยากกิน ถ้าหาซื้อมากินเองคงไม่เป็นไร แต่ชี้นิ้วให้ทีมงานไปซื้อให้นี่ก็กระไรอยู่ "เมิงจะมาทำงานหรือมาพักผ่อนค้า ... า!” ค่าจ้างก็ได้มากกว่าใครๆ ยังจะมีความต้องการเหนือกว่าใครๆ ... ที่สุดแล้วทีมงานก็ต้องไปสรรหามาให้รับทาน ... “เอ้า! แด-รกซ้า ... า ให้พอใจ" ใครหลายคนคงคิดอยู่ในใจ!
ฉันข้ามขีดเรื่องการอุปโภคบริโภคต่างๆ อันวุ่นวายทั้งหลายไปได้ เพราะฉันมักจะให้ "สีเกด" คุณผู้จัดการไปซื้อมาให้กิน หรือให้พี่สาวของฉันเอาปิ่นโตมาจากบ้านให้กิน น้ำดื่ม ... ฉันดื่มแค่น้ำเปล่าๆ ไม่แช่เย็น แค่นั้น เวลาที่เหลือจะได้เอาไว้ท่องเนื้อ ท่องสคริปต์และอะไรอีกมากมายที่จะต้องจดจำให้ขึ้นใจตั้งแต่เริ่มต้นจนคอนเสิร์ตจบลงวันสุดท้าย การจำบทพูดโต้ตอบคร่าวๆ ระหว่างฉันและแขกรับเชิญเป็นเรื่องที่ต้องจำให้แม่น หาไม่แล้วจะไปไม่เป็น ... ติดแหง่กอยู่ตรงนั้น ไม่ต่อเนื่องและไม่ลื่นไหล ดีไม่ดีจะพาแขกรับเชิญเข้าป่าหรือออกทะเลไปกับเราด้วยอีก ... ยิ่งถ้ายืนรวมกันหลายๆ คนบนเวที บทของใครก็ต้องจำของตัวเอง มิเช่นนั้นเราอาจจะคาบท่อนของคนอื่นมาเห่า คราวนี้ไอ้คนที่ถูกเราขโมยมาจะเป็นใบ้แ-ก แล้วนึกในใจว่า "เอาของกรูไปเห่าแล้ว ทีนี้กรูจะเอาอะไรมาพูดล่ะ"
ในคอนเสิร์ต 45 ปีของฉัน พี่ต่าย (เพ็ญพักตร์) คือ แขกรับเชิญคนแรกที่ออกมาเปิดตัว เสียงกรี๊ดถล่มใส่หูของฉันจนหูแทบอื้อ "อ้าว! ... มาดูพี่ต่าย ไม่ได้มาดูอิฉันหรือคะคุณตำรวจ!” แบบนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ในกรณีที่ไม่เปิดเผยแขกรับเชิญในตอนโปรโมทขายบัตร ถ้าออกมาแล้ว "กรี๊ด" ก็เริ่ด! ถ้าออกมาแล้ว "กริบ" อันนี้ก็จบ! ... เรื่องเงียบค่าคุณตำรวจ! ฉันยืนจ้องหน้าพี่ต่ายคล้ายๆ จะเข้าสิงนาง นางช่างสวยสมกับฉายาสาว 2000 ปี ในตอนซ้อมใหญ่แม้จะแต่งตัวแบบนี้แต่บรรยากาศของวันแสดงจริงมันทำให้บางสิ่งบางอย่างในตัวคนๆ นั้นเปล่งประกายเจิดจรัส มันคืออารมณ์สดๆ ที่คนดูส่งพลังมาให้ ตอนร้องเพลงพี่ต่ายแต่งตัวสวยๆ เดินออกมาร้องสวยๆ ใครจะรู้บ้างว่า ฉันน่ะขาขวิดอยู่ข้างใน วิ่งไปมาเปลี่ยนชุดที่มีหลายชิ้นจนเหงื่อตกกีบ เวลาแค่ 2 นาที ถอดชุดราตรียาวที่ใส่อยู่ออก ถอดรองเท้า สวมกางเกง สวมเสื้อ สวมสายรัดข้อมือ สวมรองเท้า ดื่มน้ำ ฟังคุณสีเกดบอกบทว่าต้องคุยถึงอะไร แล้วกลับเข้าทางเวทีด้านไหน แล้ววิ่งออกไปให้ทันดนตรีขึ้น "ฉันเลยโอเค" ... ฉันว่าฉันไม่โอเคมะ จั๊กกะแร้เปียกปอน ต้องทำหน้านิ่งๆ มั่นใจเหมือนกับว่า "สบายมาก" แล้วปีนขึ้นโต๊ะไปเต้นกับทีมแดนเซอร์ทั้งหนุ่ม (หรือสาว?) และสาวสวย มันต้องย่อเข่าลงไปเต้น ฉันล่ะอ๊ายอาย! ท่าเต้นนี้จะคล้ายกับการแสดงของแม่เล้าเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าผู้มีอุปการคุณที่มาใช้บริการทั้งหลาย ... อีชุดนี่ก็เป็นชุดหนังสีดำ นังนุชนาฎผู้ช่วยฉันมันล้อตั้งแต่วันซ้อมใหญ่ว่า "ฉวีวรรณ บุญปรก" ... เฮ้อกรู ... เซ็กซี่แบบย้อนยุค ดีน่ะที่มันไม่ว่าฉันเป็นคุณเปียทิพย์ คุ้มวงศ์ ... รุ่นใหญ่เข้าไปอีก!
พี่ต่ายร้องเพลงต่ออีกเพลง ทำให้ฉันพอมีเวลาเปลี่ยนชุดเพื่อมาเข้าในช่วงแขกรับเชิญคนที่ 2 ... พี่นก ฉัตรชัย ออกไปร้อง ฉันยืนรอคิวอยู่ข้างเวที เสียงกรี๊ดถล่มหนักกว่าตอนพี่ต่ายอีก เฮ้อ! ... คนดูที่เคยดูพี่นกสมัยเป็นคุณชายพจน์ ในละครช่อง 3 “ปริศนา" ตอนนี้ก็อายุมากขึ้นกันแล้วมีลูกมีผัวไปหลายคนแล้ว แต่ก็ยังกรี๊ดเหมือนกับย้อนไปสมัยสาวๆ ครั้งที่ทำผมแบบ "หมิว ลลิตา" ทรงปริศนาทำกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่เว้นแต่ฉัน ... ทำออกมาเหมือนรูปอาม่าที่เสียไปที่แขวนอยู่ข้างกำแพงบ้าน ... วันรุ่งขึ้นต้องรีบไปยืดออก ... 'รมณ์เสีย พอถึงคิวร้องของฉัน ทีมงานปล่อยตัวฉันออกไปทางด้านข้าง เขาปล่อยดรายไอซ์ (น้ำแข็งแห้ง) เป็นควันขาวๆ ปกคลุมพื้นเวทีเหมือนอยู่ในความฝัน แต่อีนักร้องอ้วนคนนี้มองไม่เห็นพื้นและเครื่องหมายที่เขาทำไว้ให้หยุดยืน เพราะไอน้ำแข็งมันกลบหมด "อ้าว ... ทีนี้กรูจะยืนอยู่ตรงไหนดีล่ะค้าคุณตำรวจ!“ ไม่รู้ละ วัดระยะความห่างด้วยสายตาแล้ว เอาตรงนี้แหละ ยืนนิ่งๆ ไว้ เดี๋ยวไอสีขาวจางไปค่อยขยับไปให้ตรงจุด ... พอถึงกลางเพลงก็ต้องเดินสวนกันกับพี่นกตามที่ซ้อมไว้ ดีนะที่จำได้ ไม่งั้นดิฉันคงยืนโง่เป็นหลักกิโล! ...
โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องมันยาวน่ะค่าคุณตำรวจ เล่า 3 วัน 3 คืนไม่จบ!
.......................................
(หมายเหตุ ข้างหลังป้า 45 ปี (3) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



