บันเทิง

กว่าจะถึงวันนี้ของ'ตุ้ย-ธีรภัทร์'

กว่าจะถึงวันนี้ของ'ตุ้ย-ธีรภัทร์'

07 ก.ย. 2556

กว่าจะถึงวันนี้ของ'ตุ้ย-ธีรภัทร์' : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง... ดวงใจ สอาดจิตต์ /การะเกด อัศวเสนา ภาพ... แมน น้อยพิทักษ์




          กำลังฮอตสุดๆ สำหรับละคร "ฟ้าจรดทราย" สกู๊ป "คม ชัด ลึก" และรายการ "ซุป'ตาร์ในดวงใจ" จึงไม่พลาดที่จะคว้าตัว ชารีฟ พระเอกของเรื่อง ที่มีคนพูดถึงมากในขณะนี้ อย่าง "ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล" มาพูดคุยถึงมุมมองความคิดแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กับความเป็นตัวตนของเขาในวันนี้
    

@ผลงานล่าสุด ละคร "ฟ้าจรดทราย"
00ห่างหายจากหน้าจอไปนานพอสมควร ทำไมถึงตัดสินใจกลับมารับละคร "ฟ้าจรดทราย"

          ละครล่าสุดที่เล่นไป คือ เมียหลวง ผมว่าจากเมียหลวง มาถึงในเรื่องนี้ มันไม่ได้ห่าง เพราะผมทำงานมาตลอด ซึ่งสาเหตุที่ตัดสินใจรับละครเรื่องนี้ เพราะเป็นความลงตัวหลายอย่าง เรื่องฟ้าจรดทราย เป็นบทประพันธ์ของ โสภาค สุวรรณ ที่อยู่ในใจของผู้อ่านมาตลอดหลายสิบปี และบทโทรทัศน์ได้รับเกียรติจากอาจารย์แดง (ศัลยา สุขะนิวัตติ์) มาช่วย และในส่วนของผู้จัด คือ บริษัทดาราวิดีโอ ผู้กำกับเป็นพี่หลุยส์ (สยาม สังวริบุตร) ซึ่งเรื่องแรกที่ผมเล่น คือ ข้ามสีทันดร เป็นของพี่หลุยส์เช่นกัน จึงรู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนครอบครัว จึงไม่ยากเลยที่จะรับเล่น
    

00ความประทับใจในการยกกองไปถ่ายทำถึงประเทศอียิปต์
          ทีมงานได้ไปสำรวจสถานที่หลายประเทศ ปรากฏว่าไม่มีประเทศไหนมีความลงตัวเท่ากับประเทศอียิปต์ แต่พอพี่หลุยส์ตัดสินใจไปประเทศอียิปต์ปั๊บ ก็เกิดเรื่องเลยทันที คือ มีปัญหาทางการเมืองและมีการประท้วง ซึ่งจากการที่ได้ไปถ่ายทำที่นั่น ผมว่ามีความประทับใจ เพราะทำให้เราได้มีประสบการณ์ที่ครบรส เริ่มจากตอนที่ลงเครื่องบินปั๊บ ผมจำได้ว่าพี่หลุยส์เปิดโทรศัพท์ แล้วก็รับโทรศัพท์คุยแบบซีเรียส เพราะมีคนโทรมาถามว่า เป็นยังไงบ้าง เพราะตอนนั้นมีข่าวออกไปทั่วโลกว่า สถานการณ์ที่อียิปต์ในตอนนั้น มีความไม่สงบหลายอย่าง ทำให้ทุกคนตกใจกันหมดว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น แต่เราออกไปถ่ายทำนอกเมือง จึงโล่งใจบ้าง และถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสเห็นทะเลทราย คือเป็นคนชอบดูสารคดีอยู่แล้ว เคยตั้งความหวังว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปที่ทะเลทราย ถือเป็นความประทับใจ อาจจะเจอหลายๆ อุปสรรค แต่ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี และหลังจากที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดี มันรู้สึกชื่นใจ เหมือนได้กำลังใจทั้งหมดกลับคืนมา
    

00ประสบการณ์เป็นโฮมซิก คือคิดถึงบ้าน
          จำได้เลยวันแรกที่ถ่ายทำ ทุกคนจะถ่ายรูปกันสนุกสนานมาก แต่พอหลังจากนั้น หลายๆ วันเข้า มันเป็นความเหนื่อยที่ต่อเนื่อง เหนื่อยกายมันไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือผมคิดถึงบ้าน เป็นโฮมซิกเลย ยิ่งตอนนั้นกำลังมีลูกใหม่ๆ เลย ถ้ามีเวลาจะเฟซไทม์หาลูก หาภรรยาตลอด มีความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก ที่ไปเข้าค่ายลูกเสือแล้วคิดถึงบ้าน แต่ต้องขอบคุณทีมงานที่ไปถึงที่นั่นแล้วยังมีอาหารไทยให้ได้ทาน ทำให้ลดทอนความคิดถึงเมืองไทยไปได้บ้าง แต่ต้องบอกว่าที่ยอมทุ่มทุน ลำบากทั้งหมด เพราะเราอยากให้ละครออกมาดี ซึ่งพอเราได้ดูภาพบนน่าจอมอนิเตอร์ มันขนลุกจริงๆ คือ มันสวยมาก ผมว่ามันยิ่งกว่าเกินคุ้มค่าที่ยอมเหนื่อย รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำ ที่เหลือเป็นเรื่องของคุณผู้ชมที่จะเป็นผู้ตัดสิน
    

00เรื่องนี้มีอาถรรพณ์เยอะ ทั้งก่อนถ่าย ตอนถ่ายทำ และตอนออนแอร์ไปแล้ว ก็ยังเกิดเรื่อง
    ผมว่าในฐานะของนักแสดง เราทำเต็มที่ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ผมว่าอันนี้เป็นมุมมองหลักในฐานะนักแสดง เพียงแต่ว่าเมื่องานออกไปสู่สายตาของประชาชนแล้วก็แน่นอนว่าเราต้องเปิดใจรับในหลายมุมมองความคิดเห็น ซึ่งผมคิดว่าเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหมือนกับถ้าเกิดย้อนถามว่า ละครออนแอร์มาแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ผมว่า ผมคงจะรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งว่าจะเจอพายุทะเลทรายอะไรอีกบ้าง
    

00อะไรในตัวชารีฟที่มีความคล้ายกับตัวจริง
    ในเรื่องผมรับบทเป็น ชารีฟ ซึ่งเป็นทหาร เป็นองครักษ์ เป็นนายแพทย์ เป็นผู้ชายที่มีความเชื่อในเรื่องความรัก พยายามใช้ความรักเป็นตัวผลักดันในการที่จะทำอะไรทุกๆ อย่าง ส่วนความคล้าย ผมว่า อาจจะเป็นในเรื่องของการเชื่อมั่นในความรัก ผมว่าอันนี้เป็นจุดหนึ่ง ที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผมกับตัวละครได้ติด เพราะผมเชื่อว่า ความรักเป็นภาพที่มีพลังมากที่สุด เป็นอานุภาพที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไป ความรักเป็นตัวขับเคลื่อนสำหรับผมทั้งหมด ว่าทำอะไรไปเพื่อใคร ทำอะไรไปเพื่ออะไร
    

00บทเลิฟซีนกับ "ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์" เป็นอย่างไรบ้าง มีอาการเขินกันบ้างหรือไม่
    ตอนผมเล่นไม่ค่อยเขินเท่าไหร่นะ แต่ตอนอ่านบทนี่สิ เป็นอะไรที่เขินนะ เพราะผมเองเดาทางของอาจารย์แดง ไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน เราเองก็นึกๆ ไป ในฐานะนักแสดงเอง เราอยากให้เห็นมุมมองใหม่หลายๆ มุม และอยากให้เห็นมิติของตัวละครที่มันกลม ซึ่งต้องบอกว่าน้องขวัญแสดงได้เก่งมาก
    

@ผลงานเพลง
00พูดถึงเพลง "ดาวเหนือ" กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้า
ง
    ถือว่าผลการตอบรับออกมาดี และรู้สึกดีใจในฐานะคนทำเพลง ต้องขอบคุณพี่หลุยส์ ตั้งแต่คราวก่อนที่ได้ร่วมงานกันก็เคยร้องเพลง ข้ามสีทันดร ส่วนเรื่องต่อมาคือ เมียหลวง อันนั้นผมก็เป็นคนแต่ง มาถึงละครเรื่องฟ้าจรดทราย ผมก็ทำต่อ เหมือนผมทำงานเป็นแพ็กเกจนะ (หัวเราะ) เป็นเพลงที่เนื้อหาสอดคล้องกับความรัก และสะท้อนเรื่องราวโดยใช้สัญลักษณ์ คือมีแสงประกายจากดาวเหนือ ในละครเราจะเดินทางตอนกลางคืน ถ้ามองในมุมชารีฟ คือเขายอมทำทุกอย่างเพื่อต่อสู้ และเพื่อเอาชนะใจของมิเชลล์ให้ได้
    

00โอกาสที่จะได้เห็นบทบาทการเป็นนักร้องมีมากน้อยแค่ไหนกับผลงานในลำดับต่อไป
    ความเป็นไปได้อาจจะพอมีอยู่ เพราะด้วยความที่เป็นคนดนตรี และอยู่กับมันมาโดยตลอด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะสร้างงาน ให้ผู้ฟังได้รับฟัง อย่างเช่นเพลงประกอบละครฟ้าจรดทราย เพลงดาวเหนือ ถือว่าเป็นโอกาสที่ผมได้รับจากแฟนละคร ที่มอบให้มาเป็นอย่างดี  ซึ่งเป็นกำลังอย่างดีให้คนที่สร้างงานได้ทำงานต่อไป ซึ่งในอนาคตถ้าชีวิตผมยังคงมีความสุขกับการ ได้อยู่ในสตูดิโออยู่ ผมคงคิดว่ายังไงผมก็คงยังอยู่ตรงนี้
    

@บทบาทอื่นๆ ในวงการ
00บทบาทผู้บริหารคลื่นซี้ด 97.5 เป็นอย่างไรบ้าง

    ผมว่ามันเป็นบทบาทที่ท้าทายตลอดเวลา มันเป็นการเดินทาง ที่เหมือนการเดินข้ามทะเลทรายเรื่อยๆ แต่ด้วยที่ผมเป็นคนที่ชื่นชอบเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นมันเป็นการคิด การแก้ไขปัญหาต่างๆ มันเป็นการคิดที่มันมีบรรยากาศ ที่มีเพลงมาห่อหุ้มอยู่ หลายคนถามว่ามันยากมั้ยเหนื่อยบ้างหรือเปล่า ตอบเลยว่ามันเหนื่อย แต่ถามว่าทำไมถึงยังทำอยู่ ผมกล้าบอกเลยว่าผมรักที่จะทำ ผมรักงานนี้ และอยากที่จะฟันฝ่ามันไปเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ฟัง ผู้ชม
    

00โอกาสในการเป็นผู้จัดละคร
    ผมว่ามันก็มี แต่ว่าผมยังมองภาพไม่เห็นมากนักในมุมมองของตรงนั้น คือ ผมคิดว่าทุกๆ งานต้องมีประสบการณ์ มีการทำการบ้าน ผมมีอยู่ในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจังหวะและความเหมาะสม ผมมองว่าผมยังต้องรอเวลาอีกสักระยะหนึ่ง ส่วนจะนานเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผมจะหาตัวจิ๊กซอว์มาเติมเต็มได้ไว้ขนาดไหน
    

@มุมมองในวงการบันเทิง
00มองวงการบันเทิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

    มีทั้งจุดที่เหมือนและต่าง จุดที่เหมือน คือ ผมยังเชื่อว่า คนยังมีความต้องการที่จะบริโภคเรื่องราวดีๆ และมีความสุขกับผลงานที่ดี แต่ที่ต่างไปคือ วิธีการที่เข้าถึงสื่อได้มากขึ้น มีการตอบรับได้เร็วด้วย สามารถรับรู้ได้ทันทีที่ออกอากาศตอนนั้นว่า คนดูชอบหรือไม่ แทบจะเป็นรายงานสดกันเลย ส่วนเรื่องของนักแสดง ผมว่าจำนวนมีมากขึ้น เหมือนกับความคิดของผู้ปกครองมีความเปลี่ยนไปเยอะ การเปิดกว้างในการสนับสนุนมากขึ้น ทำให้นักร้อง-นักแสดงมีความหลากหลาย และมีความสามารถมากขึ้น
    

00วงการบันเทิงให้อะไรบ้าง
    ถ้าให้ตอบง่ายๆ เลย คือ ให้ชีวิต ผมมีความรู้สึกว่า การทำงานตรงนี้ทั้งหมด ทำด้วยความต้องการที่เป็นธรรมชาติ ผมมีความรู้สึกว่าผมเกิดมาเพื่อการทำงานในตรงนี้ มีความสุขกับการทำงานในตรงนี้ วงการบันเทิงให้โอกาสในการที่เราเห็นตัวเอง พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้คนอื่น แต่ต้องขอบคุณประชาชนที่เป็นแรงผลักดัน ทำให้ผมมีพลังในการที่จะทำตรงนี้ต่อไปและทำเต็มร้อยกับทุกงานที่ได้ทำ
    

@ชีวิตครอบครัว
00ชีวิตครอบครัวปัจจุบันกับการมีลูก "น้องไตตั้น-ธีชา สัจจกุล"

    ผมพูดได้ไม่เต็มปากว่าเลี้ยงลูกยาก เพราะคนเลี้ยงคือแอนนา (นาตาชา เปลี่ยนวิถี) คือ เราอยู่ในช่วงที่ปรับตัว เพราะเขาซนมาก ไม่อยู่กับที่เลย เขาจะสงสัยทุกอย่าง หยิบโน่น หยิบนี่ เราก็จะทำให้เขาเห็นว่าทำอย่างนี้ดี แบบนี้ไม่ดี แต่ผมก็มองถึงอนาคตเหมือนกันว่า นี่ขนาดเขาอายุ 3 ขวบ ยังขนาดนี้ ผมจึงเชื่อว่าโตขึ้นเขาน่าจะมีความสามารถในการเอาตัวรอดได้

.......................................
(หมายเหตุ กว่าจะถึงวันนี้ของ'ตุ้ย-ธีรภัทร์' : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง... ดวงใจ สอาดจิตต์ /การะเกด อัศวเสนา ภาพ... แมน น้อยพิทักษ์ )