
'ข้างหลังป้า 45 ปี (2)'
ข้างหลังป้า 45 ปี (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ไม่มีสิ่งใดวุ่นวาย น่าหนักใจ น่าวิตก และน่าสนุกไปกว่าการได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ตของตัวเอง
ความรู้สึกต่างๆ จะเริ่มรวมตัวกัน ผสมกันจนบางครั้งถ้าสติสตางค์ไม่ดีอาจจะเกิดความสับสนในความคิด จนเกิดความผิดพลาดมากมายบนเวทีได้ ...
แต่งหน้า ทำผม สวมเสื้อผ้า ประโคมมงกุฎ ปะวะหล่ำกำไล ต่างหู ไปจนถึงทับทรวงถ้าวอนท์ (อันนี้ขึ้นอยู่กับกำลังในการเพ้อของแต่ละคน) การแต่งตัวของศิลปินที่ปรากฏอยู่บนเวทีเป็นที่จับจ้อง จับตา จับภาพ รวมถึงจับผิด
บางทีก็จะไปโทษช่างทั้งหลายที่รวมพลังกันสุดฤทธิ์นั้นมิได้ บางครั้งการตกม้าตายก็เกิดขึ้นจากคำว่า “เพื่อความสบายใจของศิลปิน" ตามใจมัน ... ว่างั้น ... งั้นก็ตามนั้น! บางทีช่างที่ออกแบบให้บอกว่าพอดีแล้ว อีศิลปินกรีดร้องจะเพิ่มโน่นลดนี่ตามแต่จริตความชอบและรสนิยมของใครของมัน เวลานั้นแล้ว ... อย่าไปขัดใจมัน เดี๋ยวมัน'รมณ์เสีย แล้วจะพาลพังกันไปทั้งคอนเสิร์ต หนักเข้าจึงเกิดเป็นขนบธรรมเนียมและประเพณีการสปอยล์ศิลปิน ผลออกมาบ้างก็ดี ... บ้างก็ตายคาเวที ออกแนวเชือดคอตัวเองตายต่อหน้าประชาชีแบบผีอีเฟือง ...
ดังนั้น "โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม" (ทั้งภาพและเสียง) ... รู้อะไรไม่สู้ ... รู้งี้ (รู้งี้กรูไม่ทำหรอก) กลัวอะไรไม่สู้กลัวไม่สวย! ยิ่งสวยยิ่งกลัว หรือ พยายามจะสวยก็จะยิ่งกลัว ... ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่อยากสวยโดยเฉพาะตอนขึ้นคอนเสิร์ต แต่ ... คนอย่างฉันไม่ต้องกลัวเพราะมันไม่สวยตั้งแต่เกิดแล้ว ช่างหน้า-ช่างผม คนออกแบบเสื้อผ้า ล้วนแล้วแต่ระดับต้นๆ ของสยามประเทศ ผ่านการแต่งหน้าสวยๆ มากี่ร้อยกี่พันหน้าแล้ว แต่งหน้าศพอย่างฉัน ... ยังไงมันก็ต้องออกมาสวย (กว่าที่เป็นอยู่) ล่ะน่า! ... ความกังวลในส่วนนั้นจึงหมดไป เหลือแค่จำเนื้อร้อง จำบทที่จะพูดเข้าเพลง จำทางเข้า-ออกของเวทีให้ได้ ... แค่นี้ก็ไม่มีหัวไปกลัวอะไรแล้วค่าคุณตำรวจ
18.30 น.ทุกอย่างเกือบพร้อม แต่ ... ช่างหน้า-ช่างผม ไม่เคยหยุดแต่ง-เติม จนวินาทีสุดท้าย นางว่า ... “เป็นงานประจานถ้าทำไม่ละเอียดรอบคอบ เพื่อนฝูงที่เป็นกระสือทั้งหลายจะรุมขุดคุ้ยยังกับขี้ ... อันนี้ต้องระวัง" บางครั้งหน้าฉันจึงเปรียบเสมือนสนามรบ สนามประลอง หอศิลป์ หรือ ส้วมก็แล้วแต่ฝีมือและความละเอียดของช่างแต่ละคน ... เอิ่ม ... มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉันก็เลยไม่ต้องสนใจนัก ...
มะ! ... ขบวนลูกหาบทั้งช่างหน้า ช่างผม คนเปลี่ยนชุด คนบอกคิว และผู้จัดการ สีเกด มะรุมมะตุ้มล้อมรอบตัวฉันร่วม 6 คน กว่าจะเคลื่อนไปยืนเตรียมตัวรอหลังเวที มีเวลาให้กอดกันคนละทีเพื่อเรียกกำลังใจ ฉันกอด "นก" พี่สาวฉันคนแรก กอดนุชนาฎและสีเกด ... สีเกด นางทำตาแดงๆ กระซิบออกเสียงอู้อี้ข้างหูฉันว่า "เรากำลังจะกลับมา"
เวลานั้นฉันไม่เข้าใจนางหรอก "ใครวะกำลังจะกลับมา?” นางคงตื่นเต้นแทนฉันจนเพ้อ ฉันเรียกหา โก้ มิสเตอร์แซกแมน เพื่อนตาย น้องชายที่เคียงข้างฉันมาโดยตลอดไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มีหรือจน ... ยิ่งกว่าผัวแต่ไม่ใช่ผัวเพราะผัวจะไม่ดีขนาดนี้! พี่โก้ทำหน้าตื้นตันน้ำตาจะไหลอีกคน คอนเสิร์ตที่ผ่านๆ มาของเอไทม์โชว์บิซ ไม่มีโก้อยู่ข้างๆ ตอนนี้โก้อยู่ตรงนี้แล้ว นั่นทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจ ... โก้คือกำลังใจเดียวของฉันที่มีอยู่บนเวที ... เพราะบางทีฉันก็กลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดี ไม่น่าพอใจสำหรับคนดู ... บางทีฉันก็กลัวคนดู (ซะงั้น!) ข้าวตู (ช่างแต่งหน้า) คือคนสุดท้ายที่เดินเข้ามาให้กำลังใจก่อนจะออกไปเห่าเพลงแรกของคอนเสิร์ต ข้าวตูก้มลงเอามือ2 ข้างแตะเท้าฉัน ซึ่งตอนนั้นยืนอยู่บนกระเช้าที่สูงกว่าข้าวตู แล้วพูดว่า ... “พี่ทำได้" นางจะร้องไห้อีกคนแล้ว อ่า ... นี่มันคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายก่อนตายรึเปล่าคะคู้ณ! แต่ละคนเหมือนมาไว้อาลัยครั้งสุดท้าย ... ซึ้งไปกว่านี้มีหวังปี่แตกหน้าเลอะก่อนจะออกไปจะเสียเวลากันเข้าไปอีก
“ข้า ... วรพุทธเจ้า ...” นี่คือเพลงที่ทำให้ฉันขนลุกทุกครั้งก่อนออกไปร้องจริง ... การที่ฉันและคนดูได้มาอยู่ร่วมกันตรงนี้ เวลานี้ มีความสุขและปลอดภัยเพราะบารมีของท่านปกเกล้าปกกระหม่อมพวกเรา น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาไม่รู้ตัว ต้องรีบสูดน้ำมูกหายใจลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ
เสียงกลองดังขึ้นเป็นจังหวะ เสียงประสานก้องกังวานเหมือนอยู่ในโบสถ์ฝรั่ง กระเช้า (ลิฟต์) เล็กๆ ลอยขึ้นพาฉันไปปะทะกับเสียงกรี๊ดของผู้ชม 5,000 คน ... แสงไฟหลากสีผสมกันสาดลงบนเวที ฉันมองอะไรไม่เห็นรู้แค่ว่า ... ตื่นเต้น ตื้นตันและปริ่มเปรม ใจเต้นเร็ว มือเย็น เหงื่อออกเต็มมือ ... ฉันเดินก้าวไปจนถึงไมโครโฟนหุ้มเพชร (เก๊) ที่ตั้งอยู่กลางเวที
“รอนแรมมาเนิ่นนานเพียงหนึ่งใจ กับทางที่โรยเอาไว้ด้วยขวากหนาม ...” นี่คือช่วงเวลากึ่งจริงกึ่งฝันของฉัน ผู้คน 5,000 คน กับคนหลายสิบคนบนเวที เริ่มต้นเพลงแรกต้องดีที่สุด มันคล้ายกับการติดกระดุม ถ้าติดเม็ดแรกถูก มันจะถูกทั้งหมด ถ้าผิด ... ตัวใครตัวมันละกันนะคะคุณตำรวจ! ... จะถูกหรือผิดอยู่ที่คำๆ เดียว "สติ" บนเวทีจะตื่นเต้นดีใจเกินไปไม่ได้ ต้องรั้งมันเอาไว้ให้อยู่ อารมณ์บนเวทีมันเหมือนม้าพยศ ต้องดึงต้องรั้งมันไว้ ควบคุมมันให้ไปในทิศทางที่เราต้องการ มากไปน้อยไปก็ไม่ดี โก้ มิสเตอร์แซกแมนเคยสอนฉันว่า
"อารมณ์ศิลปินมันจะเร็วมากนะพี่ไก่ เวลาเศร้าหรือสนุก พวกเราจะถึงเร็วกว่าคนทั่วไป แต่เวลาที่ใช้มันออกไปส่งถึงคนดู ต้องรั้งมันไว้แล้วปล่อยออกมาในปริมาณที่เหมาะสม ... ในจังหวะที่พอดี ไม่งั้นมันจะล้น"
เรื่องล้นนี่ล่ะค่ะอิฉันถนัดนัก สักพักก็จะออกทะเลหาทางกลับไม่เจอ ดังนั้นต้องรวบตึงไว้ก่อนที่มันจะเพ้อไปกันใหญ่ "ฉันรู้ว่าแกผ่านอะไรมามากมาย มีอะไรจะเล่าเยอะแยะ แต่เอาเท่าที่สำคัญและโดนใจ เพื่อจะได้ส่งเข้าเพลงได้อย่างเฉียบคม พี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ... นางคายตะขาบให้ฉัน 1 ตัว เป็นเคล็ดลับวิชาไหมฟ้าที่ทำให้ฉันเอามาผสมกับที่โก้สอนจนเจอคำว่า "พอดีอย่างเฉียบคม" ... เชื่อว่าพี่ฉอดยังคงมีตะขาบ (เคล็ดลับวิชา) อีกหลายสิบตัวในตัวนาง ใครก็ตามที่ได้ผ่านการทำงานร่วมกับพี่ฉอด ผู้นั้นถือว่า "ไม่ธรรมดา" ในส่วนของฉันถือว่า "มีบุญ" ในส่วนของพี่ฉอดนางคงนึกในใจว่า "กรรมของกรู" ที่ต้องมาสอนคนดื้อด้านอย่างฉัน! ...
เพลงแรก "แสงสุดท้าย" จบไปค่อยหายใจสบายขึ้น แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นค่ะคุณผู้ชม เพลงที่ 2 ที่ต้องร้องต่อกันคือ "Skyfall” ซาวนด์แทร็กจากเจมส์ บอนด์ 007 ภาคล่าสุด ... เอิ่ม ... อยากจะมีสัก 4 ปอดจะได้หายใจทัน! ...
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ ข้างหลังป้า 45 ปี (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



