บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:ตั้งวง

เอกเขนกดูหนัง:ตั้งวง

23 ส.ค. 2556

ตั้งวง : คอลัมน์เอกเขนกดูหนัง : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

                นับจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา หนัง fiction ไทย (ที่ขออธิบายพอเข้าใจง่ายๆ คือ หนังที่มีการเล่าเรื่องแบบต่อเติมเสริมแต่ง ไม่ใช่หนังสารคดี ที่นำเสนอความจริงล้วนๆ) ที่มีเนื้อหาพาดพิงเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองมากที่สุด มาปรากฏให้เห็นเอาใน 8 ปีให้หลัง ผ่านหนังวัยรุ่นที่มีชื่อเรื่องว่า "ตั้งวง"

               ...แม้ "ตั้งวง" ไม่ใช่หนังการเมืองจ๋า ไม่ใช่หนังที่นำเสนอปัญหาสังคมอันหนักหน่วง หากแต่เป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดภาพสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างซื่อตรง อีกทั้งยังพยายามสะท้อนภาพความขัดแย้ง ตั้งแต่ระดับจุลภาค ไปจนถึงมหภาค ไล่เรียงมาจากระดับปัจเจก จากความอ่อนไหว สับสนในใจของเด็กวัยรุ่น จนนำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อความเชื่อ การตั้งแง่ต่อวาทกรรมที่ผู้ใหญ่ซัดสาดใส่พวกเขา เท่านั้นไม่พอ หนังยังข้ามไปสะกิดประเด็นเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของแนวคิดทางการเมือง นำเสนอภาพพหุลักษณ์ทางสังคม คู่ขนานไปกับสาระสำคัญที่หนังต้องการบอกกล่าวได้อย่างแยบคายยิ่ง

                "ตั้งวง" เล่าถึงภารกิจรำแก้บนของเด็กกลุ่มหนึ่งที่สังคมของพวกเขาเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน อีกทั้งเงื่อนไขในการบนบานศาลกล่าวของพวกเขาต่างก็เกิดจากความมั่นคงในจิตใจ ยามที่เผชิญภาวะสับสน ไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยตรรกะ รวมทั้งปัญหาที่ถาโถมจนไม่อาจไม่รับมือได้(ภายใต้วุฒิภาวะของเด็กอายุ 15-16 ปี) เจ กับ ยอง เด็กเนิร์ด ตัวแทนโรงเรียนที่ชนะเลิศการแข่งขันตอบปัญหาวิชาวิทยาศาสตร์ ที่หันไปพึ่งพาไสยศาสตร์ ในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน, เบสต์ นักกีฬาปิงปอง ที่แฟนสาวแอบไปบนบานในวันที่เขาไปคัดตัวทีมโรงเรียน, เอม ติ่งเกาหลี หลังสาบถสาบานกับแฟนสาวอย่างดิบดีว่าจะรักกันจนตาย แต่สุดท้ายฝ่ายหญิงกลับเปลี่ยนใจ จนไอ้หนุ่มต้องบนบานให้คนรักกลับมาดังเดิม โดยอีกหนึ่งตัวแปรในภารกิจนี้คือ นัท สาวประเภทสองอาชีพนางรำแก้บน ที่ต้องมารับหน้าที่ฝึกสอนหนุ่มๆ ให้ตั้งท่ารำ โดยเริ่มจาก ตั้งวง อันเป็นท่ารำพื้นฐานที่หนุ่มๆ จะต้องฝึกฝนได้เสียก่อน เพื่อภารกิจรำแก้บนของพวกเขาจะได้สำเร็จลุล่วง

               มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือพล็อตหนังตลาดจ๋า ที่อาจจะอาศัยแค่พลังดาราวัยรุ่น ก็สามารถนำพาหนังไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก ยิ่งได้แนวคิดอนุรักษ์วัฒนธรรม รำไทย ก็อาจช่วยให้องค์กรทางวัฒนธรรม หรือกลุ่มคนรักชาติ ตามหารากเหง้า ช่วยป่าวร้องประคับประคอง ปลุกกระแสพาให้หนังไปถึงคนดูรวดเร็ว แต่ทว่าคนทำ "ตั้งวง" เลือกที่จะไม่เดินเส้นทางนั้น หากแต่ดุ่มเดินไปบนถนนสายความเป็นจริงของสังคม บอกเล่าด้วยสายตาซื่อตรงด้วยความจริงใจไม่เสแสร้ง เพราะหนังหาได้ตั้งหน้าตั้งตาสะกิดสะเกาภาพสังคมไทยร่วมสมัยให้สะท้านสะเทือน หากแต่ยังสะท้อนภาวการณ์ของวัยรุ่นไทยอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องปัญหาการศึกษา ค่านิยมทางวัฒนธรรม เพศ

               คงไม่ปฏิเสธนะครับว่า สังคมไทยในห้วง 8-9 ปีมานี้ เราต่างอาศัยร่วมกันภายใต้ความขัดแย้งของแนวคิดทางการเมืองแบบคู่ขนานที่รังแต่จะถ่างออกไปเรื่อยๆ หนังถึงได้สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านเด็กๆ ลูกหลานของเรา (แหงล่ะครับ เด็กมันจะเข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ คิดเห็นแตกต่างของแนวคิดทางการเมืองจนแบ่งขั้วแยกฝักต่างฝ่ายได้อย่างไร ในเมื่อสังคมรอบข้างพวกเขา เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย) แถมยังบอกเป็นนัยๆ อีกว่า เด็กเหล่านี้ล้วนตกเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ ที่ไม่เคยแนะแนวทางให้พวกเขา นอกจากชี้นิ้วสั่งว่าพวกเธอต้องเดิน ต้องเป็น-ไปอย่างที่ฉันสอนสั่ง ขณะที่ผู้ใหญ่เหล่านั้น ก็มีความคิดอ่านที่ไม่เป็นโล้เป็นพายไปกว่าเด็กๆ สักเท่าไหร่ อาทิ พ่อ-แม่ของยอง ที่ตกใจบอกให้ลูกไปแก้บนเสียเอง หนำซ้ำยังชี้นำการศึกษาแบบสั่วๆ เช่น ไปเรียนที่สิงคโปร์ ก็ไม่ต่างจากเรียนที่อังกฤษ เพราะสิงคโปร์เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน หรือแม่ของเจ ที่เอาความลับเรื่องรำแก้บนของลูกและเพื่อนลูกไปโพนทะนา เฟื้อง แฟนสาวเด็กใจแตกของ เอม ที่มีพ่อเป็นถึงนายตำรวจ

               "ตั้งวง" ไม่เพียง ฉายภาพสังคมไทยในช่วง 4-5 ปีหลังได้อย่างแจ่มชัด ซื่อตรง หากยังสะท้อนความสับสนอลหม่านในสังคม ผ่านเด็กกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นผลพวงทางสังคมที่เราดำรงอยู่ ซึ่งบางครั้งก็พลัดหลงไปในความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ ตกเป็นเหยื่อของการสอนสั่งจากผู้ใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมพิกลพิการ (ฉากที่ชัดมากสำหรับประเด็นนี้คือ ครูวิทยาศาสตร์ตามเจไปในร้านเกมเพื่อเหตุผลงี่เง่า และ เบสต์ออกไปตามหาพ่อในวันที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ)

               การรำแก้บนของสี่หนุ่มน้อยครั้งนี้ แม้จะไม่ได้ทำให้พวกเขาเติบโตทางวุฒิภาวะหรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ทางความคิด แต่การ "ตั้งวง" ของเด็กๆ ครั้งนี้ ก็ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ได้ตระหนักถึงความสับสนอลหม่านของสังคมไทยอย่างที่เป็นอยู่ และอย่างน้อย นี่คือหนังไทยเรื่องแรกของปี พ.ศ. 2556 ที่วางประเด็นได้น่าสนใจ มีแง่มุมมากมายชวนให้ได้กลับไปขบคิดตีความอย่างสนุกสนานหลังดูจบ

 

 .......................................

(ตั้งวง : คอลัมน์เอกเขนกดูหนัง : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)