บันเทิง

'ตามฝันสุดขอบฟ้า'เราจะนิ่งดูดายฝันนี้ได้อย่างไร

'ตามฝันสุดขอบฟ้า'เราจะนิ่งดูดายฝันนี้ได้อย่างไร

16 ส.ค. 2556

'ตามฝันสุดขอบฟ้า'เราจะนิ่งดูดายฝันนี้ได้อย่างไร : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 

          คงมี “คนตาดี” อยู่น้อยมาก ที่ไม่ได้ทราบว่าในโลกของ “คนตาบอด” นั้น พวกเขามีชีวิตเหมือนพวกเราทุกอย่าง มีรักใคร่และไฟฝัน มีแรงปรารถนาที่เห็นโลกและซ่อมแซมสังคม มีใจที่อยากพูดและมีเท้าที่อยากเดินไป
 
          เวลาพูดถึงคนตาบอด ผมชอบคิดถึงเด็กสาวในหนัง happy times ของ จางอี้โหมว, นึกถึง ไมค์ ใน the blind side และรื่นรมย์ที่จะฟัง “ต้นชบากับคนตาบอด” ของเฉลียง
 
          ตัวละครจากโลกศิลปะเหล่านี้ สอนผมว่าถ้าเราให้โอกาสและเวลาในการรู้จักกับพวกเขาจริงๆ เราจะพบแง่มุมที่คาดไม่ถึง
 
          ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ก็คือ อ.สุกรี สินธุภิญโญ ของจุฬาฯ  ผมได้รู้จัก “อาจารย์ป๊อป” จากการเดินทางไปดูงานด้านการศึกษา และล่วงรู้ว่า อาจารย์กับเพื่อนๆ มากมาย ได้รวมตัวกันทำกิจกรรม “ระยะยาว” อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว และอย่างเงียบเชียบ (แต่ไม่เงียบเหงา หรือเงียบงัน)
 
          หลังจากชิดใกล้กับกิจกรรมเพื่อคนตาบอด (พวกเขาไม่ใช่ “ผู้พิการ” นะครับ) อ.ป๊อปบอกว่า มีศักยภาพหลายอย่างที่ทีมงานทึ่งและแปลกใจในความเก่งของหลายท่าน
 
          เช่น เมื่อลองให้ผู้ชายคนหนึ่งคลำสัมผัสรูปปั้นด้วยมือ เขาสามารถบอกได้แม่นยำว่า มันคือสิ่งที่เกี่ยวกับอะไร เล่าเรื่องของอะไร (ถ้าเป็นนก นกนั้นกำลังทำท่าอะไร)
 
          “คนตาดีและจิตใจดี” กลุ่มหนึ่ง เมื่อไปรับรู้และล่วงรู้ศักยภาพของคนตาบอด จึงเกิดแรงผลักรุนแรง ที่อยากจะทำอะไรระยะยาว และจากเล็กน้อย ตอนนี้ก็เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งสำหรับงานที่จะเกิดในนาทีนี้ ก็คือ “นิทรรศการศิลปะเพื่อคนตาบอด ตามฝันสุดขอบฟ้าเทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน” ซึ่งจัดโดย 3 หน่วยงานช่วยกัน คือกรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยว และกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศิลปากร (อ.ป๊อปบอกว่า ต้องขอบคุณ 3 หน่วยงานนี้มาก)
 
          เขาเล่าให้ผมฟังว่า ในนิทรรศการนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้วางแนวคิดของงาน ใช้นิสิตจิตอาสาไปสัมภาษณ์คนตาบอด และพาคนตาบอดเข้าชมงาน จุฬาลงกรณ์ยังร่วมกับ “สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ” และ “กลุ่มช่างภาพอิสระ escape” (กลุ่มที่จัดงานเมื่อปีที่แล้ว) ในการรวบรวมภาพถ่าย และใช้คณาจารย์ของจุฬาฯ ในการรวบรวมภาพวาด และยังแสดงงานผ่านสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ ด้วย concept learning by art and craft
 
          ส่วนกรมการท่องเที่ยวเป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณ และประสานงานหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงในการดำเนินงาน สนับสนุนในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
 
          ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำชมงาน การผสานความร่วมมือกับคนตาบอด รวมถึงงบประมาณหลักที่ใช้จัดงานนี้ ก็มาจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และทางด้านมหาวิทยาลัยศิลปากรสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมทั้งหมดของงาน รวมถึงใช้สื่อผสมในการแสดงงานให้คนตาบอดได้รับรู้
 
          งานนี้เริ่มแล้วนะครับ เพราะวันและเวลาในการจัดแสดงงาน คือ 13-25 สิงหาคม เวลา 10.00-20.00 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และมีหลายชิ้นงานสำคัญที่แสดงในงาน ดังนี้
 
          1. ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ปั้นโดยศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ
          2. ภาพถ่ายจากศิลปินแห่งชาติ สาขาภาพถ่าย อาจารย์ยรรยง โอฬาระชินและอาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ปั้นโดย ผศ.ถนอมจิตร์ ชุ่มวงศ์และรศ.วิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินอาวุโส จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
 
          3. ภาพถ่ายจากความฝันของน้องๆ ตาบอดที่อยากเห็นคนสวย โดยช่างภาพรางวัลนักถ่ายภาพไทย คุณกนิษ เทพศรีเมือง โดยมีน้องไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช เป็นนางแบบ
 
          4. ภาพเขียนจากฝีมือของประภาส ชลศรานนท์
          5. ภาพวาดจากฝีมืออาจารย์เอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินที่ใช้ปากและเท้าวาดรูป
          6. ภาพถ่ายจากฝีมือคนตาบอด จากกลุ่ม “หัวใจถ่ายภาพ”
 
          ผมชอบใจที่การจัดงานเกิดขึ้นที่หอศิลป์ฯ กทม. ไม่ใช่ว่าที่อื่นๆ ไม่ดีนะครับ แต่ต้องยอมรับว่า ทุกท่านสามารถไปงานนี้ได้อย่างสะดวก เพราะมีรถไฟฟ้าบีทีเอสไปถึงเลย นั่งจนสุดทางสนามกีฬา เดินย้อนกลับมานิดหน่อยก็ถึงแล้ว ดูเสร็จจะแวะทานข้าว เดินเล่น รอบๆ ตัวของหอศิลป์ฯ ก็มีอะไรให้ทำต่อเต็มไปหมด
 
          มีเรื่องหนึ่งที่ผมแอบถามมาก็คือ เมื่องานเกิดจากคนมีจิตใจดีมาช่วยกันทำ และถ้าคนทั่วไปอยากจะช่วยบ้าง “พวกเรา” สามารถช่วยได้อย่างไร ในงานจะมีที่รับบริจาคเงินตามแต่จิตศรัทธา มากน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะที่สำคัญมากกว่า คือการให้เท้าพาเราไปร่วมงานนี้
 
          ผมคงจะไม่ให้อภัยตัวเองถ้าลืมขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังงานทุกท่าน ตัวอ.ป๊อปเองก็เน้นเสมอว่า เพราะทุกคนที่ช่วยกัน ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วง (เวลาที่เขียนต้นฉบับอยู่ หลายคนก็ยังไม่ได้กลับบ้านแม้จะตี 4 ตี 5 เพราะกำลังง่วนกับงาน)
 
          คุยกับอ.ป๊อปเสร็จ ผมก็กลับมาเปิดดูหนัง happy times อีกครั้งในเช้าวันอังคาร
 
          คำว่า happy times มีความหมายได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่นั่งล้างจานกับแม่, กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า, ตั้งใจเป็นคนดีของสังคม
 
          แน่นอนว่า งานตามความฝันฯ ที่หอศิลป์ฯ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

.......................................
(หมายเหตุ 'ตามฝันสุดขอบฟ้า'เราจะนิ่งดูดายฝันนี้ได้อย่างไร : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)