บันเทิง

เสียงพึมพำของจิ้งหรีด:'กอดได้ทุกวัน'

เสียงพึมพำของจิ้งหรีด:'กอดได้ทุกวัน'

15 ส.ค. 2556

'กอดได้ทุกวัน' : คอลัมน์ เสียงพึมพำของจิ้งหรีด โดย... บอย ตรัย

 
          บรรยากาศวันแม่วนกลับมาอีกครั้งในทุกปีช่วงเดือนสิงหาคมเช่นนี้ นอกจากเป็นวันเสด็จพระราช สมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถแล้ว วันนี้ยังเป็นวันสำคัญประจำปี ให้เราได้ระลึก นึกถึงพระคุณ ของแม่ผู้ให้กำเนิด หรือผู้มีพระคุณของเรา ทว่า ในขณะที่ท่านได้อ่านข้อ เขียนนี้อาจจะเลยวันแม่ไปแล้ว แต่ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ ยังเป็นวันแม่อยู่ จึงขอถือว่ายังอยู่ในช่วงบรรยากาศแห่งวันแม่ ก็แล้วกันนะครับ
 
          ..เพราะมีกรรมต่อกัน ชาตินี้จึงได้เกิดมาเป็นแม่ลูกกัน
 
          ใครสักคนบอกด้วยประโยคที่เหมือนเป็นความเชื่อที่บอกต่อกันมา เห็นท่าจะจริง เพราะในชีวิตจริง ในโลกแห่งความเป็นจริงแทบทุกบ้าน ลูกกับแม่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสายใยที่พันผูกกันเหนียวแน่นที่สุด บางครั้ง กลับสื่อสารกันด้วยวาจาแทบจะไม่เข้าใจ พูดคุยกันด้วยประโยคธรรมดาแท้ๆ กลับลงเองด้วยการทะเลาะ กันทุกที ได้ยินเสียงพร่ำบอกตักเตือนทีไร ก็กลายเป็นคิดว่าจะคอยแต่ต่อว่ากันไปเสียอย่างนั้น พาให้คิดไปว่า ชาติที่แล้วเคยไปสร้างกรรมเวรต่อกันมาหรืออย่างไร คนที่รักที่สุดจึงต้องมารับบทเป็นคนที่ทำให้เจ็บปวดหัวใจ ได้ที่สุดในชาติภพนี้
 
          คำพูดอาจจะสื่อสารกันยากกว่าจะเดินทางมาถึงหัวใจ เรามาลองใช้บทเพลงสื่อความหมาย บางที เมโลดี้ที่ผูกร้อยไว้กับคำ อาจจะนำพาข้อความ หรือความรู้สึกเข้าไปใกล้ชิดหัวใจได้ยิ่งขึ้น ฉบับนี้ผมจึงขอ อนุญาตยกตัวอย่างเพลงสำหรับวันแม่ที่เป็นที่นิยม ที่มีความหมาย ที่เชื่อว่าจะทำให้เราอุ่นอกอุ่นใจ และซาบ ซึ้งไปกับความรู้สึกดีๆ ของสายใยที่มีของแม่กับลูก ขอยกมาสักสี่ห้าเพลงนะครับ
 
          “..เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
          หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย”
 
          เพลงแรก แน่นอนว่าต้องเป็นเพลง ค่าน้ำนม เป็นเพลงที่เราทุกคนคุ้นชินที่สุด ฟังกันมาตั้งแต่เด็ก ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งเขียนเพลงนี้นี้ไว้ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งครูได้แต่งเพลงนี้เพื่ออุทิศให้กับคุณแม่ ซึ่งคอยดูแลครู มาจนถึงอายุ 70 (เนื่องจากครูไพบูลย์ป่วยเป็นโรคเรื้อน)
 
          “..ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
          อุ่นไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน”
 
          เพลงที่สอง ผมนึกถึงเพลงที่เกี่ยวกับน้ำนมอีกเพลงหนึ่ง คือเพลง อิ่มอุ่น ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง พี่เขาแต่งเพลงนี้ตามคำขอจากพี่สาวซึ่งเป็นพยาบาลที่ทำโครงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฟังแล้วอุ่น และ เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญของแม่ในการเลี้ยงดูลูก คือความพันผูกแน่นเหนียว ประกอบกับเสียงร้อง แบบพี่จุ้ยยิ่งชวนให้อุ่นสมชื่อเพลง

          “..เพิ่งรู้ว่าแม่ก็รู้ ว่าเราโตขึ้นมาแค่ไหน เพิ่งรู้ว่าแม่ ปลื้มใจที่ได้ดูแลเราจนวันนี้
          ที่พูดเวลาโมโห ว่าไม่โตสักที แค่แม่ไม่อยากให้มี วันที่ลูกต้องไปไกลกัน”
เพลงที่สาม เพลงของขวัญวันแม่ ของนาย แดน วรเวช เพลงนี้แทนความรู้สึกของวัยรุ่นวัยที่กำลัง จะค่อยๆ ห่างจากอกแม่ไปใช้ชีวิตของตัวเอง ฟังแล้วอยากกอดแม่ทุกที
 
          “..เมื่อคิดถึงครั้งใด ก็ยิ้มได้เสมอ ยิ้มพร้อมๆ น้ำตาที่เอ่อล้นออกจากความสุขใจ
          ลูกเติบโตเปลี่ยนแปลง สักเท่าไร ลูกก็ยังคือทุกๆ สิ่งที่แม่ภูมิใจเรื่อยมา”
 เพลงที่สี่ ลูกแม่ ของพี่บอย โกสิยพงษ์ เป็นเพลงประกอบแอนิเมชั่นเรื่อง นาค ขับร้องโดยพี่ต๊งเหน่ง เพลงนี้บอกความจริงที่เราชอบลืมกันว่า ไม่ว่าวันนี้ลูกของแม่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่สักแค่ไหนก็ตาม ลูกก็ยังเป็นลูกของแม่เสมอนะจ๊ะ
 
          “..คนเดียวที่รักฉันที่สุด คนคนนั้นคือเธอใช่ไหม
          ด้วยอ้อมแขนที่แสนยิ่งใหญ่ ที่มีให้ฉันคนนี้จริงๆ” มาถึงเพลงสุดท้ายที่เลือกไว้ เป็นเพลงของผมเอง เขียนไว้ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกครับ ชื่อเพลง แม่  บางทีคนที่ใกล้ชิดกับเราที่สุด เราก็เผลอเอาแต่ใจไปโดยอาจจะไปทำร้ายความรู้สึกกันโดยไม่รู้ตัว ยิ่งใกล้ชิดมาก ก็ยิ่งคิดว่าไม่เป็นไร สะสมนานเข้ายิ่งกลายเป็นกำแพงหนาปิดกั้นหัวใจทั้งคู่ ที่หนาขึ้นๆ ทุกวัน เรามักจะเกรงใจ คนอื่น แต่ลืมที่จะใส่ใจกับความรู้สึกคนใกล้ชิดเรา
 
          ว้า.. หน้ากระดาษหมดเสียแล้ว เอาเป็นว่า ปรับหูของเราให้ฟังคำบ่นของแม่เป็นคำอวยพรแล้วจะ สบายใจครับ วันไหนไม่ได้ยินเสียงบ่นแล้วจะเหงานะครับ วันแม่อาจจะมีปีละครั้ง แต่เราทำให้แม่รู้ว่าเรารักท่านได้ทุกวัน กอดท่านแน่นๆ ได้ทุกวันครับ

.......................................
(หมายเหตุ 'กอดได้ทุกวัน' : คอลัมน์ เสียงพึมพำของจิ้งหรีด โดย... บอย ตรัย)