บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - ลาบสุข

คมเคียวคมปากกา - ลาบสุข

12 มิ.ย. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ แรม ๒ ค่ำ เดือนเจ็ด (เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา)

 บางวันครึ้มอกครึ้มใจ  ครวญเพลงลูกทุ่งไปตามสายลม “แดงเอย  โธ่เอ๋ยน้องแดงของพี่ พี่มาวันนี้ เพราะมีเรื่องบอกขวัญใจ พี่มาลาห่าง เพื่อจะหลีกทางให้น้องเดินไป พบชีวิตสุขสดใส อย่าห่วงใยให้ทุกข์ระทม...”  เพื่อนบ้านครึ้มอกครึ้มใจด้วย ตะโกนหยอก น้องแดงที่ไหนอีกน้อ? แดงทั้งแผ่นดินหรือเปล่า? เปล่าหรอกครับ แค่น้องแดงร้านลาบแดงลาบขาวแถวนี้แหละ (๕๕๕)

 บ้านเมืองระหว่างนี้ อะไรก็ออกเพ้อๆ เพี้ยนๆ คำบางคำ สีบางสี อาจกลายความหมายไปเป็นของบางคนบางบางกลุ่ม  แม้แต่คำว่า  ชาวบ้าน คนจน คนรากหญ้า ชนชั้นล่าง คนลูกทุ่ง มวลมหาประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย  ความยุติธรรม ก็มักถูกตู่เอาไปเป็นของฝ่ายตน ทั้งที่จะว่าไปแล้ว  “ความหมาย” ของ “ถ้อยคำ” ทั้งหลายเหล่านั้น  ล้วนแตกต่าง หลากหลาย เหลื่อมซ้อน ความเป็นมนุษย์มากมายด้วยรายละเอียด ลำพังตัวเราคนเดียว รายละเอียดยังหลายซับหลายซ้อน ถ้าทั้งบ้านทั้งเมืองจะขนาดไหน? คงไม่มีใครเชื่อหรือเป็นคนของฝ่ายใดทั้งหมด แม้ในหมู่ชาวบ้านเองก็เต็มไปด้วยความแตกต่าง ถ้าทุกคนคิดและเชื่อไปทางเดียวกันหมด มันก็น่าจะสะดวกแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปนานแล้ว  ไม่ต้องมานั่งเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอย่างนี้  (อ้าว...มีคำว่าแดงอีกจนได้)

 สำหรับการปลุกตื่น เรียนรู้ ต่อสู้ เปลี่ยนแปลง ในการใดการหนึ่ง ฝ่ายไหนก็ต้องใช้เวลา เพียรส่องแสงสติปัญญาไปข้างหน้า ใช้ความจริงเพื่อให้คนเห็นแจ้ง ให้ทั้งผู้ไม่เห็นด้วยสามารถเห็นด้วย ทั้งผู้เห็นด้วยอยู่แล้วเห็นด้วยเห็นดียิ่งๆ ขึ้น ให้คนไม่รู้ได้รู้ ให้คนรู้แล้วรู้กว้างขึ้น มิใช่พูดและทำทุกอย่างด้วยวาระซ่อนเร้น ตะแบง บิดเบือน เล่นการเมือง มากกว่าจะทำงานบ้านเมือง

 โดยส่วนตัว ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญคนหนึ่ง พอจะมีวิจารณญาณทบทวนตัวเอง เวลาฟังนักเล่นการเมืองพูด โทรทัศน์ช่องไหนพูด หนังสือพิมพ์ฉบับไหนพูด ย่อมมีทั้งที่ "ฟังขึ้น" และที่ "ฟังไม่ขึ้น"  มิใช่ใครจะกรอกหูใครได้ง่ายๆ ใครชอบตู่เอา อ้างเอา ผู้คนทั้งแผ่นดินเป็นของตนฝ่ายเดียว  ก็ดูจะเป็นวิสัยที่ไม่น่าศรัทธาเสียแล้วแต่ต้น

 ครับ  เพลง “แดงเอย...”  มาจาก “วันสุดท้าย” ของ สุชาติ  เทียนทอง  ถือเป็นเพลงโปรดส่วนตัว  ไม่เกี่ยวรสนิยมสี  เป็นเพลงคำร้องไพเราะ  ทำนองเศร้า  ความหมายซึ้ง  สมัยอกหัก (ดีกว่ารักไม่เป็น  ๕๕๕)  ไปไหนมาไหนก็ร้องแต่เพลงนี้  น้ำตาไหลต่อหน้าเพื่อนฝูงก็เคยมาแล้ว     

 “เช็ดน้ำตา  ซิจ๊ะ  อย่าร้องไห้  โปรดยิ้มให้พี่ชื่นใจ  ในวันสุดท้ายของเรา...”
น้ำเน่า  แต่จริงอย่างยิ่ง  ใครๆ ก็อาจได้แสดงละครฉากนี้  ผมแสดงได้ตุ๊กตาน้ำตามาแล้ว
ต่อเนื่องกันโดยบังเอิญกับคำ “พบชีวิตสุขสดใส”  วันก่อนพาครอบครัวไปกินลาบส้มตำ เป็นร้านชาวบ้าน-บ้านนอก  รสชาติไม่เลวเลย  ลาบรสขม  ส้มตำรสปลาร้ารสเผ็ด  มีผักเชิงสร้างสรรค์  คือมิได้มีแต่ผักบุ้ง  กะหล่ำ แต่มีหัวข่า  ดอกข่า  สะเดาบาเรน  (เขาเรียกกันอย่างนั้น  นัยว่าแรงงานชาวไทยนำพันธุ์มาจากเมืองนอก)  กินลาบ  อิ่มลาบ  ลาภปาก  ลาภใจ  จ่ายสตังค์แล้วกลับบ้านพร้อมแผ่นกระดาษของร้าน  ลองอ่านตรวจทาน  เผลอพูดว่า “ความสุข  ๓๐ บาท”  พลันได้หัวเราะสนุกกับครูภาษาไทยคนใกล้ตัว  พออ่านดูดีๆ ลายมือโย้เย้ของแม่ค้าเขียนว่า “ลาบสุข”

 ช่างซื่อใส ช่างแซบหลาย  ในการสะกดผิดของคนรู้หนังสือน้อย  ให้แรงบันดาลใจแก่เราผู้บังเอิญเห็นแง่มุม  ชีวิตเพียงพลิกเห็นบางแง่มุม  บรรยากาศโลกก็ดีขึ้นทันใด

 ลาบสุข (ลาบความสุข)  ลาบสุก (ไม่ใส่เลือดแดง)  สุกข์  (แห้ง  แล้ง)  สุก (ขาว  สว่าง  สะอาด  ดี)  ผาสุก  (ความสำราญ  ความสบาย)  ใครจะใช้ “ลาบสุข” เป็นชื่อร้านลาบก็ได้นะครับ  เคยเห็นร้านส้มตำร้านหนึ่ง  เขียนคำตัวโตว่า “ปลาหล้า”  ถึงเขียนผิดก็เท่ดี  เหมือนคำว่า “พอลล่า” กับ “พรหล้า”  แต่คงให้อารมณ์ต่างจากคำว่า “ที่หมาเหยี่ยว”  หรือ “ที่หมาเยี้ยว” แน่ๆ

 แก้ข่าวจากศุกร์ที่แล้ว  เพื่อเข้าใจร่วมกันทุกฝ่าย  เอ่ยถึงมือสารคดีดาวรุ่ง  วีระศักดิ์  จันทร์ส่งแสง  ผู้ใช้ใช้นามปากกา “วีระศักร  จันทร์ส่งแสง”  ช่างวีระอาจหาญในการตั้งนามปากกาเสียจริง  ทำให้เกิดการงง   จนมีการแก้เป็น  “วีระศักดิ์  จันทร์ส่งแสง (นามแฝง)”  ขออภัยครับ                
ถือว่าเอา “ลาบสุขภาษาไทย” มาฝากนะครับ!

"ไพวรินทร์  ขาวงาม"