บันเทิง

Eat Play Life:เทรนด์'ฟอกข่าว'

Eat Play Life:เทรนด์'ฟอกข่าว'

06 ส.ค. 2556

เทรนด์'ฟอกข่าว' : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          ท่ามกลาง “ความสิ้นหวัง” ที่ห่มทับประเทศไทยด้วยเรื่องราวมากมายในปีนี้ การที่ “นักอนุรักษ์” กลุ่มหนึ่งตัดสินใจคืนเงินและรางวัลให้กับทางปตท. ถือว่าเป็นความหวังในใจของสังคม “อยู่ๆ กันไป” แบบที่เราเห็น
 
          ท่าทีของนักอนุรักษ์ทั้งคณะ ที่ไม่ลังเลแต่เด็ดขาด ไม่เพียงเป็นคบไฟนำทาง แต่มันเปรียบได้กับสปอตไลท์ในสเตเดี้ยม ที่ส่องสว่างมาว่า ประเทศของเรายังมีคนที่กล้าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าจะเป็นคนดี แม้ว่าสื่อมวลชน สื่อใหญ่หลายกลุ่มจะใจเสาะและปอดแหกออกมา
 
          คณะบุคคลที่น่านับถือข้างต้น ทำให้ผมคิดถึงหนังอย่าง the insider มากกว่า all the president's men เพราะในเรื่องแรกมีลักษณะของการพิสูจน์ตัวเองในสถานการณ์สำคัญต่อชีวิตมากกว่า
 
          the insider เป็นเรื่องของ เจฟฟรีย์ ไวแกนด์ พยานปากสำคัญในคดีฟ้องร้อง ระหว่างรัฐมิสซิสซิปปีร่วมกับอีก 49 รัฐ ต่อโรงงานยาสูบแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สรุปกันในจำนวนเงินค่าปรับถึง 246 พันล้านเหรียญ กับ เบิร์กแมน ที่เป็นนักข่าวพวกกัดไม่ปล่อย และชอบคุดคุ้ยทั้งวิธีการที่สะอาดและใช้ “ทางลัด”
 
          ทั้งสองคนโดนพายุมรสุมขนาดลูกใหญ่ๆ หลายลูกซัดเข้าทุกทาง อีตาเจฟฟรีย์นี่ถึงขั้น ถ้าพลาดครอบครัวก็ล้มละลายและต้องหย่าขาดกับภรรยาด้วย แต่ในจังหวะที่ต้องตัดสินใจ เขาเลือกยืนอยู่ข้าง “ความถูกต้อง” ทั้งๆ ที่ถ้าเลือกรับเงินก้อนโตและ ”ถอนตัวออกไป” เจฟฟรีย์ในชีวิตจริงก็รวยไม่รู้เรื่อง
เรามีนักข่าวแบบ เจฟฟรีย์ ไหม ?
 
          ใครมาถามผมตอนนี้ ผมก็เริ่มไม่มั่นใจเมื่อดูอ่านฟังข่าวเกี่ยวกับ “น้ำมันลงทะเล” เมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่มั่นใจเพราะว่าสื่อใหญ่หลายคน แสดงออกอย่างชัดเจนว่า แคร์ทางผู้ผลิตน้ำมันมากกว่าแคร์ความจริง และแคร์ประชาชนของประเทศนี้
 
          เราคงเห็นแล้วว่า วิธีการนำเสนอและเขียนข่าวของ “สื่อ” ดังๆ นั้น ถูกถล่มและโจมตีอย่างยับเยินจากสังคมออนไลน์ ซึ่ง “รับไม่ได้” ที่สื่อมวลชนกลายเป็น “หมารับใช้ทุนนิยม” เรื่องที่ผมว่าน่าเสียใจที่สุดก็คือ ทั้งๆ ที่เราก็เห็นกันทุกคนว่า เรื่องราวมันเป็นอย่างไร แต่สื่อก็ยังดื้อด้าน พากันไปนเสนอข่าวอีกด้านให้กลับมาดูดี
 
          แถวบ้านเขาเรียก “ฟอกข่าว” ซึ่งก็ไม่ต่างจากการ “ฟอกเงิน” ของมาเฟียเจ้าพ่อ
 
          คำถามคือ นับจากนี้เป็นต้นไป สังคมไทยจะเชื่อถือนักข่าวและสื่อมวลชนได้หรือไม่ มันน่าสนใจนะครับ เพราะว่าถ้าสื่อถูกซื้อได้ ถูกจ้างได้ หรือเจตนาแกล้งแสร้งบิดเบือนข่าว ไปตามสปอนเซอร์และผู้สนับสนุนรายการ ถ้ามันเป็นแบบนี้ เราไม่น่าจะมีอาชีพนักข่าวอีกต่อไป และไม่ควรมีสื่อมวลชนอีก (ดีไหม)
เพราะมันกลายเป็นว่า ประชาชนและสังคมไทยจะพึ่งพาสื่อได้ ให้เป็นตัวแทนทางสังคม มีสถานะที่พิเศษ แต่กลับกลายเป็นว่าสื่อไปรับใช้ทุนนิยมและพร้อมจะนำเสนอข่าว ไปตามความหนักเบาของค่าโฆษณาหรือ ?
 
          “การฟอกข่าว” กลายเป็นเทรนด์อย่างน่ากลัวในวงการข่าวขณะนี้ และพยายามจะทำกันอย่างแนบเนียน กลไกของการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผมไม่เคยผิดหวังกับเรื่อง green marketing เพราะผมไม่เคยเชื่อสิ่งเหล่านี้ (เพียงแต่ไม่แอนตี้ และไม่ชักจูงใคร รอให้พบเอง สนุกกว่า)
 
          นับวัน ความจริงกับความลวงในหลายวงการ ดูจะมั่วนัวเนียและผสมปนเปจนดูอะไรไม่ออก สิ่งนี้ทำให้เราต้องถอยออกมา และนั่งคิดว่า ทุกๆ อย่างที่เราเห้นด้วยตาในแต่ละวัน(นับจากตื่นนอน)นั้น มีอะไรบ้างที่เป็นความจริง
 
          ก็เหมือนที่ เจฟฟรีย์ เขาตื่นมาในเช้าวันหนึ่งและงัวเงีย ว่าชะตาชีวิตเขากำลังถูก “ฟอก” โดยใคร
 
          นาทีนี้ เราก็มึนงงเหมือนกันว่า สื่อมวลชนไทยก็ไม่เบา เป็นนักฟอกตัวยงเหมือนกัน แล้วมันจะต่างอะไรกัน ระหว่างนักการเมืองกับนักข่าวบางคน ก็พอๆ กัน (แหละว้า)

.......................................
(หมายเหตุ เทรนด์'ฟอกข่าว' : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)