บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:แล้วเราก็มาเจอกัน(2)

เล่นหูเล่นตา:แล้วเราก็มาเจอกัน(2)

05 ส.ค. 2556

แล้วเราก็มาเจอกัน(2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม


          ฉันเชื่อว่า... การที่คนเรามาพบมาเจอมาเกี่ยวข้องกันนั้นมันมีเหตุผลในตัวมันเองหรือแม้จะหาเหตุผลไม่เจอ ฉันก็โบ้ยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาวาสนา หรือบุญบาปที่ทำให้เราต้องมาเจอกัน... จนได้ !
 
          ถ้าโชคชะตาเปรียบเสมือนเส้นทาง พรสวรรค์ของฉันก็คงเหมือนไฟนำทาง... การเป็นนักร้องทำให้ฉันได้พบเจอผู้คนมากมาย ยิ่งเป็นนักร้องรับจ้างแบบฉันด้วยแล้วบางทีมันมากมายคล้ายจะเป็นลม แล้วแต่ผู้ว่าจ้างจะมีกำลังไปจ้างใครมาให้ร่วมงานกัน แล้วทำไมถึงต้องเป็นคนคนนั้น... นี่แหละโชคชะตา
 
          "พี่คิ้มคะ พี่นกมาถึงแล้วค่ะ" อุ้ย... ฝ่ายประสานงานของเอไทม์โชว์บิซเดินเข้ามาแจ้งล่วงหน้า ไม่ใช่ให้เตรียมใจ แต่ให้หยุดการสนทนาด้วยถ้อยคำที่เป็นตัวของตัวเองเกินไป เดี๋ยวใครเขาจะตกกะใจหนีไปเสียก่อน
 
          "ตี๋ใหญ่" ... ฉันพึมพำเบาๆ ขณะที่พี่นก ฉัตรชัย ก้าวเท้าเข้ามาในห้องซ้อมด้วยเสื้อผ้าลำล้องลำลอง อั่ม... เสื้อยืดกางเกงขาสั้น สะพายกระเป๋าใบเล็กๆ มาหนึ่งใบ เหมือนทัวร์ฮ่องกงมะ ฉันยกมือไหว้สวัสดี มือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหนถึงจะเหมาะ ลูกกะตา จมูก ปาก เหมือนมันจะไหลมารวมกันที่คางวางหน้าไม่ถูก ส่วนพี่นกก็เอามือประสานกันหลวมๆ ที่เป้า พร้อมกับห่อไหล่เล็กน้อย ไม่รู้อายหรือกลัวฉันกันแน่ !    แกแทบจะยกมือชิงไหว้ฉันเสียก่อนด้วยซ้ำ พี่นกยังเรียกฉันว่า "พี่คิ้ม" อีก เอ่อ... คุณปลัดคะ... พี่นกเกิด 03 อายุมากกว่าฉัน 7-8 ปี เรียกกันแบบนี้ กระโดดถีบหน้าน้องแบบตี๋ใหญ่ น้องจะไม่โกรธเลย (แต่เจ็บ!)... เอาเถอะ ก่อนที่แกจะตกใจไปกว่านี้ อยากเรียกว่าอะไรแล้วสบายใจก็เรียกละกันค่าคุณปลัด !
 
          "แค่คืบเท่านั้น... ฉันให้งงงันไม่กล้าเอ่ย"         

          เสียงคุ้นหูเดินทางผ่านไมค์ออกมาทางลำโพงอย่างนุ่มหู นอกจากจะ "เปล่งพานิช" แล้ว ยัง "เปล่งเสียง" ได้ไพเราะอีก แต่อ่า... คุณพี่หันมองไปทางนักดนตรี ไม่แม้แต่จะชายตามองหนังหน้าน้องเลย น้องไม่ใช่ "อีเฟือง" นะคะคุณพี่!... ต่างคนต่างร้องไม่มองหน้ากัน เหมือนเชิญผัวเก่ามาร้องเพลงกับเมียเก่ายังไงยังงั้น ออกแนว "เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย" พอร้องจบรอบแรก มิสเตอร์เปล่งพานิชก็เปล่งวาจาออกมาว่า
 
          “ตื่นเต้นจนเสียงสั่นไปหมดเลย" ในที่สุดคุณพี่ก็ต้องเสวนากับน้อง "ลองคิดว่าพี่เป็นคนตาบอด ไม่สามารถแสดงภาษากายได้ พี่ต้องสื่อสารผ่านเสียงเท่านั้น เอาความรู้สึกต่างๆ ใส่ลงไปในแต่ละคำ ให้คนฟังรับรู้ความหมายและความรู้สึกของเพลงให้ได้อะค่ะ"
 
          ในใจก็แอบนึกว่า พี่เขาจะหาว่าฉันสอนรึเปล่านะ ไม่รู้ล่ะพูดออกไปแล้ว จะเกลียดกันก็เจอกันแค่คอนเสิร์ตเดียวแล้วก็จบมะ
 
          “ขอบคุณครับพี่คิ้ม" ไม่พูดเปล่ายกมือไหว้ยังกับฉันเป็นมี้ พิศมัย เอิ่ม ... ยังไม่อาวุโสขนาดนั้น ไม่ต้องแสดงความเคารพขนาดนั้นก็ได้นะคุณพี่ ซ้อมไป 2-3 ครั้ง แกก็ยืนนิ่งไม่พูดอะไร ประมาณว่า "จบนะ" แต่ผู้ควบคุมวงบอกว่าขออีกสักรอบ พี่นกมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย ประมาณว่า "จะเอาอะไรกะกูนักหนา"  แกคงอึดอัดที่ต้องร้องต่อหน้าอีนักร้องแก่ตัวนี้ แต่ก็พยักหน้าบอกว่า "ครับๆ ... ได้ครับ" ร้องซ้ำและจบลงอย่างรวดเร็ว พี่นกต้องซ้อมเพลงเดี่ยว "ความในใจ" ต่อ ฉันเลยออกไปนอกห้องเพื่อลดความอึดอัดของแก ... ครั้งที่ 2 พี่นกมารอในห้องซ้อมก่อนที่ฉันจะไปถึง ครั้งนี้ท่าทางดูสบายกว่าคราวที่แล้ว ไม่เกร็ง แต่ก็มีอายๆ บ้างตามประสาคนไม่คุ้นเคยกัน พอหมดคิวแกแกกลับนั่งอยู่ในห้องนั้นต่อ... เอาล่ะสิ จะดีไหมเนี่ย ฉันซึ่งพูดจาภาษาเจ๊กโวยวายกับวงทาเคชิด้วยความคุ้นเคย แกจะรับได้รึเปล่า? ไม่รู้ล่ะอยากอยู่ในห้องนี้ไม่ยอมออกไปเอง งั้นฉันก็จะเป็นตัวของตัวเองล่ะน้า
 
          “นี่... พวกมึง นึกว่ากูหายใจทางรักแร้รึไง จบเพลงแรกต่อเพลง 2 - 3 - 4 - 5 เดี๋ยวกูก็ตายหรอก" ลืมตัวใช้ภาษาผู้ดีไปเต็มๆ หันมามองพี่นกอีกที แกก้มหน้างุด คงจะอายแทนฉัน... แต่... ฉันไม่อาย! ร้องไปได้ 3-4 เพลง แกก็เดินออกจากห้องไปเงียบๆ ไม่รู้ทนการหอนโหยหวนแปดหลอดของฉันไม่ได้หรือทนการเห่าด้วยภาษาโอท็อปของฉันไม่ได้กันแน่
 
          “พี่คิ้มจะเลิกร้องเพลงจริงๆ เหรอ" พี่นกถามฉันก่อนเข้าห้องซ้อมในครั้งต่อมา
 
          “อ่า... ตอนไหนคะพี่"
 
          “ผมได้ยินพี่คิ้มโวยวายเสียงดังอยู่หน้าห้องก่อนซ้อม ดูซีเรียส ผมตกใจมาก"
 
          “เอ่อ... พี่คะ อย่าถือสาหนูเลยค่ะ หนูพูดเล่น หนูชอบเล่นใหญ่ออกแนวรัชดาลัยเธียเตอร์ คนที่นี่เขาชินหนูแล้ว พี่นกเพิ่งมาเลยตกใจ ขออภัยด้วยค่ะพี่...”
 
          พอถึงตอนก่อนซ้อมใหญ่ ครูอาร์ท ผู้ออกแบบท่าเต้นให้ฉันกับพี่นกลองร้องและเดินไปมาบนเวที เพื่อออกแบบท่าทางและบทบาทให้เข้ากับเพลง พี่นกก็ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างดี แต่ไม่ค่อยมองหน้าฉันอยู่ดี พอเพลงขึ้นเข้าบทตัวแสดง แกหันมาจ้องตาฉันราวกับเป็นตัวละครในเพลง ลักษณะการเดิน สายตา และบุคลิกกลายเป็นคุณชายพจน์ ในปริศนาทันที (เอ้าแล้วกรูจะเป็นอะไรล่ะคะทีนี้) ฉันเห็นเจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำนักแสดงชายยอดเยี่ยมยืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้วต้องทึ่ง นี่คือคนคนเดียวกันกับในห้องซ้อมที่ขี้อายเกร็งๆ คนนั้นรึเปล่า ฉันก็ได้แต่มองที่คางพี่นก เกรงว่าปะทะสายตาแล้วจะไปไม่เป็น คราวนี้คงกลายเป็นอีสาลี่ แม่ครัวในวังท่านชายเรื่องแค้นเสน่หาแหงๆ ให้เสียงพาไปละกัน
 
          ถึงเวลาแสดงจริง พี่นกก็ไหลลื่นราวกับเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ดูสง่างาม นิ่ง ขรึม และไว้ตัว แม้แต่ตอนฉันจับแขนแกอ้อมมากอด แกก็ยังทำตัวแข็งขืน ท่านชายหรือหลักกิโลวะเนี่ย? คงจะไม่คุ้นกับฉันจริงๆ นั่นแหละ... ตอนเลิกสีเกด ผู้จัดการเล่าว่า "พี่ๆ ตอนพี่นกร้องเสร็จแล้ว แกก็ไม่กลับนะ มานั่งดูจอมอนิเตอร์ด้านใน ตั้งอกตั้งใจดูพี่ทั้ง 2 วันเลย... แล้วเสียงจากลำโพงมันเบาแกก็เดินเข้าไปเขยิบลำโพงเข้ามาใกล้ๆ แก น้องทีมงานเอไทม์เดินมาถามว่าจะทำอะไร แกก็ไม่บอกขยับลำโพงอยู่นั่น จนน้องทีมงานเอื้อมมือไปปรับปุ่มเสียงลำโพง แกก็ทำหน้าอายๆ แล้วลงไปนั่งดูต่อจนจบ" หญิงสบายใจแล้วที่รู้ว่า เจ้าพี่ก็สนทัยในการร้องของหญิงจนต้องแอบมานั่งดูคนเดียว หญิงตายตาหลับแล้วมังคะเจ้าพี่ ...

.......................................
(หมายเหตุ แล้วเราก็มาเจอกัน(2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)