
สายลมแห่งกาลเวลาที่พัดหวน
สายลมแห่งกาลเวลาที่พัดหวน : เรื่อง... บอย ตรัย
สายลมแห่งกาลเวลาที่พัดหวน : เรื่อง... บอย ตรัย
นับจากวันที่วงการซีดีล่มสลาย เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของการฟังเพลงจากไฟล์นามสกุลเอ็มพีทรี จนมาถึงวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าสายลมแห่งกาลเวลาแบบไหนกันที่พัดหวนมาอีกครั้ง ที่ทำให้วัฒนธรรมการฟังแผ่นเสียงหรือไวนิลนั้นดูเหมือนจะกลับมาเป็นที่นิยมกันอีกแล้ว
ก่อนอื่นต้องออกตัวว่าผมเองก็ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักสะสมแผ่นเสียงกับเขาหรอกนะครับ เรียกว่าเป็นขั้นอนุบาลของนักสะสมดีกว่า เพราะเอาแต่เก็บแต่แผ่นเพลงที่เราชอบ หรือที่เราเคยฟังตอนเด็กๆ อัลบั้มที่มีความหมายกับโลกในอดีตของเรา ไม่ได้ตามเก็บให้ครบ หรือรู้จักมูลค่าราคาของแผ่นเสียงแบบนักสะสมมือโปรแต่อย่างใด
นึกย้อนกลับไปผมกับแผ่นเสียงรู้จักกันมาไม่นานครับ มันเริ่มต้นจากที่มีพี่ชายใจดีท่านหนึ่งได้มอบเครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดกระเป๋าหิ้วให้แก่ผมเป็นของขวัญในโอกาสที่ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกปี 47 และด้วยความโชคดีที่ในกลุ่มเพื่อนฝูงหลายคนก็เป็นหนุ่มใหญ่ลายครามที่นิยมชมชอบฟังเพลงเก่าเล่าความหลังกันอยู่ ผมก็เลยได้อานิสงส์จากพวกเขามาหลายแผ่น บางทีก็มีเพื่อนให้มาบ้าง ไปรื้อค้นกรุแตกบ้านคนโน้นคนนี้ มาสะสมไว้เป็นสมบัติทางหูทางใจ
สำหรับคนที่ฟังแผ่นเสียงกันอยู่แล้วก็คงเข้าใจอารมณ์นี้ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ฟังอาจจะสงสัยว่า โลกทุกวันนี้ไปถึงไหนแล้วทำไมถึงได้อุตริย้อนกลับไปพาตัวเองให้ลำบากลำบนฟังเพลงด้วยอุปกรณ์ที่มันใหญ่เทอะทะขนาดนั้น ผมขอเล่าจากในมุมของผมเอง ที่ก็ไม่ได้เป็นนักฟังถึงขั้นละเอียดลออ หรือที่ศัพท์วัยรุ่นเรียกว่า หูเทพ หรืออะไรทำนองนั้นแล้วกันนะครับ เผื่อว่าอาจจะจะมีคนสนใจโลกใบเก่า(ที่กลับมาใหม่)เช่นนี้บ้าง
สิ่งที่ทำให้ผมชอบแผ่นเสียง นอกจากมนต์ขลังอุ่นนวลของเสียงแบบอนาล็อกแล้ว ผมยังชอบการได้เห็นภาพปกขนาดใหญ่ ได้อ่านเครดิตและเนื้อเพลงชัดๆ ได้ใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในการหยิบแผ่นบรรจงเอาเข็มวาง การเอาแผ่นออกจากซองและเก็บอย่างยากลำบาก ขนไปฟังที่ไหนก็ไม่สะดวก ฟังได้แต่ที่บ้านในห้องที่เราคุ้นชิน แต่ก็เหมือนที่เพื่อนคนหนึ่งของผมคุณ คมสัน นันทจิต เคยบอกผมว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้โลกของเราหมุนช้าลงนะ และผมก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆ ครับ เพราะคล้ายกับว่าการฟังเพลงจากแผ่นเสียง ทำให้เราได้ใช้เวลาละเลียดกับชีวิตของเรามากขึ้น มากกว่าการที่เพลงเพลงหนึ่งที่เข้ามาพบแล้วก็ไหลผ่าน จากเราไป โดยที่เราไม่ทันได้มีความผูกพันอะไรกับเขาเลย
และหากวันใดที่แผ่นเสียง กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงของคุณ ได้ประกอบร่างรวมตัวกับเครื่องเสียงที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ เชื่อเหลือเกินว่าคุณจะมีเวลาว่างเสมอเพื่อการจมดิ่งสู่ห้วงสรรพเสียงที่ทำให้คุณถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน
อีกข้อหนึ่งครับ ที่ทำให้ผมหลงรักการฟังแผ่นเสียงแบบนี้ ผมโชคดีที่เพื่อนๆ ที่ฟังแผ่นเสียงด้วยกันมีวัฒนธรรมที่น่ารักอย่างหนึ่ง คือการมอบแผ่นให้ด้วยสิเน่หา หากวันไหนคุณไปรื้อค้นแผ่นเสียงที่กระบะใดก็ตามแล้วคุณบังเอิญได้เจอแผ่นที่คุณรู้ว่าเพื่อนคุณต้องอยากได้แผ่นนี้แน่ คุณจะซื้อแผ่นนั้นติดมือมาให้เพื่อนของคุณเลย หรือบางครั้งคุณเจอแผ่นซ้ำ แผ่นที่มีคุณค่า คุณก็อยากจะซื้อมาไว้เพื่อมอบให้คนที่คุณรู้ว่าเขาจะต้องดีใจ หรือไม่ก็เอาแผ่นที่คุณคุ้ยกระบะมาซ้ำ เอามาแลกกัน แลกกับเพื่อนที่เขาก็มีแผ่นซ้ำซึ่งเป็นแผ่นที่คุณอยากได้
ขอจบข้อเขียนวันนี้ด้วยความลับประการสุดท้ายเกี่ยวกับแผ่นเสียงที่ผมได้รับการบอกต่อมาอีกทีครับ ซึ่งมันอาจจะไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด แต่ก็น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือคำกล่าวที่บอกว่า ...แผ่นที่เป็นของคุณ สักวันมันจะเดินทางมาถึงคุณเอง เพลงที่ผู้แต่งได้ขับร้องและบันทึกเสียงไว้ในห้วงเวลาหนึ่งนั้น สักวันหนึ่งมันจะเดินทางผ่านกาลเวลา พาเอาข้อความที่อยู่ในบทเพลง มาส่งมอบให้แก่ผู้ใดก็ตามที่ยังอยากจะได้ฟังมัน
นึกถึงแผ่นที่คุณชอบ หรือบทเพลงนั้นของคุณไว้รึยังครับ เชื่อผมไหมว่าจะต้องมีวันนั้น วันที่เพลงที่คุณชอบจะเดินทางมาสู่คุณ อาจจะถึงขั้นจับต้องได้อยู่ในมือคุณ และติดตรึงอยู่ในใจ เพียงปล่อยให้สายลมแห่งกาลเวลาได้ทำหน้าที่พัดพาเขามา เช่นเดียวกับการกลับมาอีกครั้ง ของโลกแห่งเสียงที่อุ่นนวล ที่เราเรียกมันว่า แผ่นเสียง นี่เอง



