บันเทิง

หากินกับ'เธอ'ยาไอซ์เรื่องเล่าและพื้นที่สื่อ

หากินกับ'เธอ'ยาไอซ์เรื่องเล่าและพื้นที่สื่อ

30 ก.ค. 2556

หากินกับ'เธอ'ยาไอซ์เรื่องเล่าและพื้นที่สื่อ : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          สมกับเป็นประเทศที่มี “สินค้าส่งออกขายดี” ชื่อ “ดราม่า” เมื่อทั้งพระ นักกีฬาและนักแสดง ถูกนำมาเล่นเสียเละตามออนไลน์และสื่อหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เคสของน้องนักแสดงที่กำลังขาขึ้นคว้ารางวัลในวงการภาพยนตร์ เยอะกว่าแทบทุกคนในวัยเดียวกัน
 
          ท่ามกลางความเน่าของข่าวในหลายพื้นที่ที่ล่อจนเละ ตีจนน่วม ผมขอแสดงความนับถือในตัวคุณ สุรศักดิ์ อุดมศิลป์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย “ทางจิตใจ” มากที่สุด ผู้ชายคนนี้ถูกยกย่องจากคนทั้งประเทศในการออกมายอมรับความจริง และแม้จะมีจังหวะหรือสเต็ปที่จะฉกฉวยเพื่อให้ลูกสาวดูดีขึ้น แต่เขาเลือกไม่ทำ การยอมรับความจริงของสุรศักดิ์ ทำให้คนที่เห็นใจถึงขนาดไปโพสต์ความเห็นว่า เขาน่าลงสมัครนายกฯ หรืออย่างน้อยก็ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร
 
          เคสของน้องนักแสดงกับยาไอซ์ เริ่มต้นอย่างเป็นปกติของข่าว แต่ในเวลาวันเดียว “ข่าว” ถูกพัฒนาไปอย่างกระจัดกระจายและไร้ทิศทาง ทั้ง social media และสื่อบางแห่ง และแค่วันที่สอง มันก็พ้นจาก “ความเป็นข่าว” เมื่อคนดังบางคนออกมาเกาะกระแส โหนกระแส และพยายามรักษาที่ทางของตัวเอง ไปกับกระแสนี้
 
          สิ่งที่มาแทนที่หลังสองวันผ่านไปก็คือ สังคมต่างรับรู้ความจริงลวงไปคนละทิศละทาง และข่าวกลายเป็นเหยื่อของวัฒนธรรม “เรื่องเล่า” ที่อยู่ที่ว่า ใครจะทำตัวเป็น storyteller ได้เก่งกว่า น่าเชื่อกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่า น่าเชื่อกว่า เก่งกว่า แล้วจะเป็นเรื่องจริง
 
          “วัฒนธรรมเรื่องเล่า” เติบโตในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในหนังโฆษณาทีวี, การเล่าข่าว, ในโรงภาพยนตร์ และข่าวสารที่นับวัน จะถูกปรุงแต่งจนกลายเป็นดราม่า (ซึ่งขายดีพอๆ กับชมพูแฟซ่า ที่แถมมากับนิตยสารแมสๆ) เรื่องที่ “ตลกร้าย” เข้าไปอีกก็คือ ทั้งๆ ที่ Subject คือน้องนักแสดง
 
          แต่แค่สองวันผ่านไป เรื่องที่สำคัญในข่าว ไม่ใช่น้องคนนั้น หากแต่เป็นเรื่องอื่นๆ ไป อาทิ ข่าวใครจริง, นักการเมืองเมา, เป็นการตลาดดันซีรีส์มั้ย, หรือไปไกลถึงขั้นที่ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเล่า ไม่มีอะไรจริง
 
          เราโทษใครไม่ได้เลยในการรับข่าวและเข้าใจกันไปคนละทิศละทางแบบนี้ เพราะเรายังคงตกเป็นเหยื่อของ “เรื่องเล่า” ที่ว่ามันอยู่ที่ใครเอามาเล่า (และใครอุปโลกน์ตัวเองเป็น “นักเล่าเรื่อง”) แต่อย่างที่เรียน มันไม่น่าแปลกใจ เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมไทยยุคที่มีชื่อเล่นว่า ชิงพื้นที่และ “แย่งสร้างความหมาย”
 
          ชิงพื้นที่คือ จับจองสื่อ และตีตรา ปั๊มตรายางว่า เรื่องนั้นคือแบบนี้ เรื่องนี้คือความหมายนั้น (เหมือนที่การ์ตูนอเมริกันเรื่องหนึ่งอย่าง The Simpsons เคยเหน็บว่า ถ้าคนมีสื่อบอกว่า ต้นไม้คือรถยนต์ อาจจะมีคนเชื่อ - ฮา) และระหว่าง ”คมชัดลึก” วางแผง เราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า ข่าวจะพัฒนาหรือถอยหลังลงคลองไปที่ตรงไหน
 
          แต่ไม่ว่าข่าวจะดราม่าเป็นอีกเพียงใด ขอเป็นกำลังใจให้คุณ สุรศักดิ์ อุดมศิลป์ ผ่านเรื่องราวเหล่านี้ และเป็นต้นไม้ใหญ่ให้กับครอบครัว ที่แผ่กิ่งก้านสาขาทางความคิด ไปยังนักการเมืองและสื่อบางแห่ง
 
          อย่างน้อยก็ทำให้ผมเชื่อใจได้ว่า ขณะที่หนัง “ราโชมอน” ของ “คุโรซาวา” ไม่รู้จะเชื่อใคร และขณะที่ละครเวที “รอยรักรอยฆาตกรรม” ก็เชื่อใครไม่ได้
 
          เรายังมี สุรศักดิ์ อุดมศิลป์ หรือผู้ชายคนหนึ่ง ที่รักษาความดีงามไว้  แม้ว่าความดีนี้ จะไม่จรรโลงหรือเกื้อกูลจิตใจใครก็ตาม

.......................................
(หมายเหตุ หากินกับ'เธอ'ยาไอซ์เรื่องเล่าและพื้นที่สื่อ : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)