
ขบคิดขีดเขียน:คน(ธรรม)งาน
คน(ธรรม)งาน : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ทุกวันนี้กวาดตามองปราดไปบนไทม์ไลน์ประเภทใดก็ได้ก็ได้ในกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก หญิงยศเชื่อว่ามีคนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนที่บ่นเรื่องในที่ทำงานของตัวเอง!!
"โอ๊ยแหวะ เบื่อเจ้านาย ดีแต่ชอบคนขี้ประจบ" "ถ้าจะชอบโดนเลียขนาดนั้น ใส่รองเท้ากันลื่นไว้หน่อยก็ดีป่ะ" "เมื่อไหร่จะเลิกงานว้า เซ็งจุงเบย" "I Hate Monday" "TGIF" ต่างๆนานาสารพันภาษา ต่างระดับความหยาบคายและโกรธเคือง เจ้านายก็เบื่อลูกน้อง ลูกน้องก็เบื่อเจ้านาย เอาตายละวา แล้วเราจะทำยังไง แล้วใครจะทำงาน หญิงยศเองเพิ่งเริ่มทำงานมาได้ไม่ถึงสิบปีดี ยอมรับว่ามีปัญหาทุกปี เรียกว่าทุกเดือน เอ.. เรียกว่าทุกวันเลยดีกว่า ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นทั้งเจ้านายและลูกน้องในคราวเดียวกัน (เป็นเจ้านายในบริษัททำละครและเป็นลูกน้องในสถานี) ก็เลยได้ลิ้มรสชาติของความสุขและความทุกข์ของคนที่เป็นทั้งลูกน้องและเจ้านาย ทำดีไม่ได้ดี ปาดหน้าเค้ก โดนเม้าท์ลับหลัง ตัดแข้งตัดขา ลูกน้องจับกลุ่ม เขม่นเหม็นหน้า ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ป่วยการเมือง เรียกว่าเป็นปัญหาที่พบเจอกันทุกวันสามเวลาหลังอาหาร จากโกรธแค้นเสียใจ น้อยใจไม่เข้าใจ จนไปถึงกราดเกรี้ยวด่าทอ เหวี่ยงสะบัด สารพัดจะงัดมาตอบโต้และตั้งรับ แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นก็ไม่ได้ทำให้ปัญหามันคลี่คลายลงอย่างถาวรเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันหยุดปัญหาเหล่านั้นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเองค่ะ
อยู่ดีๆ หลังจากที่เจอปัญหาเหล่านี้มาสักพักก็มีสองสิ่งผุดขึ้นมาในหัว ไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่คิดว่าการเรียนพุทธศาสนาตอนมัธยมคงให้อะไรเรามาบ้าง เพราะสองคำที่แล่นเข้ามาในหัวของหญิงยศก็คือ พรหมวิหารและฆราวาส แต่จำไม่ได้เป๊ะๆหรอกนะ พรหมวิหารน่ะสี่ แต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ส่วนฆราวาสจะหกจะแปดนั้นจำไม่ได้เลยบ่องตง ก็เลยถามกูเกิลค่ะ ได้ความมาว่าฆราวาสธรรมนั้นมี 4 ประการ พรหมวิหารก็ 4 ประการเช่นกัน แล้วสองสิ่งนี้ก็คือคำตอบของปัญหาที่ค้างคามาของหญิงยศจริงๆ ด้วย แปลกประหลาดมหัศจรรย์จริงๆ ยังไงเหรอคะ อืมมมม งั้นจะลองอธิบายแบบบ้ายๆ เข้าใจง่ายๆดูก็แล้วกันนะ
ฆราวาสธรรมสี่นั้น คือธรรมสี่ประการของผู้ดำเนินชีวิตทางโลก แปลก็ปุถุชนคนธรรมดาแบบเราๆ นี่แหละค่ะ หรือจะพูดให้ตรงกับเรื่องนี้ก็คือบรรดาคนทำงานทั้งหลาย สี่ข้อที่ต้องหมั่นทำก็คือ 1.สัจจะ หรือความจริง ความซื่อสัตย์ 2. ทมะ หรือการข่มใจ ฝึกฝนตนเอง 3. ขันติ หรือความอดทน ทั้งต่อคำพูดและการกระทำ และ 4. จาคะ คือการละ การสละ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือคนเราต้องมีความจริงใจ รู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ข่มใจยอมรับข้อบกพร่องทั้งของตัวเองและผู้อื่น มีความอดทนอดกลั้น และรู้จักเสียสละแบ่งปันตามสมควร
ส่วนพรหมวิหารสี่นั้น พูดง่ายๆ ก็ดูเหมือนหลักธรรมของคนที่เป็นผู้บังคับบัญชา มีสี่ข้อเช่นกัน คือ 1. เมตตา อยากให้ผู้อื่นมีความสุข 2. กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ 3. มุทิตา ยินดีเมื่อคนอื่นมีความสุข และ4. อุเบกขา คือการวางใจเป็นกลาง
หญิงยศเปรียบฆราวาสธรรมเป็นธรรมะของลูกน้องที่เน้นการพัฒนาตัวเองให้มีความซื่อสัตย์ มีความอดทนอดกลั้น รู้จักยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองและข่มใจยอมรับข้อบกพร่องของผู้อื่น รู้จักสละความสุขของตัวเพื่อความสุขส่วนรวม ในขณะที่พรหมวิหารสี่คือหลักธรรมของคนเป็นเจ้านายที่เน้นเรื่องความเมตตาเป็นหลัก หญิงยศเองเป็นทุกข์เพราะเมตตาแต่ไม่วางใจเป็นกลางในบางครั้ง คือยึดติดกับลูกน้อง อยากให้เขาได้ดี จึงไปยึดมั่นกับเด็กไว้ว่าต้องทำให้ได้ เมื่อไม่ได้อย่างใจก็เสียใจ โมโห คือไม่มีอุเบกขาที่จะยอมรับว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำอะไรได้แค่ไหนก็แค่นั้น
แต่ในโลกทุกวันนี้คงมีคนสวนมาแน่ว่าแล้วเราจะทำไปทำไมในเมื่อคนทำดีไม่ค่อยจะได้ดี คนไม่ดีได้ดีมีถมไป ก็คงต้องขอยืมคำเตือนสติจากเพื่อนคนหนึ่งมาค่ะว่า "เห็นคนชั่ว อย่าชั่วตาม" ถ้าเรามุ่งมั่นดูแลพัฒนาตัวเองให้ดี ยังไงก็ต้องมีคนเห็น หลายคนต้องพูดต่อว่า เราจะเหนื่อยพัฒนาไปทำไมในเมื่อเจ้านายเขาไม่ได้ชอบคนที่มีความสามารถ เขาชอบคนขี้ประจบต่างหาก เออหนอ... ก็ถ้าเรายังเลือกจะอยู่กับเจ้านายไร้คุณธรรมต่อไปก็ต้องทำใจ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีองค์กรไหนปฏิเสธคนดี คนเก่ง คนขยัน คนฉลาดที่จะพัฒนาตัวเอง และถ้าคุณจิตใจสงบดี ยังไงต้องมีสักวันที่เป็นของคุณแน่นอน อย่างน้อยเมื่อคิดดี พูดดี ทำดี กลางคืนเราก็นอนหลับได้สบาย ไม่ต้องมาประสาทเสียกับผลลัพธ์ที่ได้มาจากการโพสท์สเตตัสสิ้นคิดจนต้องเสียการเสียงานหรือเสียคนทำงานดีดีไป
ไม่เชื่อต้องลองทำดู เชื่อหัวไอ้เรืองเห๊อะ!!
.......................................
(หมายเหตุ คน(ธรรม)งาน : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



