บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:ความสำเร็จของซีรี่ย์ส

เอกเขนกดูหนัง:ความสำเร็จของซีรี่ย์ส

19 ก.ค. 2556

ความสำเร็จของซีรี่ย์ส : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          ไม่ใช่แค่ละคร “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” เท่านั้น ที่ตรึงผู้ชมอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ เพราะในเวลาไล่เลี่ยกันซีรี่ย์สวัยรุ่นอย่าง “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ก็ครองใจคนดูกลุ่มใหญ่ และมีกระแสให้พูดถึงได้ทุกตอนที่ออกอากาศจบลงอยู่เสมอ

          หันกลับไปดูซีรี่ย์สในต่างประเทศ นอกจาก “Game of Thrones” ที่ออกอากาศมาได้เพียง 3 ซีซั่น แต่ได้รับความนิยมถล่มทลาย มีแฟนๆติดตามหลายล้านคนทั่วโลก(มีเรื่องขำขื่นสำหรับผู้ผลิตคือ Game of Thrones เป็นรายการทีวีที่ถูกดาวน์โหลดไปชมแบบผิดกฎหมายมากที่สุด 2 ปีซ้อน ทั้งในปีนี้และเมื่อปีที่ผ่านมา รวมแล้วมากกว่า 10 ล้านครั้ง)

          ลองเปรียบเทียบหาความเหมือนคล้ายของซีรี่ย์สจากสองฝั่ง แม้เอาเข้าจริงเนื้อหาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าประเมินจากความสำเร็จในระดับปรากฎการณ์ที่ทั้งสองเรื่องได้รับ ก็พอจะพบเห็นความเหมือนคล้ายบางอย่างที่ซีรี่ย์สทั้งสองเรื่องนี้มีร่วมกัน จึงอยากจะนำมาพูดถึง บางสิ่งที่ว่านั้นคือ ความ ‘กล้า’ ในการนำเสนอ ทั้งความแรงของเนื้อหา ภาพที่ปรากฏ และเผยเบื้องลึกด้านร้ายของมนุษย์ เปิดเปลือยอารมณ์ดำฤษณาทั้งหลายประดามี

          หลายฉากที่ปรากฏใน ‘ฮอร์โมน’ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เป็นเรื่องที่วัยรุ่นเคยประสบพบเจอเห็นๆกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เด็กสาวไปซื้อยาคุมฉุกเฉิน นักเรียนชายแอบสูบบุหรี่ในห้อง เด็กหาโอกาสมีเซ็กซ์กันในห้องน้ำ พระเณรแอบต้มมาม่ากินกลางดึก ฯ เรื่องร้ายๆ ประเด็นแรงๆ ภาพฉาวๆ เหล่านั้น วงการละครทีวีไทยไม่เคยกล้านำเสนออย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับ “ฮอร์โมน” ได้ทำเอาไว้ในหลายๆตอนที่ผ่านมา(ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบสำหรับละครหรือซีรี่ย์ที่ออกอากาศทางทีวีดาวเทียมก็เป็นได้)

          ภาพฉาวๆ ประเด็นแรงๆของเด็กๆใน ‘ฮอร์โมน’ ดูอ่อนด้อยไปทันที เมื่อเทียบกับการนำเสนออย่างโจ่งแจ้งและตรงไปตรงมาของซีรี่ย์สที่ว่าด้วยการช่วงชิงอำนาจของกษัตริย์และมหาอำมาตย์ใน “Game of Thrones” ที่ความสนุกไม่ได้อยู่แค่การผูกเรื่องได้น่าสนใจ แต่ภาพที่ปรากฏนั้นแรงกว่าหลายสิบเท่า ตั้งแต่ความรุนแรงในฉากต่อสู้ทำร้ายกัน มีฉากบั่นคอกุดหัวกระเด็นกระดอน ดาบฟันเข้าที่ท้องจนไส้ทะลัก หรือฉากร่วมรักร้อนแรงของตัวละครที่เผยทั้งเรือนร่างและท่วงท่าอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่นับรวมเนื้อหาที่ก้าวล่วงไปยังประเด็นแรงๆอย่าง ราชินีลอบเป็นชู้กับน้องชายกษัตริย์ถึงขั้นลงมือฆ่าเด็กไม่กี่ขวบเพื่อปิดปาก(หลังเด็กเผลอไปเห็นเข้า) เจ้าชายส่งราชินีน้องสาวไปบำเรอกามเผ่าคนเถื่อนเพียงแค่หวังซ่องสุมกำลังไปกอบกู้อาณาจักร ฯลฯ

          ความสำเร็จของซีรี่ย์ทั้งสองฟากฝั่ง ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่รุนแรง การเสนอภาพที่เร่าร้อน แต่สิ่งที่ทั้งสองเรื่องทำคือการพูดความจริง เปิดเผยด้านมืดของสังคมอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก แม้ Game of Thrones จะเป็นเรื่องแฟนตาซีของดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง แต่สิ่งที่ตัวละครคิด ทำ หรือเนื้อหาที่ว่าด้วยการวางแผนคบคิดของชนชั้นปกครองเพื่อหวังช่วงชิงอำนาจ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราเคยรับรู้ผ่านสื่อต่างๆมาแล้วมากมายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน หรือทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครใน ‘ฮอร์โมน’ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและเราต่างก็รับรู้ว่ามีอยู่จริง

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องราวพาฝันในแบบฉบับซินเดอเรลล่าอันว่าด้วยความรักต่างสถานะชนชั้น จะยังเป็นที่รักของคนดูอยู่เสมอ แต่การหันกลับมามองดูเรื่องใกล้ตัวที่สะท้อนความจริงในสังคมรอบตัวเราดูบ้าง ก็จะพบว่าเรื่องราวเหล่านั้น บางครั้งก็สร้างความบันเทิงให้ได้ไม่น้อย หากมีชั้นเชิงในการนำเสนอ ผูกเรื่องราวให้น่าสนุกชวนติดตาม สร้างคาแรคเตอร์ตัวละครให้โดดเด่น ใกล้ชิด ดูเป็นมิตร และเป็นมนุษย์มีเลือดมีเนื้อ เหมือนคนใกล้ตัวที่เราจับต้องได้และรู้สึกว่าพวกเขาต่างมีตัวตนอยู่จริงๆในสังคม

          ทั้งสองเรื่อง แม้แนวทางต่างกัน งานสร้างสเกลห่างกันไกล แต่สิ่งที่เห็นได้คือความตั้งอกตั้งใจในการผลิต ตั้งแต่ความใส่ใจในเรื่องโปรดักชั่น ที่ไม่ว่าจะมองอย่างผิวเผิน หรือตั้งอกตั้งใจดูโดยไม่กระพริบตา ก็จะพบว่า งานด้านภาพของทั้งสองเรื่อง เหมือนทำให้เรากำลังนั่งดูหนังในโรงยังไงยังงั้น บทที่มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องซึ่งไม่ได้เรียงร้อยเหตุการณ์อย่างทื่อตรง หากแต่สลับไขว้ไปมาเพื่อเล่าเรื่องของแต่ตัวละครในหลายๆเหตุการณ์ ก่อนจะขมวดเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการนำเสนอในท้ายเรื่อง

          ความสำเร็จของซีรี่ย์ที่ยกตัวอย่างมาทั้งสองเรื่อง ไม่เพียงเปิดมุมมองใหม่ให้กับคนดูทีวีเท่านั้น แต่สำหรับคนทำสื่อเอง อาจถือเป็นพัฒนาการใหม่ๆที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน
.......................................
(หมายเหตุ ความสำเร็จของซีรี่ย์ส : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง  โดย...  ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)