
คุณพระ(ไม่)ช่วย!!!
คุณพระ(ไม่)ช่วย!!! : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ไม่รู้คนอื่นเป็นบ้างไหม แต่สำหรับหญิงยศช่วงนี้ ตื่นลืมตาขึ้นมาเป็นต้องได้เห็นภาพของพระสงฆ์ไม่องค์ใดก็องค์หนึ่งกำลังกระทำการที่ไม่เหมาะ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ส่งผ่านมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งในเฟซบุ๊กกรือกรุ๊ปแชทในไลน์นี่ไม่ต้องห่วง มันต้องมีผ่านตามาสักรูป วางมือถือเปิดโทรทัศน์มาดูข่าวก็ไม่แคล้ว ก็ยังมีเรื่องพระสงฆ์ซื้อเครื่องบินเจ็ต ติดหนี้ร้านเพชร ต่างๆ นานา เอ้า!! ปิดโทรทัศน์ก็ได้วะ หันมาหยิบหนังสือพิมพ์ เอาละจ้า ทีนี้หราอยู่หน้าหนึ่ง จีวรเหลืองอร่ามท่ามกลางเมถุนและสิ่งมึนเมา อุ๊ยต๊ายตาย ได้แต่ยกมือขึ้นทาบอกพร้อมรำพึงเบาๆ ว่า "คุณพระช่วย" เอ๊ะ! ไม่สิ คุณพระคงไม่ช่วย เพราะนาทีนี้ดูว่าคุณพระทั้งหลายยังช่วยตัวเองกันไม่ค่อยรอด
แวบแรกของจิตใจพุทธศาสนิกชนเต็มขั้นอย่างหญิงยศ ยอมรับเลยว่าตกวูบ กว่าจะตามยกจิตกลับขึ้นมาได้นั้นเรียกว่ายากอยู่ จิตใจชาวพุทธถูกลากมาย่ำยีกันวันต่อวัน มันอะไรกัน บางคนถึงกับตั้งคำถาม "หรือนี่คือยุคมืดของพระพุทธศาสนา?"
ยุคมืดคงไม่ใช่แต่เป็นการทดสอบจิตใจน่าจะพอมีมูล หลายคนที่ตั้งตนเป็นชาวพุทธเต็มคราบ ประกาศความเชื่อผ่านสเตตัสกันไม่เว้นแต่ละวัน ว่าตัวเรานั้นเป็นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ แต่พอมีข่าวพระสงฆ์ออกมาเท่านั้น หันหน้ามาเม้าท์ใส่กันทันทีว่าต๊ายตาย... ฉันว่าแล้วว่าพระองค์นี้ต้องอย่างนั้น พระองค์นั้นต้องอย่างนี้ เห็นไหมล่ะ พระที่ฉันนับถือดีกว่าของเธอ บอกแล้วว่าพระวัดนั้นดีกว่าวัดนี้ พระวัดนี้ขลังกว่าวัดนั้น พระอรหันต์ พระโสดาบัน บรรลุไม่บรรลุ กลายเป็นสิ่งที่ชาวพุทธเองนั่นแหละลากออกมาวิจารณ์สับเละด้วยน้ำมือของตัวเอง
บางคนถึงกับน้ำตานอง ผิดหวังในตัวบุคคล ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าพระรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก ฉันก็จบแล้วไม่นับถือแล้วพระพุทธศาสนา พอกันที ศรัทธาเราจบกันวันนี้ ฟังแล้วถ้าไม่มีสติก็คงโงนเงน แต่ถ้าตั้งสติให้ดี ดึงจิตกลับมาตามคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาแล้วล่ะก็ จะเห็นตามความจริงว่าไม่มีสิ่งใดหรือตัวใครที่เที่ยงแท้และถาวร
คนเราสมัยนี้ติดจะเสพสื่ออย่างตื้นๆ เร็วๆ นิสัยนี้มาถึงศาสนาเช่นกัน คือศึกษาพระธรรมคำสอนกันอย่างผิวๆ ไม่ลงลึก หากพบพระสงฆ์รูปไหนที่สอนได้ตรงใจ ก็เกิดศรัทธาอย่างลึกซึ้งกับพระรูปนั้นจนมีความเชื่อว่าพระรูปนี้แหละคือพระพุทธศาสนา ทุกคำที่ออกจากปากคือคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยที่เราลืมไปว่า พระสงฆ์ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ คือยังเวียนว่าย ตาย เกิด ปะทะอยู่กับกิเลส รัก โลภ โกรธ หลงทุกวัน พระสงฆ์คือมนุษย์ที่ตัดสินใจบวชเรียนเพื่อจะละกิเลส เพื่อศึกษาธรรมและละทุกอย่างเพื่อที่จะได้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านละได้แล้วอย่างที่สุด พระสงฆ์ยังคงเป็นมนุษย์ และก็เหมือนกับมนุษย์ส่วนมากที่ยังพ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วเย้า ไม่ต้องนึกไปถึงว่าจะมีกี่รูปที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะมันก็เป็นไปไม่ได้พอๆ กับที่ฆราวาสอย่างเราๆ จะรักษาศีลห้าให้ได้ทุกวันทุกลมหายใจนั่นแหละค่ะ
อีกหนึ่งคำสอนที่ต้องได้ยินผ่านหูกันมาบ้างก็คือ... อย่ายึดติด แต่พอเราเกิดศรัทธาในพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เราก็เกิดจะไปยึดติดกับพระสงฆ์รูปนั้นอย่างไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัวก็ได้แต่เราให้เหตุผลเข้าข้างตัวเองว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เมื่อศรัทธาบังตา ความเชื่อจับใจ เราก็แทบจะยึดเอาว่าศาสนาพุทธคือพระรูปนี้เท่านั้น ทุกคำที่ออกจากปากคือ พระพุทธวจน ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะถ้าหากเป็นคำสอนของพระพุทธองค์จริงๆ ท่านจะสอนให้เรายึดทางสายกลางและฝึกจิตให้อยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ให้ไปเกาะกับพระรูปไหนทั้งสิ้น แต่หากไม่ศึกษาธรรมะให้ถ่องแท้ เอาแต่ป่าวประกาศผ่านสเตตัส เมื่อมีข่าวมากระทบจิตใจปุ๊บ จิตก็สั่นหวั่นไหวหรือร่วงหล่นไปในที่สุด เกิดเป็นความทุกข์มืดดำ อันเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นสมมตินั่นเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แก่นของพระพุทธศาสนาแม้แต่น้อย
อย่างที่หญิงยศบอกว่ามองสิ่งเหล่านี้ให้เป็นแบบทดสอบจิตใจของเรา ไม่ใช่ลูกตุ้มถ่วงโลกของเรา เอาจิตให้อยู่กับตัว มองข่าวเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบ เมื่อกระทบก็ให้รู้ มองให้เห็นว่ากรรมนี้เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล กรรมของเขาไม่ใช่กรรมของเรา ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือใครก็ตามทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง เมื่อถึงวาระก็ไม่มีใครหนีพ้น มองให้เห็นแต่ไม่ต้องให้มาดึงจิตเราไปนอกตัวเรา ไม่ต้องไปยึดมั่นกับใคร ไม่ต้องไปเพ่งโทษหรือพิพากษาใครเพราะไม่ใช่หน้าที่ของเรา ไปวัดก็ให้มุ่งเน้นที่แก่นแท้ของคำสอน ตั้งใจปฏิบัติสำรวมกายใจ ไม่ต้องไปเกาะติดกับพระสงฆ์องค์ไหน เพราะในการปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์นั้นไม่มีทางลัดสำหรับใครทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าพระรูปนี้เป็นเกจิอาจารย์ หรือมีคนมากระซิบว่าท่านเป็นอรฟันต์เป็นโสดาบันแล้ว ถ้าเราไปกราบไหว้อาจช่วยให้เราบรรลุได้เช่นกัน ทางลัดเช่นนั้นไม่มี และเราก็กำลังฝึกตัวเองไปยึดมั่นถือมั่นกับกับการบรรลุนิพพาน ซึ่งก็หมายความว่าเราไปผิดทางอีกแล้วเช่นกัน
ยิ่งในยุคนี้ที่การสื่อสารมันกว้างไกลท้าทายจิตใจคน ทุกวินาทีมีสิ่งมากระทบตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจเราอยู่ตลอด อย่าไปโทษอย่าไปยึด มองมันเป็นสิ่งที่มาช่วยทดสอบความมั่นคงของเราดีกว่า ว่าเราสำรวมกาย สำรวมใจได้แค่ไหน กรรมของเรา วาระของเรา ไม่มีใครช่วยเราได้ คุณพระก็ไม่ช่วยนะ พูดเลย....
.......................................
(หมายเหตุ คุณพระ(ไม่)ช่วย!!! : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



