บันเทิง

แบบว่า...มืออาชีพ

แบบว่า...มืออาชีพ

15 ก.ค. 2556

แบบว่า...มืออาชีพ : คอลัมน์ร้อยพบพันเจอ : โดย...มิสเตอร์บางอ้อ

               ผมเริ่มชีวิตการเป็นพิธีกรจากรายการที่มีชื่อว่า "ย้อนรอย" ครับ ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ในขณะที่ตอนนั้นเป็นนักแสดงเต็มตัว.....ด้วยความที่รักในรายการสืบสวนสอบสวนของต่างประเทศจึงชอบดูสารคดีทุกประเภทตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะเป็นซิงเกอร์เวิร์ล (อันนี้ใครที่อายุไม่ถึง 35 อาจไม่รู้จัก) หรือดิสคัฟเวอรี่แชนแนล จึงมีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งเราอยากทำรายการประเภทนี้ เพราะชอบ ได้ความรู้และมีประโยชน์.... จนวันหนึ่งโอกาศก็ลอยมาหาผมแบบคาดไม่ถึงครับ เมื่อเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นพนักงานอยู่ที่ไอทีวีที่พบกันโดยบังเอิญบอกผมว่า รายการย้อนรอยเค้ากำลังมองหาและแคสติ้งพิธีกรหน้าใหม่อยู่ คงกะพันไม่รอช้ารีบบอกว่าผมขอไปแคสติ้งด้วยคนในฐานะที่เป็นแฟนคลับตัวยงของรายการนี้

               พูดถึงย้อนรอยในช่วงเวลานั้นคนที่เป็นพิธีกรอยู่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ มี พี่กิตติ สิงหาปัด บ้าง มีคุณ เทพชัย หย่อง บ้าง บางทีก็เป็นคุณ สุทธิชัย หยุ่น ได้ยินชื่อพิธีกรแล้ว ถ้าเป็นคนจิตใจอ่อนโยน ตุ๊ดๆ แต๋วๆ คงต้องร้องว๊าย!! เพราะแต่ละท่านที่เอ่ยชื่อมาก็ตัวจริงชัดเจนทั้งนั้น ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นก็คงต้องเรียกว่า ตัว(คุณ)พ่อเลยทีเดียวแล้วคงกะพัน แสงสุริยะเป็นใคร? คุณมาจากไหน? คุณคิดว่าคุณจะมาทำหน้าที่นี้ดีเทียบเท่าเขาได้อย่างไร? ผมตอบเลยว่ายากครับ เป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับชายวัยยี่สิบกว่าๆอย่างผมในตอนนั้น แต่สิ่งที่ผมมีเพียงอย่างเดียว คือคำว่า หุ่นไม่ให้แต่ "ใจรัก" ครับ จึงตัดสินใจว่าเราต้องไปแคสติ้ง

               ก่อนไปแคสติ้งผมทำการบ้านอย่างดีด้วยการนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ออกเสียงทั้งวันครับ ทำอย่างนั้นแม้กระทั่งในกองถ่าย จนหลายคนคิดว่าผมคงเพิ่งหัดเรียนภาษาไทยหรือไม่ก็เล่นละครมากจนเครียดและเริ่มเพี้ยนจนถึงขั้นพูดคนเดียว แต่ความจริงผมต้องการฝึกการอ่านและออกเสียงภาษาไทยให้ชัดครับ เพื่อจะได้เป็นพิธีกรที่ดีให้ได้ เมื่อถึงวันแคสติ้งผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักแสดงหน้าใหม่อีกครั้งครับ เหมือนย้อนเวลากลับไปวันแรกๆ ของการเป็นนักแสดงที่ต้องวิ่งไปเทสต์หน้ากล้องงานโน้นงานนี้อยู่บ่อยครั้งแต่ไม่ค่อยได้ วันนั้นที่ไอทีวีผมเจอบุคคลที่มาเทสต์หน้ากล้องมากมายครับ ทุกคนล้วนเป็นนักข่าวรุ่นใหม่บ้าง เป็นอาจารย์ เป็นเซเลบชื่อดัง และเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงในหลากหลายสาขาอาชีพ ผมน่าจะเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวในวันนั้น การแคสติ้งผ่านไปด้วยดีครับ ผมทำหน้าที่ิอย่างมั่นใจและดีที่สุดเพราะผมรู้ว่าโอกาศดีๆ ไม่ได้มีบ่อยครั้งในชีวิต....ผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกเหมือนในวันที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ คือ ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วไม่ต้องคาดหวังอะไร ถ้าได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็กลับไปทำงานของเราต่อไป.....ผ่านไปไม่กี่วันทีมงานก็โทรมาบอกว่าผมได้รับโอกาสนั้นครับ....ผมดีใจมากและบอกตัวเองว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด....หน้าที่ในฐานะพิธีกรหน้าใหม่

               ผมทำรายการย้อนรอยตอนแรกในชีวิตคือตอนที่มีชื่อว่า งิ้ว ครับ งิ้วคือวัฒนธรรมของชาวจีนที่มีความสวยงาม อ่อนช้อย พริ้วไหวยิ่งนัก แต่ผมถ่ายทอดเรื่องราวในตอนนี้ได้อย่างแข็งทื่อ ซื่อตรงประดุจหินผายังไงยังงั้น...การเป็นพิธีกรสำหรับคงกะพัน มันไม่ง่ายซะแล้ว...แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จของคุณก็จะเห็นอยู่ที่นั่นได้อย่างไม่ยากเย็นผมเชื่อเช่นนั้น และมันก็เป็นจริงเสมอ...ผมปรับตัวเข้ากับงานใหม่ได้อย่างรวดเร็วครับ... จากหินผาก็แข็งน้อยลงเป็นท่อนไม้แล้วก็ค่อยๆ กลายเป็นกิ่งไผ่เริ่มพริ้วไหวมากขึ้นตามลำดับ

               จนมาวันหนึ่งเราต้องทำเรื่องราวที่มีชื่อว่า "นักเรียนนักเลง" ผมที่ในขณะนั้นก็ถ่ายทำละคร 3 เรื่องพร้อมกัน ทีมงานส่งข้อมูลมาทางอีเมลก็ไม่ได้เปิดอ่านครับ เพราะไม่มีเวลาและเราก็รู้สึกว่าเริ่มคล่อง เริ่มลื่นไหล พริ้วไหวกับงานพิธีกรแล้ว จึงคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยดูหน้างานแล้วกัน โดยหารู้ไม่ว่าความประมาทนี้เองเกือบจะคร่าชีวิตของผมโดยไม่รู้ตัวครับ...เช้าวันนั้นผมต้องไปสัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่งที่อดีตเคยเป็นนักเรียนนักเลงในยุคโก๋หลังวัง เค้าคนนั้นคือ ปุ๊ กรุงเกษม อดีตนักเลงคุมแกงค์วัยรุ่นย่านกรุงเกษม ที่ในยุคนั้นไม่มีนักเลงคนไหนในพระนครที่ไม่รู้จักชื่อของเขา และทีมงานก็นัดผมที่บ้านของนักร้องชื่อดังท่านหนึ่งคือ พี่แหวน ฐิติมา สุตสุนทร ครับ ผมกับผู้จัดการส่วนตัวหรือเจ้าไปป์ก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปยังบ้านของพี่แหวน ระหว่างทางเจ้าไปป์ก็อ่านข้อมูลไป ผมก็ขับรถไป ซึ่งความจริงมันควรจะเป็นผมที่อ่าน แล้วเจ้าไปป์ขับแต่เพราะในสถานะการณ์ที่เร่งรีบนั้นขืนให้เจ้าไปป์ขับคงถึงเกือบมืด เพราะทั้งขับช้า ไม่ช้าก็หลง ไม่หลงก็เลยหรือไม่ก็อ้อม ถ้าซวยมากถึงกับถูกตำรวจจับก็เคย ผมจึงต้องขับเองจะเป็นการดีกว่า ระหว่างทางมันก็เล่าให้ผมฟังไปเรื่อยๆว่า ปุ๊ กรุงเกษมเป็นใคร..? เรื่องราวในยุค 2499 อันธพาลครองเมืองนั้นเป็นอย่างไร..? สุดท้ายมันก็นั่งชื่นชมให้ผมฟังว่า "พ่อพี่แหวนนี่สุดๆ เลยว่ะ...นักเลงตัวจริง เจ๋งว่ะ...!" ผมฟังมันชื่นชมสักพักเราก็เดินทางมาถึงบ้านพี่แหวนที่มีทีมงานย้อนรอยยืนรอรับอยู่.....ที่หน้าบ้านผมมองเห็นชายวัยหกสิบกว่าๆ รูปร่างสันทัดยืนตัดต้นไม้อยู่ ในมือถือมีด หน้าตาคมคาย ไว้หนวดเล็กๆ ใบหน้าเคร่งขรึมแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กๆสมชายชาตรียืนต้อนรับอยู่ ผมคิดในใจว่านี่คือฮีโร่ของเจ้าไปป์ที่ผมฟังมาตลอดทางแน่ๆ "สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้ทักทาย อีกด้านหนึ่งผมเห็นพี่แหวน ฐิติมา นักร้องขวัญใจผมยืนอยู่....ผมสวัสดี และทั้งสองก็รับไหว้ยิ้มแย้มทักทายอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง..."ผมติดตามผลงานของพี่แหวนมาตั้งนานแต่ไม่เคยทราบเลยนะครับว่า ปุ๊ กรุงเกษมนี่เป็นคุณพ่อของพี่แหวน" ผมพยายามชวนพี่แหวนคุยเพื่อทำความรู้จักก่อนการสัมภาษณ์จะเริ่มขึ้น....แต่เชื่อหรือไม่ครับ พอพูดประโยคนี้จบ พี่แหวนไม่ตอบแถมเดินหันหลังกลับเข้าบ้าน หันไปทางซ้าย พี่ปุ๊ที่ยืนถือมีดหุบยิ้ม กำมีดแน่น แล้วหันไปตัดต้นไม้ต่อทันที ผมสังเกตุเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง หลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจ "เอ๊ะ...หรือวิสัยนักเลง เค้าไม่ให้ทักตอนถือมีดวะ? หรือว่าพี่แหวนแกไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้?" ผมคิดไปต่างๆนาๆ ผ่านไปสักครู่ขณะที่บรรยากาศอึมครึมอยู่นั้น ทีมงานก็ค่อยๆเดินอ้อมมาด้านหลังและกระซิบข้างหูผมเบาๆแบบเหงื่อแตกซิกๆว่า "หนุ่ม....เอ่อ...คือ...ว่า...พี่ปุ๊เค้าไม่ได้เป็นพ่อพี่แหวนนะ...เค้าเป็นสามีพี่แหวนล่ะ" พูดจบทีมงานย้อนรอยก็เดินหนีจากผมและคมมีดพี่ปุ๊ทันที ผมที่หน้าตาแป้นแล้นตอนนี้หน้าน่าจะเหลือแค่นิ้วเดียวเท่านั้น...... พอถึงบางอ้อแล้วว่าพี่ปุ๊ไม่ใช่คุณพ่อแต่เป็นพ่อคุณของพี่แหวนผมจึงมองหาที่มาของข้อมูล ไอ้ไปป์ ผู้ที่เดาสุ่มเอาเองว่าพี่ปุ๊เป็นพ่อ.... ผมหันรีหันขวางมองไปรอบๆก็พบชายชุดดำนั่งยองๆ ดูดบุหรี่อยู่ใกลลิบ ไอ้ไปป์คงคำนวณแล้วว่าบริเวณนั้นคงห่างใกลจากคมมีดพี่ปุ๊และฝีเท้าของพี่หนุ่มแน่่ๆ.... "เออ...ใครๆ เขาก็พูดอย่างนั้นนั่นแหละ" เสียงพี่ปุ๊ลอยมาพร้อมเสียงคมมีดตัดต้นไม้ ฉับ ฉับ "ไป...เข้าไปนั่งในบ้านกัน" พี่ปุ๊เอ่ยชวนทุกคนเข้าบ้าน บรรยากาศเริ่มคลี่คลายผมและทีมงานก็ค่อยๆ ทยอยเข้าบ้านพี่ปุ๊ มีก็แต่เจ้าไปป์ที่หันไปอีกทีคราวนี้ชายชุดดำก็หายตัวไปจากจุดเกิดเหตุแล้ว

               ผมเข้าบ้านแล้วเอ่ยขอโทษขอโพยพี่ปุ๊ พี่แหวนถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น....ทุกคนหัวเราะชอบใจ บรรยากาศการทำงานวันนั้นเป็นไปอย่างสนุกสนาน พี่ปุ๊เป็นผู้ชายที่อบอุ่น น่ารัก ไม่มีเค้าของอดีตนักเลงเก่าตรงไหนเลย จึงไม่แปลกที่นักร้องขวัญใจของผมจะตกหลุมรักเขา พี่แหวนในอีกบทบาทที่เราเห็นในวันนี้ ก็เป็นแม่บ้านที่ทำกับข้าวอร่อยมาก เป็นคุณแม่ของลูกที่น่ารักสมบูรณ์แบบ บนเวทีชีวิตเธอก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ไม่แพ้เวทีนักร้อง...พี่ปุ๊บอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังเหมือนเราได้กลับไปอยู่ในยุค 2499 อันธพาลครองเมืองอีกครั้ง.....จบการสัมภาษณ์ผมและทีมงานร่ำลาพี่ปุ๊ พี่แหวนด้วยความเคารพ พี่ปุ๊มอบหนังสือที่แกเขียนพร้อมลายเซ็นให้ผมเป็นที่ระลึก ซึ่งผ่านมาหลายปีผมยังคงเก็บไว้และจดจำหนังสือเล่มนั้นได้ดี "เดินอย่างปุ๊"

               สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นสำหรับผมมันเหมือนครูที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียนครับ...พี่ปุ๊สอนให้ผมผมรู้จักแยกแยะคำว่า นักเลงที่น่าเกรงขามและน่านับถือ กับจิ๊กโก๋อันธพาลที่คอยเกะกะระรานผู้คนไปเรื่ิอยๆ... และเหตุการณ์นี้มันก็ยังสอนผมให้รู้จักความแตกต่างระหว่างคำว่า มืออาชีพกับมือสมัครเล่น ซึ่งผมบอกกับตัวเองว่าผมจะไม่ยอมเป็นมือสมัครเล่นอีกต่อไป คงกะพันจะต้องเป็นพิธีกรมืออาชีพที่ดี ด้วยการทำการบ้านทุกครั้งก่อนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ ต้องศึกษาข้อมูลทุกอย่างล่วงหน้าด้วยตัวเองเท่านั้น.... และที่สำคัญที่สุดต้องรู้จักคัด กรั่นกรองข้อมูล ไม่เชื่อข้อเท็จจริงใดง่ายๆ อีก "เพราะอาชีพอาจไม่ได้สร้างมืออาชีพ แต่ความเคารพในอาชีพต่างหากที่จะทำให้คุณเป็นมืออาชีพ"

 

.....................................................

(แบบว่า...มืออาชีพ : คอลัมน์ร้อยพบพันเจอ : โดย...มิสเตอร์บางอ้อ )