
เพลงดีๆของยุคอัลเทอร์เนทีฟไทยตอน 3
เพลงดีๆของยุคอัลเทอร์เนทีฟไทยตอน 3 : คอลัมน์ เพลงไทยที่ต้องฟังก่อนตาย โดย... โชคชัย เจี่ยเจริญ
คำว่าเพลงที่ดี ในความหมายของผมคือ เพลงที่มีเสน่ห์อยู่ในตัวเอง มีเสน่ห์สำหรับคนฟัง และแน่นอน สำหรับคนทำงานก็ต้องภูมิใจกับมันด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะมีเนื้อเพลงและทำนองที่ลงตัวแล้ว ฝีมือการเล่นและบันทึกเสียงก็ต้องยอดเยี่ยมตามไปด้วย ที่สำคัญคือฟังแล้วไพเราะ
ครั้งที่แล้วผมพูดถึงเพลงดีผ่านไปแล้ว 10 เพลง (เพลงที่เสนอต่อสาธารณะตั้งแต่ปี 2537 -2542)
ต้องยอมรับว่าเพลงไทยสากลที่ออกในช่วงเวลานั้น เกาะกระแส เพลง Alternative หรือเพลงทางเลือกของฝั่งตะวันตกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เพลงก็เป็น แฟชั่น ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเหมือนกัน ในบ้านเราหากจะจำกัดความคำว่า อัลเทอร์เนทีฟ แล้วคงพอจะบอกได้ว่า เป็นเพลงที่แตกต่างจาก ทั้งการนำเสนอ เนื้อเพลง วิธีการร้อง เพลงกระแสหลัก สร้างงานเอง ไม่เดินตามแบบการโปรโมทเพลงแบบค่ายใหญ่ที่เน้นการโหมโฆษณาหนัก เพื่อให้เพลงติดหูคนฟังโดยเร็ว แต่ ศิลปินอัลเทอร์เนทีฟ ไม่มีงบประมาณในการโปรโมทมากนัก จึงต้องทำเพลงให้แตกต่างน่าสนใจ เพื่อให้เพลงมันทำงานเองมากที่สุด โดยใช้ช่องทางรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์ช่องเพลง ยกเว้นคนฟังเพลงแบบจริงจังที่ติดตม และตามติดผลงานและความเคลื่นไหวในวงการเพลงไทย
เพลง ฝันไป ศิลปิน ธีร์ ไชยเดช อัลบั้ม There พ.ศ.2538
เสียงทุ้ม นุ่มลึก ของหนุ่มใหญ่ เล่นกีตาร์โปร่ง กับเนื้อหาเพลงที่บ่งบอกถึงประสบการณ์ในชีวิต ที่ผ่านวันเวลา ความคิดที่ตกตะกอน การใช้คำที่ไม่ซับซ้อน เสียงร้องคีย์ต่ำ ที่เปล่งออกมา การใช้ภาษาในเนื้อเพลงและทำนองที่กลมกลืน
กีตาร์โปร่งเดินควบคู่ไปกับเปียโนที่เล่นคอร์ดบางๆ โชว์เสียงคอร์ที่กดลิ่มในจังหวะที่โชว์ความงานในระยะพอดี ทำให้เพลงนุ่มนวลและน่าฟังมากขึ้นไปอีก บวกกับเสียงเครื่องเคาะเบาๆ เป็นตัวขับเคลื่อนเพลงไปอย่างลงตัวสวยงาม หลายคนที่คุ้นเคยการฟังดนตรีแบบมากชิ้นมาตลอด อาจไม่คุ้นเคยกับเพลงประมาณนี้ เพราะเพลงลักษณะนี้ใช้สมาธินิดหน่อยในการฟัง ลองสังเกตจากการฟังในช่วงเวลากลางคืน หรือเวลาที่หลายอย่างหยุดนิ่งพอจะได้ยินเสียงความเงียบบ้าง เราจะฟังเพลงได้ไพเราะขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเพลงนี้ หรือเพลงแบบนี้เท่านั้น แต่เพลงหรือศิลปะทุกอย่างก็ใช้สมาธิเป็นตัวเสพความงดงามของมันด้วยเช่นกัน
เพลง องศาที่ต่างกัน ศิลปิน The Must อัลบั้ม อัศวิน ม้าไม้ พ.ศ.2540
มุมของเพลงนี้มีแนวทางที่ชัดเจน แนวเชื่อมั่นในความรัก เชื่อในบุพเพสันนิวาส เพราะหลายคู่รักบนโลกใบนี้ ที่ครองรัก แต่งงานจนมีทายาทกันไปหลายๆ รุ่น นั่นอาจเกิดจากที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และบางทีถึงขั้นว่าไม่น่าจะมีโอกาสมาเจอกันได้เลยในชาตินี้ แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร คนเรายังคงค้นหาคำตอบกันต่อไป บางคนเชื่อว่ามันคือพรหมลิขิต ในขณะที่บางคนเชื่อว่ามันเป็นความบังเอิญที่โชคดี ก็ว่ากันไปตามแต่ความเชื่อของแต่ละคน แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านี้มันมีอยู่จริงและจะมีต่อไป เพราะถึงคนเราอยู่กันละคนพิกัดบนโลก แต่สุดท้ายบางสิ่งบางอย่างก็ทำให้คนสองคนมาเจอกัน
เดอะมัส ร้องเพลงนี้กับกีตาร์โปร่ง แบบเรียบง่าย ไม่มีเสียงจากเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ เข้ามาปะปน เป็นเพลงที่ส่งตรงจากคนหนึ่งถึงคนหนึ่งโดยตรง ชัดเจน โดยไม่มีสิ่งใดมาทำให้ข้อความที่อยากจะสื่อสารไขว้เขว
เพลง เหนื่อย ศิลปิน Friday อัลบั้ม Friday I’m in love พ.ศ. 2540
สำหรับเพลงที่เป็นที่นิยมส่วนใหญ่ของโลกนี้ หนีไม่พ้นเนื้อเพลงที่ใกล้ตัว และกระทบกับความรู้สึกของมนุษย์แบบง่ายที่สุด นั่นคือเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก โดยเฉพาะความรักของหนุ่มสาว
มุมมองหรือฉากสถานการณ์ของเพลงนั้นแทบหาอะไรใหม่ๆ แบบอารมณ์ใหม่จริงๆ นั้น ยากมาก เพราะคนรุ่นก่อนๆ นั้นผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาเกือบหมดแล้ว สิ่งต่างๆ ที่คนรุ่นหลังๆ ต้องทำให้แตกต่างคือ อารมณ์เพลง และการใช้ภาษา
เพลงเหนื่อย เป็นหนึ่งในแนวทางที่ผมเกริ่นไป ความท้อแท้ สิ้นหวัง ระหว่างความสัมพันธ์รักของหญิงและชาย ถูกหยิบยกมานำเสนออีกครั้งในแบบ Friday ฟังแล้วท้อแท้ตามไปได้เหมือนกัน ถึงจะไม่มีสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเองก็ตาม เพราะความลงตัวและสร้างถสานการณ์ รวมถึงการถ่ายทอดอารมณ์ได้แบบกลมกล่อม ฟังทีไร ทำเอาใจหวิวๆ ได้เหมือนกัน
เพลง ผีเสื้อราตรี ศิลปิน เอ รุก สุภารัตน์ อัลบั้ม นายเอ้กับเรื่องราวในกรุงเทพฯ พ.ศ.2540
เพลงหลายเพลงที่มีเสียงประกอบ SFX อยู่ในเพลงหรืออยู่หัวและท้ายเพลงก็ตาม เพื่อเพิ่มจินตนาการถึงฉากนั้นๆ ของเพลงที่ศิลปินต้องการนำเสนอ หากไม่ตั้งใจฟังหรือ เปิดเสียงเบาๆ อาจไม่ใด้ยิน เพลง ผีเสื้อราตรีของ เอ้ ก็เช่นกัน มี ทั้งเสียงฝน เสียงฟ้าร้อง เสียงบรรยากาศในร้านเหล้า เสียงรถมอเตอร์ไซค์ เอ้ เป็นนักเล่าเรื่อง ที่น่าสนใจ ใช้ภาษาสวยๆ บ่อยครั้งเป็นมุมมองที่แแตกต่าง การเล่าเรื่องเพลงนี้เห็นภาพนักดนตรีที่ต้องเดินทางไปเล่นดนตรี ต้องเจอวีรกรรมกับคนหลากหลาย วาทะหยอกล้อ ของคนฟัง เข้าหูบ้าง ไม่เข้าหูบ้าง ก็ต้องสวนกลับกันให้ทัน เสียง เปียโนไฟฟ้า และเครื่องเป่ากลายเป็นเสียงที่สร้างความโดดเด่นให้กับเพลงนี้เป็นอย่างมาก รวมทั้งเสียงประสานเย็นๆ ของ นรีกระจ่าง คันธมาส ก็ทำให้เพลงนี้ลงตัวน่าฟัง ได้อารมณ์หน้าฝน เดินทาง สังสรรค์ ชมดนตรีสด
เพลงนี้อาจไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก ถ้าฟังจากวิทยุ หรือดูจาก TV อย่างเดียว ยกเว้นได้ฟังทั้งอัลบั้ม โดยส่วนตัวผมอยากให้นักฟังเพลงได้ฟังเพลงนี้มากๆ เพราะอรรถรสของเพลงนั้นมีอยู่สูง ฟังแล้วมีความสุขแน่ๆ ครับ
เพลง ไม่มี ศิลปิน P.O.P E.P. Era พ.ศ. 2541
นักดนตรี ฝีมือดีทั้งสองคน ทั้งณัฐพล ศรีจอมขวัญ และมณเฑียร แก้วกำเนิด และนักร้อง นภ พรชำนิ หน้าตาหล่อเหลา สะอาดสะอ้าน สุภาพมากๆ ออกจะขี้อายหน่อยๆ ด้วยซ้ำ และที่สำคัญ นภ ร้องเพลงดี เริ่มเปิดตัวในวงการเพลงโดยได้ร้องเพลง ฤดูที่แตกต่างของบอย โกสิยพงษ์ และหลังจากนั้นรวมตัวกันสร้างงาน E.P. ชุดแรกของวงที่หมายความถึงช่วงเวลาที่ทั้งสามคนได้มาสนุกสนานกับงานดนตรีกัน (period of party)
เพลงแรก จาก E.P. ชุดแรก มีแค่ 5 เพลง เวอร์ชั่นพิเศษอีกสองเพลง และเพลงที่ทำให้คนรู้จักไล่เลี่ยกันมาติดๆ คือเพลง แค่ได้พบเธอ และเพลงนี้คือ ไม่มี ทั้งสองเพลงได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ ในช่วงออกผลงาน ทั้งด้วยตัวเพลงเองที่ลงตัว และภาพลักษณ์ของศิลปิน ที่ดูสะอาด สุภาพ และมีความสามารถ ทำผลงานของ P.O.P ก้าว ข้ามกาลเวลามาถึง 15 ปี
ช่วงนี้เราจะได้พบกันบ่อยขึ้น ในวันพฤหัสทุกสัปดาห์ ไประยะหนึ่ง หากมีเพลงอะไรที่อยากแนะนำแลกเปลี่ยน เชิญได้ตามสบาย ทั้ง Mail และ Facebook เลยนะครับ ขอให้มีความสุขมากๆ กับการฟังเพลงทุกท่านครับ
ชาตินี้ ยังไงก็ฟังเพลงทั่วไป ได้ไม่หมด ขอเลือกเพลงโปรด ฟังก่อนตาย ดีกว่า
.......................................
(หมายเหตุ เพลงดีๆของยุคอัลเทอร์เนทีฟไทยตอน 3 : คอลัมน์ เพลงไทยที่ต้องฟังก่อนตาย โดย... โชคชัย เจี่ยเจริญ)



