
'เด็กมีปัญหาที่ไม่สร้างปัญหา'
"เด็กมีปัญหาที่ไม่สร้างปัญหา" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ
ด.ช.คงกะพัน แสงสุริยะ เป็นเด็กต่างจังหวัดครับ เกิดที่ชุมพร โตมากับสังคมข้าราชการที่สุดแสนจะเรียบง่ายไม่ถึงขั้นสบายแต่ก็ไม่ลำบาก คุณแม่บังเกิดเกล้าผมเป็นแม่หม้ายครับ ถ้าจะพูดให้ดูดีทันสมัยหน่อยก็ซิงเกิลมัม ที่ต้องเรียกอย่างนี้เพราะท่านหย่าร้างกับคุณพ่อของผมตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่คลาสสิกของเหล่าดารานักแสดง คือเข้ากันไม่ได้
หลายครั้งคนชอบถามผมว่า เติบโตในครอบครัวที่แตกแยกเคยรู้สึกขาดความอบอุ่นบ้างไหม? ผมมักตอบแบบไร้เดียงสาว่า ไม่เลย เพราะผมไม่เคยรู้จักว่าเจ้าความอบอุ่นนั้นเป็นอย่างไร? ผมจะรู้สึกขาดมันได้อย่างไร...พอโตขึ้นมาก็คิดได้ว่ามันเป็นความจริง สิ่งไหนที่เราไม่เคยมี เราคงไม่รู้สึกว่ามันขาด เพราะผมยังจำความไม่ได้ในวันที่คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน ผมจึงไม่เคยมีความรู้สึกนั้น รู้แต่ว่าการที่อยู่กับแม่มันคือความสุขที่สุดของชีวิต และมันก็อบอุ่นเพียงพอสำหรับเด็กชายคนนี้แล้ว
ดังนั้นผมขอแนะนำว่า ถ้าครอบครัวไหนแต่งงานกันแล้วมีแพลนจะแยกทางกันก็ขอให้เลิกกันก่อนที่ลูกๆ คุณจะจำความได้นะครับ (ลูกๆ ของคุณจะได้ไม่ขาดความอบอุ่น...) ล้อเล่นนะครับ คุณพ่อผมจะมาเยี่ยมผมเป็นบางครั้งเพราะท่านไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด แต่ที่จะไม่พลาดเลยคือวันเกิดของผม ทุกๆ ปีผมอยากได้อะไร ถ้าของสิ่งนั้นมีราคาสูงผมจะเฝ้ารอให้ถึงวันเกิดเพื่อให้คุณพ่อมาซื้อให้ เนื่องจากท่านทำธุรกิจมีฐานะดีกว่าคุณแม่ผมซึ่งเป็นข้าราชการ อยากได้อะไรฝันก็จะเป็นจริงในวันเกิดผมนั่นเอง แต่การรออะไรในวัยเด็กเป็นปีนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยครับ มันยาวนานเหมือนชาตินี้ชาติหน้ายังไงยังงั้น แต่พอโตขึ้นมาเจ้าสิ่งนี้นี่เองที่สอนให้ผมเป็นคนอดทน ได้ทราบอย่างนี้แล้ว จึงอาจเรียกได้ว่า ด.ช.คงกะพัน เป็นเด็กที่มีแม่ประจำ แต่พ่อไปกลับครับ...
การมีครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน และสังคมโลกใบนี้ก็มักพูดถึงข้อดีของมันต่างๆ นานา ผมก็ได้แต่รับฟัง ได้ยิน รับรู้ โดยหาได้เข้าใจมันจริงๆ ไม่ เพราะไม่เคยสัมผัส แต่ก็รู้ว่ามันคงดี เพราะมีแม่คนเดียวยังสมบูรณ์สุขขนาดนี้แล้วถ้ามีพ่ออีกคนจะเป็นอย่างไร คงสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์ แต่เอาเถอะครับมันผ่านมานานแล้วครับ ผมคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ รู้แต่ว่าการเกิดในครอบครัวที่แตกแยกสำหรับผมมันมีข้อดีมากมาย ซึ่งผมเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ แถมมีประสบการณ์ตรง จึงอยากจะแชร์ให้ฟังครับ
การมีครอบครัวแตกแยกทำให้ผมเหมือนมี 2 ครอบครัวครับ คุณแม่ผมที่ต้องทำงานหนักเลี้ยงลูกคนเดียวจึงต้องมีคนช่วยเลี้ยงแบ่งเบาภาระบ้าง ในบางทีสัปดาห์หนึ่งผมก็ได้อยู่กับฝั่งครอบครัวคุณแม่ มีคุณตา คุณยาย ญาติๆ ลูกพี่ลูกน้องฝั่งคุณแม่ซึ่งเป็นชาวสวน ชาวไร่ ซึ่งบ้านของคุณตาผมอยู่ในไร่กลางป่าเขาที่มีธรรมชาติที่สวยงาม...พออีกสัปดาห์หนึ่ง ผมก็ได้ไปอยู่กับครอบครัวของคุณพ่อซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ก็เช่นเดียวกัน มีคุณปู่ คุณย่า ญาติๆ ลูกพี่ลูกน้องมากมาย ซึ่งทางฝั่งนี้บ้านเขาเป็นครอบครัวคนจีน มีร้านขายของ เป็นโรงงาน มีผู้คนขวักไขว่ ที่สำคัญมีค่าขนมมากมายสำหรับคงกะพัน... การใช้ชีวิตอยู่ใน 2 ครอบครัว 2 วัฒนธรรม นั้นเป็นกำไรชีวิตอย่างมหาศาล ที่ผมต้องขอบคุณคุณพ่อกับคุณแม่ผมที่เข้ากันไม่ได้ในวันนั้นเป็นอย่างมาก มิเช่นนั้นผมก็คงได้อยู่แต่ในครอบครัวของเรา ไม่ได้กระจัดกระจายไปไหนมากนัก...
การมีครอบครัวแตกแยกกลับให้อะไรผมอีกอย่างในชีวิตที่ผมถือว่าเป็นเรื่องดี คือ การที่ทุกคนกลัวว่าผมจะมีปมด้อย จะเป็นเด็กมีปัญหา จึงมารุมทุ่มเทให้ความรัก ความเอ็นดู ดูแลมากกว่าหลานคนอื่นๆ สำหรับผมแล้วมันเหมือนมีพ่อแม่มากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่านัก คิดย้อนกลับไปดูเหมือนชีวิตจะอบอุ่นกว่าหลายคนที่ครอบครัวสมบูรณ์เสียอีกครับ ส่วนการไปอยู่บ้านคุณตานั้น ผมอยู่ในสวน ใช้ชีวิตแบบคนบ้านนอกที่อยู่ในวิถีชีวิตชนบท ยิงนก ตกปลา เล่นน้ำในคลอง นอนกลางดิน กินกลางทราย ดำน้ำแทงปลา ช้อนกุ้ง ปลูกผัก และอีกมากมายที่บรรยายไม่หมด แต่จากชีวิตที่นั่นผมสามารถดำรงชีพในป่าได้ ผมเรียนรู้ที่จะประดิษฐ์สร้างทุกสิ่งจากวัสดุรอบตัว มีความรู้จากธรรมชาติมากมาย ที่นี่สอนให้ผมไม่เคยขยะแขยงเกรงกลัวกับสัตว์ทุกชนิด เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียง แล้วก็เป็นสิ่งที่ติดตัวและผมก็ใช้มันประกอบอาชีพอยู่ในทุกวันนี้ ...ไม่เช่นนั้นผมก็อาจเป็นพิธีกรที่ไม่สมบุกสมบัน ไม่กล้าทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย บ้าบิ่นและอาจพาผู้ชมที่รักของผมไปไม่ถึงบางอ้อก็ได้...ส่วนการอยู่บ้านคุณย่านั้น ผมได้เรียนรู้การค้าขาย การหาเงินในโลกธุรกิจการพาณิชย์ อยู่ในร้านขายของ คิดเงิน เก็บสตางค์ การเจรจาต่อรอง และทำให้เราพบเจอคนทุกประเภท ตั้งแต่เถ้าแก่ ไปจนถึงสองแถว ตังเก หาบเร่ ตำรวจ ขโมยขโจรต่างๆ เป็นอีกโลกที่แตกต่าง แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่สำคัญอย่างมากในชีวิตของผม หลายสิ่งหลายอย่างที่ปู่ย่าสั่งสอนยังก้องอยู่ในใจผมและก็เป็นหลักในการทำธุรกิจให้แก่ผมจนทุกวันนี้......
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าผมได้อะไรหลายอย่างจากครอบครัวที่แยกทาง ไม่นับรวมประสบการณ์ชีวิตที่กล่าวมาข้างต้นครับ คือ รู้จักอดทน อดกลั้น ช่างคิด ช่างสังเกต เพราะการอยู่กับความเงียบงันเพียงลำพังเป็นเวลานานๆ นั้นทำให้คุณต้องเป็นเพื่อนกับทุกสิ่งรอบๆ ตัว รู้จักแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใดและอีกมากมาย แต่มิได้บอกว่าการเป็นเด็กโบรกเค่นโฮมจะดีกว่าเด็กที่ครอบครัวสมบูรณ์นะครับ แน่นอนว่าย่อมดีน้อยกว่า แต่ก็จะมีดีไม่น้อย ถ้าเราไม่คิดว่าเป็นปมด้อย แล้วเอาปัญหาจากสิ่งที่กระทำขึ้นเองในชีวิตมาโทษครอบครัวที่แตกแยกแล้วเรียกตัวเองว่า เด็กมีปัญหา...แต่อยากให้เอาวิกฤติเป็นโอกาส เอาสิ่งที่พลาดมาสร้างพลังให้แก่ชีวิต เพราะการสูญเสียไปซึ่งสิ่งใดคุณจะได้สิ่งหนึ่งกลับคืนมาเสมอ รู้จักมองด้านดีของชีวิต ด้านไม่ดีก็ลืมมันซะหรือคิดถึงมันให้น้อย เพราะ คำว่าเด็กมีปัญหา และปมด้อยนั้น ไม่มีใครกำหนดให้เราได้นอกจากตัวเราเองครับ
.......................................
(หมายเหตุ "เด็กมีปัญหาที่ไม่สร้างปัญหา" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ)



