
เล่นหูเล่นตา:โลภ(2)
โลภ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“ความโลภ” หนึ่งในกิเลสของมนุษย์... มันอยู่กับเราตลอดเวลาและมันจะออกมาเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้า... “ความร่ำรวย" คืออนุสรณ์แห่งความโลภ จะมีใครสักกี่คนบนโลกที่ไม่อยากจะรวย... เมื่อมีคนอยากรวย จึงมีคนดำเนินกิจการเพื่อตอบสนองความอยากนั้น... “การพนัน" คือ เส้นทางหนึ่งซึ่งคนมักจะคิดว่ามันเป็นทางลัดนำไปสู่ความร่ำรวย โดยมีความโลภเป็นตัวปลุกเร้า... ในชีวิตของคนอย่างฉัน ฉันรู้จักมันดีกว่าใคร ตั้งแต่เกิด... ฉันวิ่งเล่นในบ่อนการพนันของอากง ขาไพ่หนุ่ม-สาวยันแก่เฒ่าผลัดกันมาเสี่ยงโชคอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยหวังว่าคงมีสักตาที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะยืนอยู่ข้างๆ พวกเขา ตาแล้วตาเล่า เล่นกันจนแก่ตายคาบ่อนก็เคยมี... กิจการที่ไม่เคยหยุดพักราวกับ "เซเว่น" ที่เปิดบริการตอบสนองความหิวโหยของคนตลอด 24 ชั่วโมง “บ่อน" ก็ตอบสนองความโลภของคนที่หิวกระหายความร่ำรวยตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน...
“อาม้า" เมียหมายเลข 1 ของเตี่ยฉัน นางเป็นทั้งขาไพ่และผู้ดูแลปากท้องของคนในบ่อน บางทีนางจะต้มจับฉ่ายหม้อใหญ่เลี้ยงลูกค้าที่มาเล่น... จากเช้าจรดเย็นยันเช้าของอีกวัน ขาไพ่บางรายก็ไม่ลุกไปไหน จะลุกไปก็แค่ตอนฉี่ตอนถ่าย พอตอนหิวก็กินไปเล่นไป ไม่สนใจว่าวันเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เสียก็แก้มือมันร่ำไป ตาแล้วตาเล่าจนเงินหมดกระเป๋าก็เริ่มหยิบยืมหรือเอาของมีค่าที่ติดตัวไปตึ๊งเอาเงินมาต่อทุน... มีรถขายรถ มีบ้านขายบ้าน! ถ้าเอาเมียแก่ๆ ปากร้ายๆ ที่บ้านมาตึ๊งได้คงทำไปนานแล้ว ! ... สุดท้าย... ก็ไม่มีใครร่ำรวยเพราะการพนันกันสักคนรวมทั้งเตี่ยฉัน! มีเพียงเจ้าของบ่อนเท่านั้นที่รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ... เอ้า... แทงเสีย!... แทงเสีย!
สภาพแวดล้อมในวัยเด็กมักจะหล่อหลอมตัวตนของคนคนนั้น... ฉันเป็นลูกนักการพนัน อยู่ในครอบครัวสายการพนัน แต่กลับพนันขันต่อทั้งถั่วโปไฮโลไพ่ถึงหวยไม่เป็นสักอย่าง... ไม่เชื่อพนันกันไหมล่ะ? ... เมื่อเติบโตได้รับการศึกษาฉันเลือกที่จะเดินคนละเส้นทางกับเตี่ย... ฉันเลือกที่จะหากินด้วยการใช้เสียงแลกกับเงิน แต่ชีวิตก็ยังคงถูกเบี่ยงเบนให้ต้องเข้าไปเดินย้อนรอยบนเส้นทางที่เตี่ยเดินไว้... ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม !
การเป็นนักร้องหากินด้วยการขายเสียง ไม่มีทางเลือกมากนัก แค่ลูกค้ามีเงินจ้างก็ลากสังขารไปร้อง สถานที่จะเป็นที่ใดและจะต้องเจอกับอะไรนั้นสุดแล้วแต่บุญกรรม... ร้องมันไปตามยถากรรม... ในบางทีก็ต้องปลงกับตัวเองว่า... เฮ้อ! บุญบาป
รถตู้ 2 คัน บรรทุกนักดนตรีพร้อมเครื่อง 1 คัน อีกคันบรรทุกนักร้องกับผู้ช่วยและนักดนตรีอีก 2 คนที่น้ำหนักเกินจากคันแรก มีสภาพไม่ต่างจากรถขนหมู! แวะตามปั๊มทั้งฉี่ทั้งกินราวกับมาทัศนาจรกับทางโรงเรียนก็ไม่ปาน... ฉันชอบทุกๆ ที่ที่มีของกิน โดยเฉพาะปั๊มจิฟฟี่ (Jiffy) มีอาหารกล่องสดใหม่หน้าตาดี กำลังกินให้เลือกในราคาถูก ข้าวหอมมะลิเรียงเม็ดสวยมีเหงื่อข้าวออกยังไม่ทันหยิบก็น้ำลายไหลซะแล้ว ใส่กับมาหน่อยนึง หนักเค็มไว้กินกับข้าวก็พอดี อิ่ม... อร่อย... และพอเพียง งั้นฉันเอา 2 กล่อง! ผลไม้บรรจุเป็นซองสะอาดก็น่าสนใจ "สีเกด" ผู้จัดการกินไปหลับไปอย่างมีความสุข... ความสุขของคนอ้วนที่ไม่มีผัว ต้องไม่ใช่เรื่องแต่งตัวเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องกิน! นังนุชนาฎเดินอุ้มท้องที่ไม่มีเด็กอาศัยอยู่ในท้องตะกายลงจากรถไปหาอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทมันทอด ไก่ทอด กินอย่างมีความสุขโดยไม่สนใจเสียงเตือนจากเครื่องชั่งน้ำหนักที่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ... ขึ้นรถมาคราวนี้สังเกตดีๆ จะเห็นรถยวบลงไป ใต้ท้องรถใกล้แตะพื้นเหมือนรถซิ่งโหลดเตี้ย เพราะน้ำหนักหมูทุกตัวที่กินอิ่มท้องจะแตก... แวะอีก 1 ปั๊มไปเอาน้ำออกจากตัวแล้วตรงดิ่งเข้าเขตแดนเขมร... ปอยเปต
รถอัลพาร์ดสีขาวคันงามมาจอดเทียบรอรับนักร้องผ่านแดนอย่างสมศักดิ์ศรี ฉันเดินไปขึ้นรถหรูคันนั้นปรากฏว่าเก้าอี้ที่นั่ง 2 ตัวหน้ามีผู้ชาย 2 คนนั่งขายาวอยู่ก่อนแล้ว... พี่กบ ทรงสิทธิ์ และก้อง สหรัถ... อ่า... ตัวฉันก็ไม่ผอมเพียวเรียวสลิมจนสามารถจะแขม่วพุงแทรกตัวไปนั่งที่นั่งหลังได้ อีผู้ชาย 2 คนนี้ก็ทำหน้าเฉยๆ อือ... กรูกลับไปรถตู้คันเดิมก็ได้ฟะ? ... นี่ถ้าเป็น "สุภาพบุรุษจุฑาเทพ" คาดว่าคุณชายธราธร ปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์ คงจะลุกให้ฉันนั่ง แต่นี่... ไม่ใช่อะค่ะคุณตำรวจ... เรื่องก็เลยเงียบ ! กลับไปนั่งที่เก่าคันเก่าก็เข้าไปถึงเหมือนกัน... พวกเรา พี่กบ ทรงสิทธิ์ ก้อง สหรัถ กบ เดอะวอยซ์ ฉัน นุชนาฎ สีเกด ข้าวตู และวงดนตรีทำหน้าที่ให้คุ้มกับค่าจ้างตอนเที่ยงคืน ผ่านไป 2 ชั่วโมงก็กลับโรงแรม เป็นโรงแรมแต่งหรูหรา มีกาสิโนอยู่ข้างล่างตรงกลางโถง ห้องพักถูกสร้างล้อมส่วนนี้ไว้ พอถึงห้องเปิดผ้าม่านออกจะเห็นเครื่องเล่นการพนันในระดับพื้นฐาน "ตู้สล็อต" วางอยู่เรียงรายและลานตา... นังนุชนาฎพูดขึ้นมาว่า "คุณพี่ดูสิคะ เพื่อนๆ กวักมือเรียกน้องกันใหญ่เลย" ฉันงงกับมัน "อะไรวะนังนุช"... นุชตอบว่า "ผีพนันยังไงล่ะคุณพี่!" คาดว่าที่นี่อย่างไรก็ไม่สวยและยิ่งใหญ่เท่ากาสิโนที่มาเก๊า ที่ที่ฉันกับโก้ มิสเตอร์แซกแมน เคยได้รับการว่าจ้างให้ไปร้องแหงๆ... มาทั้งทีต้องลงไปสำรวจพื้นที่เอาข้อมูลมาเขียนหนังสือ... วันที่ฉันไปเป็นวันศุกร์ คนจากต่างบ้านต่างเมืองทั้งจีนและไทยจะแห่มาเสี่ยงโชคกันเป็นปกติ แต่จะน้อยกว่าช่วงเทศกาลซึ่งคนต้องรอต่อคิวผ่านด่านเข้าเมืองยาวเป็นสิบๆ เมตร... นักเสี่ยงโชคตามตู้สล็อตอยู่ในรุ่นปลดระวาง การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเชื่องช้า เหมือนฆ่าเวลา รุ่นอาแปะ อาอึ้ม อากง อาม่าก็มี เห็นอาอึ้มคนหนึ่งนั่งเล่นสล็อตไปสาวยำวุ้นเส้นเข้าปากไป สายตาจดจ้องอยู่แต่หน้าจอ... ฉันกับสีเกดและนุชนาฎยืนหัวเราะก๊าก ผ่านเข้าไปอีกส่วนเป็นห้องเล่นบาคาร่า และไพ่ต่างๆ สภาพเช่นนี้คุ้นหน้าคุ้นตาฉันเป็นอย่างดี เพราะเคยตามเตี่ยไปตามบ่อนที่แกเล่นตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันไม่ตื่นตากับการพนันแต่ฉันตื่นใจกับคนเล่นมากกว่า บางกลุ่มอายุ 40-50 ยืนลุ้นเพื่อนที่เล่นอยู่คนสองคน ทุกครั้งที่จะเปิดไพ่ คนในกลุ่มจะร้องเพลง...
“ใจสู้หรือเปล่า... ไหวมั้ยบอกมา... โอกาสของผู้กล้า... ศรัทธาไม่เคยท้อ" เป็นทอมตัวกลมน่ารักกันทั้งกลุ่ม ฉันกับลูกน้องก็จะหันไปหัวเราะตามเสียงนั้นทุกครั้ง บางรายก็นั่งหลีกะลิ้มกะเหลี่ยพนักงานแจกไพ่บนโต๊ะ ลุ้นไปหลีไป ..“น่ารักจังเลย!"
หญิงสาวชาวเขมรก็ได้แต่อมยิ้ม นางคงคิดในใจว่า... “ฟอร์มหมาแก่!" บางคนก็มีท่าทางสบายๆ แต่ส่วนใหญ่จะดูเคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง ส่วนบางคนก็เฮฮา ทั้งดื่ม กิน และคุยอยู่ข้างๆ โดยไม่ลงไปเล่น เขาเรียกคนพวกนี้ว่า "ผีข้างบ่อน" น่าจะรวมถึงผู้สังเกตการณ์อย่างฉันด้วย? เดินไปเดินมาสลับกับนั่งคุยกับนักดนตรีจนเกือบเช้า ผีดิบจีนอย่างฉันต้องรีบมุดลงไปนอนในโลงก่อนแดดจะเผาตายซะก่อน มองดูนาฬิกาอีกทีก่อนล้มตัวนอนตอน 06.06 น. ลูกน้องทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนังนุชนาฎ ยังคงเสี่ยงโชคอยู่กับสล็อต ฉันอยากจะร้องเพลงอุทิศให้กับมันสักเพลง... ฉันฮึมฮัมอยู่บนที่นอนว่า... เพลงนี้พี่ให้นุช "ลืมสิ้นทุกสิ่งเคยผูกพัน ลืมกลางคืนกลางวัน ลืม... เวลา...” (เทพธิดาดอย)
.......................................
(หมายเหตุ โลภ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



