
เอกเขนกดูหนัง:'Mud / The Sapphires'
'Mud / The Sapphires' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา คอหนังชาวไทยเดินเข้าออกโรงหนังเป็นว่าเล่น ไม่ใช่แค่ทัพหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดที่เคลื่อนพลให้เราดูแทบจะทุกสัปดาห์ หนังไทยเองก็ไม่น้อยหน้าอวดศักดาคว้าแชมป์หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศไปเรียบร้อย (แต่น่าเศร้าตรงที่ พ้นจาก “พี่มากพระโขนง” แล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหนังไทยเรื่องใดประสบความสำเร็จด้านรายได้อีกเลย) หลังตื่นเต้น ตื่นตากับภารกิจกู้โลกของมนุษย์เหล็กอย่างซูเปอร์แมนใน “Man of Steel”ไปหยกๆ สัปดาห์นี้ “World War Z” หนังกองทัพซอมบี้ก็ตามออกมาบดขยี้เงินในกระเป๋าซ้ำสอง
หากใครเบื่อเสียงระเบิด หรือการต่อสู้เอะอะเอ็ดตะโร ตาลายกับการตัดภาพฉับไวหรืองานภาพแปลกตาอลังการที่สร้างสรรค์ด้วยกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ สัปดาห์นี้มีหนังเล็กๆ ที่น่ารัก ไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ยักษ์ สร้างความเร้าใจ ให้อะดรินาลีนฉีดพุ่งทุกๆนาที แต่หากเป็นหนังที่ดูแล้วทำให้หัวใจพองโต ชี้ชวนให้เห็นแง่ง่ามอันสวยงามในอีกมุมของชีวิต หนังที่ว่าซึ่งอยากแนะนำให้ได้ชมกันในสัปดาห์นี้มี 2 เรื่อง 2 รส เรื่องแรกเป็นหนังอเมริกันจ๋า ที่ว่าด้วยการผจญภัยของสองเด็กน้อยวัย Pre-Teen ที่ย่างเข้าวัยรุ่น แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า มิตรภาพกับชายแปลกหน้าที่พวกเขาพบเจอในช่วงเวลาไม่กี่วัน กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญที่ฝังตรึงอยู่ในใจของพวกเขาไปตลอดกาล เช่นเดียวกับเรื่องราวของ 4 สาวพี่น้องเผ่าอะบอริจิ้นส์ กับการไต่ฝันการเป็นนักร้องของพวกเธอใน “The Sapphires” หนังสัญชาติออสเตรเลียที่ผูกใจคนดูไว้ด้วยเสียงเพลงเพราะๆ ทั้งเพลงคันทรี่และโซล ในยุค 60’s ที่อเมริกันวุ่นวายกับการทำสงครามทั้งภายนอกและภายใน (ภายนอกคือสงครามเวียดนาม ส่วนภายในคือการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของคนผิวสี) แต่ไยเลยที่สี่สาวพี่น้องจะใส่ใจเพราะเธอหาใช่คนอเมริกันไม่ แต่กระนั้นหนังก็ทำเอาน้ำตาซึมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมโลก
ไม่ใช่แค่อยู่ในฐานะหนังดราม่า แต่ทั้ง “Mud” และ “The Sapphires” มีสถานะเป็นหนัง Coming of Age ที่ไม่เพียงนำพาตัวละครก้าวพ้นวัย แต่ยังจูงพวกเขาให้เข้าใจชีวิตและเติบโตทางวุฒิภาวะขึ้นอีกระดับ(ก็แค่ในวัยของพวกเขา หาได้หมายถึงการเข้าใจชีวิตอย่างแตกฉาน อย่างผู้ที่ผ่านโลก ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน แต่อย่างใด) “Mud” มี ‘เอลลิส’ และ ‘เนคโบน’ สองเด็กชายวัย 14 เป็นศูนย์กลางของเรื่อง จากแค่อยากผจญภัยตามประสาเด็กหลังค้นพบเรือยอร์ชต์ขึ้นไปค้างเติ่งคากิ่งไม้บนเกาะกลางแม่น้ำมิสซิสซิปปี้เพราะถูกพายุใหญ่หอบมา แต่กลับพาให้ทั้งคู่ไปรู้จักกับ ‘มัด’ หนุ่มแปลกหน้า ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับคดีฆ่าคนตายที่หนีมาซ่อนตัวรอคอยคนรักที่จะพาหนีไปด้วยกัน ทั้งสามผูกมิตรเป็นเพื่อนรักต่างวัย เพราะพื้นหลังของอีกคน ใกล้เคียงกับชีวิต ณ ปัจจุบันขณะ เมื่อ ‘มัด’ ชายหนุ่มที่ลุ่มหลงและทำทุกอย่างเพื่อคนรัก ส่วน ‘เอลลิส’ เด็กที่เพิ่งรู้จักความรักเป็นครั้งแรก ‘มัด’ อยู่ในสภาพคนจรจัดที่โหยหาและพยายามสร้างครอบครัวกับใครสักคนหรือกระทั่งคนที่เขาเพิ่งรู้จัก ในขณะที่ ‘เอลลิส’ กำลังจะสูญเสียครอบครัว สิ่งที่พวกเขาทำร่วมกันได้ทำให้ทั้งสามเรียนรู้และเข้าใจในความรักและมิตรภาพที่แตกต่างกันไป
เช่นเดียวกับ “The Sapphires” ฉากหน้าคือหนังเพลง ที่ว่า 4 สาวพี่น้อง อยากก้าวพ้นชีวิตน่าเบื่อหน่ายในสังคมชาวอะบอริจิ้นส์ชนพื้นเมืองดั้งเดิมในทวีปออสเตรเลียที่ถูกกดขี่โดยคนผิวขาวต่างๆ นานา ตั้งแต่จำกัดพื้นที่อยู่อาศัย ถูกแบ่งแยกจากสังคม ซ้ำร้ายยังถูกพลัดพรากจากครอบครัวแค่เพราะผิวสี แต่ด้วยพรสววรค์ในการร้องเพลงของ ‘เกล’ ‘ซินเธีย’ ‘จูลี่’ และ ‘เคย์’ ที่ฉุดให้พวกเธอได้การยอมรับขึ้นมาจับไมค์ร้องเพลง ในฐานะนักร้องปลอบขวัญทหารหาญที่ไปรบในประเทศเวียดนาม (มุกตลกที่เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างฉกาจฉกรรจ์อย่างหนึ่งในหนังคือทั้ง 4 สาวแทบไม่รู้เลยว่าเวียดนามอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก เธอรู้แค่ว่าอเมริกาทำสงครามในเอเชีย และเรียกผิดเรียกถูก จำสับสนระหว่างไทยกับเวียดนาม) แม้การเป็นนักร้องปลอบขวัญจะทำให้เธอมีความสุขในสิ่งที่ทำ แต่สิ่งที่พวกเธอพบเจอระหว่างนั้น ทั้งสงคราม ชีวิตของทหารอเมริกันในการสู้รบ ความใกล้ชิดกับผู้จัดการวง ล้วนนำมาซึ่งความสัมพันธ์และการเรียนรู้จักชีวิตในแต่ละแง่มุม แม้สุดท้ายพวกเธออาจไม่ได้เรียนรู้อะไรก็ตาม นอกจากประสบการณ์ชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตของ 4 สาวไปตลอดกาล
“Mud” อาจจะเร้าอารมณ์แบบจริตหนังอเมริกันทั่วไป แต่การใช้สายน้ำเป็นสัญญลักษณ์และนำไปเปรียบกับชีวิตด้วยการใช้เป็นฉากหลังของตัวละครในเรื่องที่ต่างก็ใช้ชีวิตบนแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์ในตัวเองอย่างมหาศาล ไม่ต่างกับ “The Sapphires” ที่ความซื่อตรงและจริงใจของคนทำหนังที่อยากแค่บอกเล่าเรื่องราวความฝันของเด็กสาวอะบอริจิ้นส์อย่างตรงไปตรงมาปราศจากจริตจกร้านซึ่งจริงๆแล้วหนังสามารถทำได้ ตั้งแต่การวิพากษ์สงคราม ด่าอเมริกัน หรือแขวะทัศนคติของการเหยียดผิวที่ไม่ใช่แค่ในอเมริกาแต่รวมถึงออสเตรเลียด้วย
และท้ายที่สุด ทั้งๆ ที่เปิดช่องมาให้ตั้งแต่การเสียชีวิตของดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์แล้ว) และสุดท้าย ทั้ง “Mud” และ “The Sapphires” ต่างเป็นหนังเล็กๆ ที่ทำหัวใจพองโตโดยแท้
.......................................
หมายเหตุ 'Mud / The Sapphires' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



