
เล่นหูเล่นตา:เบิร์ธเดย์เฮฮา(2)
เบิร์ธเดย์เฮฮา (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
การพบปะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แบบไฟลท์บังคับเกิดขึ้นในงานวันเกิดควบกินโต๊ะแชร์ภายใต้ผู้ควบคุมดูแลความวึ่นวือ เวิ่นเว้อ และโกลาหลของกลุ่ม ... “ท็อป ดารณีนุช” ความจริงแล้วนางไม่ใช่ผู้ควบคุมหรอก นางคือตัวก่อความวึ่นวือต่างหาก! เรื่องการจัดงาน สถานที่ อาหาร ของขวัญ เอฟรี่ติงส์ทุกๆ สิ่ง นางคนเดียวที่เป็นคนคิด ที่เหลือก็อือออตาม มิเช่นนั้นจะโดนนางก่นด่าเป็นเวลาหลายชั่วโมง ที่สุดจะต้องจบประโยคที่ว่า ... “กูไม่น่าเริ่มเล้ย ... ปล่อยให้มันทำให้จบๆ ไปก็สิ้นเรื่อง” นางจะเริ่มด่าตั้งแต่ความไม่มีน้ำใจ ไม่รักเพื่อนฝูง ไปจนถึงไม่มีธรรมะ เอาเป็นว่า ... ขุดมาด่าได้ทุกเรื่องล่ะอีนี่ ... ที่สุดแล้วทุกคนจึงเห็นตรงกันว่า ... ปล่อยตามใจมันไปเถอะ!
เมื่อเพื่อนฝูงทยอยกันมาจนครบ จากเสียงที่เคยกระซิบกระซาบก็ดังขึ้น ... ดังขึ้น ... แซ่ด! เป็นโรงงิ้วไฟไหม้ ไล่ไปถึงซ่องแตก มีถ้อยคำแปลกๆ ออกมาเป็นครั้งคราว เสียงหัวเราะไม่เคยขาดหายไปจากวงสนทนาที่มีแต่คนพูด ... ไม่มีคนฟัง! เนื้อหาในการสนทนาเริ่มจากถามสารทุกข์สุกดิบ ความเป็นอยู่ของคนคนนั้น ความห่วงใยไม่หยุดอยู่แค่นั้นเลยไปหา พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก ผัวลูกจ้าง หมาแมวที่บ้าน ผัวเก่าและผัวใหม่ ฯลฯ
“นี่พวกแกไปทำอะไรมา หน้าเด็กลงทุกครั้งที่เจอกัน”
“วุ้ย ... คนละหมอ แต่คอเดียวกัน”
ฟังเฉยๆ ไม่มีคำบรรยายจะทายไม่ถูกว่ามันคุยอะไรกัน คนในกลุ่มฉันรักการ "ทำบุญ” พอๆ กับ "ทำหน้า” ถวายสังฆทาน สร้างพระประธาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร โรงทาน ส้วมสาธารณะ มีอะไรให้ทำทำหมด "หน้า” ก็เหมือนกัน ตอนนี้มาสุดอยู่ที่โบท็อกซ์ควบร้อยไหม ร้อยกันไปครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าคราวหน้าหมอจะร้อยจากราวนมรั้งขึ้นมาถึงตีนผม!
“พี่ๆ ... คนนั้นไปไหนแล้วทำไมไม่มาด้วยกัน”
“เรากินข้าวข้างถนนทุกวันไม่ไหว ... พอกันที! ... หาได้ไม่ดีกว่าเก่าพี่ไม่เอาหรอกคิ้ม”
คุณพี่ท่านนี้คบคนใหม่ไม่นานก็เลิกกันไปเพราะฐานะทางเศรษฐกิจต่างกันราวหน้ามือกับหลังทีน ให้มันรู้ซะมั่งว่า ...เรามันคนมีฐานะ ... ฐานะยากจน! ยังจะมาจนแข่งกับกรูอีก ก็คงต้อง ... พอกันที! แต่กว่าจะพอคงผ่านมาแล้วหลายที (แค่กินข้าวด้วยกันโดยที่เราเป็นคนจ่ายไปหลายทีเท่านั้นแหละค่าคุณตำรวจ)
“นี่ๆ ...พวกมึงจะเอามั้ย? ฉันจะไปซื้อที่ชิ้นใหญ่ที่เชียงใหม่แล้วเอามาสร้างบ้านพักอยู่ด้วยกันตอนแก่ ฉันจะเอาที่มาทำการเกษตรและการครัว”
“ไม่เอาอ่ะ ... กูก้มไม่ไหว หนูเจ็บหลัง” พี่ผัดไทสละสิทธิ์เป็นคนแรก อย่าไปใส่ใจสรรพนามที่พวกเราใช้ เพราะไม่มีการจัดลำดับความอาวุโส เราจัดลำดับตามอารมณ์ ณ เวลานั้นๆ ... เห็นมะ อิฉันเคยบอกคุณตำรวจแล้วว่า ... “อีนี่มันคือความวุ่นวายที่เคลื่อนไหวได้ทุกๆ ที่และทุกๆ เวลา” นี่มันก็ดำริจะซื้อที่ มันคงคิดว่าพวกเพื่อนๆ หาผัวเป็นตัวตนกันไม่ได้แล้ว ไม่มีใครเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า จะทำกิฟท์มดลูกก็แก่เกินกว่าเด็กจะมาเกิด ท็อปเลยรวบหัวรวบหางพวกเราให้วางแผนในอนาคตโดยดับฝันเรื่องผัวไว้ ณ จุดๆ นี้
“ฉันจะทำทางรถเข็น มีห้องกายภาพบำบัด ระบบอีเมอร์เจนซี่ กดกริ่งได้ยินกันหมด” ฮึ! ใครจะได้ยิน ป่านนั้นก็หูตึงกันหมดทุกคนแล้ว (ฉันคิดในใจ)
“ฉันจะรีบทำก่อนที่จะจำพวกมึงไม่ได้” ท็อปแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างหนักแน่น ฉันว่าถ้าตื่นขึ้นมาสักวันแล้วคุณท็อปจำใครไม่ได้เลยจะเป็นวันที่ความวุ่นวายได้สิ้นสุดลงแล้ว!
พี่ผัดไทลุกไปร้องเพลงอีกรอบปล่อยให้พวกฉันฟังท็อปเพ้อต่อถึงโครงการบ้านพักเพื่อนชราหาผัวไม่ได้ต่อไป คราวนี้ร้องได้ไม่ถึง 2 เพลง จู่ๆ ก็ลงกลางเพลง เพราะมองไปเห็นโต๊ะที่ไม่ใช่พวกเราโต๊ะหนึ่ง เขานั่งจู๋จี๋กันอยู่
“อ้าว ... ทำไมพี่ผัดลงเร็วนักล่ะ ทำไมไม่ร้องต่อ” ฝน บุณฑริกถามพี่ผัด
“กูสงสารคู่หนุ่ม-สาวคู่นี้ ... ยังเด็กเหลือเกิน ... กูละอาย” พวกเราหัวเราะก๊ากในความรู้สึกของนางที่แสดงตัวออกมาช้าเหลือเกิน ร้องไปตั้งหลายเพลงเพิ่งรู้สึกละอาย ... เฮ้อ! พี่ผัดไทรักการร้องเพลงเป็นชีวิต แต่ฟ้าลิขิตให้นางมาเป็นนักแสดง ... ฟ้ามีตาแท้ๆ ไม่เช่นนั้นฉันคงต้องสงสารคนฟังจนน้ำตาไหลทุกครั้งที่พี่ผัดร้องเพลง จะว่าไปพี่ผัดไทร้องเพลงลูกกรุงได้ไพเราะมาก ราวกับเกิดมาเพื่อเพลงแนวนี้ ส่วนแนวอื่นๆ อย่าไปพูดถึงเลย ... อิฉันล่ะละอายแทนจริงๆ ค่ะ คุณย่าอ่อน
หมดเรื่องพี่ผัดก็หันมาเรื่องน้ำฝน บุณฑริก อดีตนางเอกที่ผันตัวเองมาเป็นเมียหมอฟัน ซึ่งยังฟันนางไม่เข้าสักที จนต้องไปขอพึ่งความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำกิฟท์เพื่อให้มีลูก
“มันทำยังไงเหรอฝน ไอ้การทำกิฟท์น่ะ” จู่ๆ ก็อยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
“เรื่องมันยาวมากนะคุณพี่ พี่คิ้มมีเวลาฟังหนูเหรอ เอาเรื่องพี่ดีกว่า ... พี่มีผัวรึยัง?”
“ผัวธรรมดาน่ะหาไม่ยาก แต่ผัวรวยๆ น่ะหาไม่ได้ ก็เลยยังไม่มีผัว ... เป็นตัวตน ”
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้คุณพี่ ... หมอจะฉีดฮอร์โมนที่พุงเพื่อให้รังไข่เร่งผลิตไข่ 7-10 วันๆ ละเข็ม พอรังไข่เราผลิตไข่ได้แล้ว หมอก็จะเก็บไข่ด้วยวิธีเปิด ... รูมาตอยด์”
“นังฝน รูมาตอยด์นี่มันคือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายข้อตัวเอง แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับทำกิฟท์เนี่ย” ฉันโวยวายตามประสาคนเคยเรียนสายวิทย์
“พี่ก็ตัดคำว่า มาตอยด์ ออกสิ! ... คือหมอเขาจะเอาเครื่องมือเจาะไข่ออกมาผ่านรูช่องคลอดนั่นแหละ แล้วค่อยมาเลือกเอาไข่ตัวที่สมบูรณ์ฉีดผ่านหน้าท้องกลับไปในท่อนำไข่ข้างละ 2 ฟอง”
“แล้วสเปิร์มล่ะ?” ฉันรีบสวนถามส่วนที่สำคัญที่สุด
“เขาก็จะให้สามีเช้วเว่ว” ฉันระเบิดหัวเราะกับศัพท์บัญญัติตามใจนาง นางหมายถึงช่วยตัวเองนั่นเอง
“ทำที่โรงพยาบาลเลยเหรอ ... จะบ้าเหรอ! ใครจะไปมีอารมณ์ในโรงพยาบาล ทั้งกลิ่น ทั้งบรรยากาศ ไม่น่าสักอย่าง ...”
ฉันยังคงสงสัยต่อ จู่ๆ ท็อปก็สวนขึ้นมาว่า " ผัวมึงดูรูปมึงหรือคนอื่น”
“เขาก็จะมีวิดีโอให้ดู สามีบอกว่าหนังเก่ามาก คราวหน้าจะเอามาเอง!”
“ถ้ายังไม่สำเร็จ กูจะเอาวิดีโอเกย์ไปให้ผัวมึงดู” พี่จี๋ ทอมตัวเล็กตัวป่วนในหมู่เพื่อนแกล้งพูดขึ้นมา กว่าจะไปถึงขั้นตอนสุดท้าย ฝนก็ต้องจอดตอบคำถามทุกป้ายที่เพื่อนๆ แกล้ง ในที่สุดหมอก็คัดสเปิร์ม 50,000-100,000 ใส่ลงไปในท่อนำไข่แต่ละข้างเพื่อให้ผสมกับไข่ 2 ฟองที่ฉีดกลับเข้าไปแล้วรอดูผลต่อไป เสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 300,000 - 380,000 บาท ไม่รับรองผลและโอกาสที่จะติดลูกมีแค่ 30-40% เฮ้อ .. ลูกคนรวยทำไมมันช่างเกิดยากเกิดเย็นเสียเหลือเกิน เสียเงินมากมายเจ็บตัวก็หลายครั้ง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แม้วิวัฒนาการทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่ฉันว่าสุดท้ายก็แล้วแต่วาสนาอยู่ดี ... บุญกรรมที่ทำมาของแต่ละคนคือต้นทุนที่ไม่เท่ากันทำให้คนเราเกิดมาและเป็นไปต่างกัน ... ว่าแล้วพวกเราก็สุมหัวกันทำบุญทุกครั้งที่เจอกัน แม่ชีท็อป ดารณีนุชมักจะเปิดซองมาให้พวกเราได้อนุโมทนาสาธุร่วมกัน ... อยากทำบุญเผื่อชาติหน้าแต่ว่าไม่เอาเพื่อนพวกนี้ได้มั้ย? มันจะตามไปหนวกหูวุ่นวายกันทุกชาติไปรึไง? ... ท็อปเอามาทั้งซองบุญและของต่างๆ ที่จะนำเงินไปร่วมกันทำบุญกับมูลนิธิรามาธิบดี มีทั้งกระเป๋าหิ้ว ร่ม เสื้อ ฯลฯ เห็นแบบนี้นางขายของให้มูลนิธิได้ร่วมล้านแล้ว ตกลงเป็นนักแสดงหรือนักบุญ! โอ๊ต วรวุฒิก็บอกบุญสร้างโรงเรียนให้เด็กยากจนมูลค่าเกือบล้าน พวกเราก็ช่วยกันไป ... สุดท้ายฝน บุณฑริก เปิดกระดาษ A4 ที่ถ่ายเอกสารแบบโง่ๆ มา 1 แผ่น ขอบริจาคเงินสมทบทุนจัดกิจกรรมเล่นกีฬาให้เด็กพิการ ฉันใส่ซองไปแล้วถามคุณนายฝนว่า
“เมิงเคยถามเด็กเขามั่งมะ ว่าเขาอยากเล่นกีฬารึเปล่า? ตกลงแล้วทรมานหรือสันทนาการ”
ในการพบปะทุกครั้งเหมือนตลาดเปิดตอนดึก มีทั้งทำบุญวัด มูลนิธิ สร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างบ้าน เช่าพระ ขายที่ ขายเพชร ขายมรดก (เอาของพ่อแม่มาขาย) บางทีร่ำๆ จะเอาผัวที่ไม่ได้ใช้แล้วที่บ้านมาขาย ... วุ่นวายแต่สนุก กลับมาถึงบ้านเมื่อยปากไปอีก 3 วัน ไม่ค่อยได้คุยเพราะมัวแต่หัวเราะเรื่องของเพื่อนๆ อยู่ ... ตกลงแล้วชาติหน้าฉันต้องกลับมาเล่นแชร์กับคนพวกนี้ใช่ไหม? ... มิน่า ... มันถึงบังคับให้ฉันทำบุญด้วยทุกครั้ง
.......................................
(หมายเหตุ เบิร์ธเดย์เฮฮา (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



