บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:แล้วเราจะพึ่งใคร....

ขบคิดขีดเขียน:แล้วเราจะพึ่งใคร....

11 มิ.ย. 2556

แล้วเราจะพึ่งใคร.... : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หยิงยศ


           กำลังจะจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์เพื่อเขียนต้นฉบับนี้พอดี สาวใช้นางหนึ่งในบ้านก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา หน้าซีดตัวสั่นว่า “ขโมยขึ้นบ้านค่ะ ขโมยค่ะ”

           เฮ้ย เหมือนในละครเลยอ่ะ แต่นี่มันเพิ่งสองทุ่ม ละครคุณชายยังไม่มาเลย ยังไม่ทันจะคิดกลั่นกรองอะไรก็โดนผลักกระเด็นจากสามี เพื่อจะวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ หญิงยศวิ่งตามออกไป เจอกับสาวใช้อีกคนที่ยืนตัวสั่นงกๆ อยู่ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น นางตอบมาว่า กำลังจะเอาน้องหมาไปนอนในห้องส่วนตัวที่อยู่ข้างหลังบ้านก่อนจะออกมาทานข้าวกับสาวใช้คนอื่น นางเดินไปกับน้องหมาและเด็กลูกแม่บ้านอีกคนอายุประมาณห้าขวบ แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไปเท่านั้นแหละ ก็เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถือกระเป๋าสะพายของนางไว้ในมือ เกิดการฉุดกระชากกันอยู่แป๊บนึง จนขโมยเห็นท่าไม่ดีจึงเอากระเป๋าที่ถืออยู่ฟาดเข้ากับหน้าของสาวใช้ก่อนจะวิ่งหนีออกไปทางด้านหลัง

           คุณพ่อและสามีของหญิงยศวิ่งตามไปดูที่กำแพงหลังบ้านก็เห็นร่องรอยการปีนหนีออกไป แต่ใครไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้คงไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวแค่ไหน เราเห็นคุณพ่อและสามีวิ่งไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนร้ายมีอาวุธอะไรหรือเปล่า สิ่งเดียวที่คิดได้คือโทรแจ้งตำรวจ 191 ก็เขาบอกไว้ว่าเหตุด่วน เหตุร้ายให้แจ้ง หญิงยศกดทันที เจอเข้ากับเสียงตอบรับอัตโนมัติที่บอกว่า “ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรับแจ้งเหตุอยู่ กรุณารอสักครู่” (หรืออะไรประมาณนี้) หญิงยศเห็นคนในบ้านวิ่งไปทางโน้นทางนี้ ใจก็ภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์ไม่ดีอะไร รอปลายสายอยู่เกือบสิบนาที คิดว่าขโมยน่าจะออกปากซอยไปแล้วล่ะ ถึงมีเจ้าหน้าที่ตอบมาด้วยเสียงสบายๆ ถามว่าเหตุเกิดแถวไหน เสนาอะไรนะครับ? เสนานิคมหนึ่ง อ๋อ ซอยอะไรนะครับ โอ่โห... ช็อกไปเลยดีกว่า นี่หรือคือการรับแจ้งเหตุร้าย

           เดินรอจนเพื่อนบ้านและพนักงานบริษัทที่อาศัยอยู่แถวๆ นั้นเดินทางมาถึง ก็ยังไม่มีวี่แวว จนเกือบยี่สิบนาทีมีรถยนต์ส่วนตัวแล่นมาจอด พร้อมชายนอกเครื่องแบบสองคน หยิบป้ายตำรวจมาห้อย เดินลงมาถามว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร อ่ะ คงตำรวจสินะ เราก็พาเดินดู ให้สาวใช้มาเล่าเรียงเหตุการณ์ นางก็พยักหน้าหงึกๆ พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันต่างๆ แล้วก็ขับรถออกไป ในขณะที่หญิงยศงงๆ อยู่นั้น สามีของแม่บ้านที่ออฟฟิศหญิงยศก็บอก “นั่นไม่ใช่ตำรวจนะครับ เป็นอาสาสมัคร” เฮ้ย!!! บ้าแล้ว แต่เราไม่เชื่อนะ เราโทรกลับไปถามตำรวจว่าเมื่อกี้ที่ส่งมาคือตำรวจใช่ไหมคะ ตำรวจคนเดิมบอกมาว่า “อ๋อ ไม่ใช่ครับ เป็นอาสาสมัคร” อุ๊ต่ะ อุ่นใจจริงๆ จนสุดท้าย พนักงานของออฟฟิศคนหนึ่งจึงตัดสินใจโทรหาตำรวจที่เคยมาช่วยดูแลความปลอดภัยให้เวลาออฟฟิศมีงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจตัวจริงถึงได้เดินทางมาเพื่อสอบปากคำและลงบันทึกประจำวัน เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงเกือบชั่วโมง...

           บอกกันตามตรงนะคะ ของน่ะไม่หวงเลย แต่ห่วงความปลอดภัยของคนในบ้านมากกว่า พอทวีตข้อความเรื่องนี้ออกไป มีแต่คนทวีตกลับมาว่า ทำใจเถอะค่ะ อยู่ประเทศนี้ต้องดูแลตัวเอง แจ้งคุณสรยุทธเถอะค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ... ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่า เราในฐานะประชาชนจะมีมาตรการการป้องกันและดูแลความปลอดภัยให้ตัวเองได้อย่างไร อย่ามองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ในวันที่โจรชุกชุมยิ่งกว่าเสาไฟฟ้า อย่ารอให้เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยหาทางล้อมคอกนะคะ หากโจรที่บุกบ้านหญิงยศในคืนนี้ไม่ใช่โจรกระจอก แต่เป็นโจรที่พกอาวุธ ถ้ามีคนบาดเจ็บ เราต้องนำส่งโรงพยาบาลเอง ต้องจับตัวขโมยเอง หรือนี่คือคดีขี้ผงที่ไม่ต้องถึงกับส่งตำรวจมาคอยดูแล หรือเราควรต้องดูแลตัวเองจริงๆ ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่มีเบอร์ส่วนตัวของตำรวจที่พอจะรู้จักกัน แล้วจะต้องทำอย่างไร จะแจ้งใคร หรือต่อไปนี้ควรพึ่งพาอาสามัครที่มาพร้อมวอ.สองตัว ไม่ได้มีอาวุธที่จะป้องกันหรือปกป้องเราได้ หรือเราจะพึ่งได้แต่คุณสรยุทธจริงๆ คืนนี้เป็นคืนแรกที่หญิงยศตั้งคำถามนี้กับตัวเองแบบจริงๆ จังๆ ป้องกันคงต้องทำอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุมันยังเกิดเราควรต้องทำตัวกันยังไง ประชาชนตาดำที่เสียภาษีอย่างถูกกฎหมายอย่างเราจะหาคำตอบได้จากที่ไหนกัน

           หันไปเห็นเด็กลูกสาวแม่บ้านตัวน้อยยืนร้องไห้อยู่เพราะความหวาดกลัว เราก็เข้าไปกอดปลอบว่าไม่เป็นอะไรแล้วนะลูก ไม่ต้องกลัวแล้วนะคะ น้องตัวเล็กร้องไห้เข้ามากอดแล้วถามว่า “ตำรวจจับผู้ร้ายได้แล้วใช่ไหมคะ?”

เอวัง.... สินะ
.......................................
(หมายเหตุ แล้วเราจะพึ่งใคร.... : คอลัมน์ ขบคิดเขียนเขียน โดย... หยิงยศ)