บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เบิร์ดเดย์เฮฮา

เล่นหูเล่นตา:เบิร์ดเดย์เฮฮา

10 มิ.ย. 2556

เบิร์ดเดย์เฮฮา : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม


          ภาพภายนอกของฉันดูจะเป็นคนช่างเม้าท์ ชอบเข้าสังคม ... อือ ... ช่าย ... ถูกเฉพาะอันแรก อันหลังผิด ฉันไม่ชอบเจอผู้คนเยอะแยะเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่รักสันโดษ แต่เพราะไม่รู้จะฟังใครก่อนน่ะเซ่! ... โดยปกติเจอใครที่ไหน? เมื่อไหร่? ไม่เคยปฏิเสธคุยมันได้ร่ำไป เมื่อเกิดมาเป็นคนของประชาชนก็ไม่ควรทำให้ใครเสียใจหรือผิดหวัง นักร้องเกิดมาเพื่อทำให้คนมีความสุข (จะถูกใจหรือไม่ก็อีกเรื่อง) ความเป็นกันเองจึงเป็นคุณสมบัติติดตัวอยู่ตลอดเวลา ด้วยสำนึกเสมอว่า "ที่มีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะคนเขาสงสารเมตตา" มีดีแต่เสียงขืนมาทำสวย เริ่ด เชิด หยิ่ง เกรงว่าฉันและครอบครัวจะต้องกินแกลบแทนข้าว และเดินเท้าแทนนั่งรถ ...

          จะชวนคุย ชวนถ่ายรูปได้สะเหิม ถ้าไม่ต้องรีบไปงานต่อ แต่ถ้าจะชวนคุยขอความกรุณาอย่าเริ่มต้นประโยคว่า ... "จำได้มั้ยคะพี่ ที่ ..." ซวยละทีนี้! ลำพังจะจำวันเดือนปี ที่ทาง รวมทั้งเนื้อเพลงยังผิดๆ ถูกๆ วันๆ หนึ่งเจอคนเป็นร้อยเป็นพัน ไหนจะแก่ใกล้วัยทองอีก

          นักร้องอย่างฉันไม่มีเพลงดังเป็นของตัวเองสักเท่าไหร่ วันๆ ต้องร้องเพลงของคนอื่นมันร่ำไป เพลงใหม่เพลงเก่าที่คนเขาอยากฟังก็ต้องจำเอามาร้อง ปีๆ หนึ่งร้องเพลงใหม่ๆ เป็นสิบๆ เพลง บางทีร้องครั้งเดียวแล้วทิ้งเลยก็ยังมี ผิดกับคนที่เขามีเพลงดังของตัวเอง ไม่ต้องจำเพลงคนอื่นมาร้อง ขึ้นคอนเสิร์ตก็ร้องเหมือนเดิม นั่นช่างโชคดีิหลือเกิน ... ฉันไม่อาจโชคดีได้ขนาดนั้น ได้ร้องเพลงทำมาหากินไปวันๆ ก็โชคดีแค่ไหนแล้ว ดังนั้นถ้าฉันจะจำอะไรไม่ได้ก็อย่าได้ถือสาหาความใดๆ ... ก็มันจำไม่ได้จริงๆ นี่นา จะให้แสดง 3-2-1 แอ็คชั่น "จำได้ค่า!" ก็กระไรอยู่ บกพร่องโดยธรรมชาติมันคงจะดีกว่าสมบูรณ์แบบเพราะเสแสร้ง ...
 
          เมื่อฉันก้าวเท้าออกจากบ้าน ฉันเป็นคนของประชาชนที่พร้อมจะเสิร์ฟความสุขให้ตลอดเวลา ชีวิตมันไม่ได้เป็นของฉันทั้งหมดจนกว่าฉันจะก้าวเท้ากลับเข้าประตูบ้านอีกครั้ง ... ฉันจึงทำตามใจตัวเองได้แค่กับคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงที่สนิทกัน

          แต่บางที ... ฉันก็ทำตามใจตัวเองไม่ได้เวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทฝูงใหญ่ ... เพื่อนสนิทที่ฉันมีนอกจาก โก้ มิสเตอร์แซกแมนแล้ว ก็เป็นฝั่งของนักแสดงมีหัวหน้าทีมคือ "ท็อป ดารณีนุช" ตามมาด้วย "ก้อง ปิยะ" และคนอื่นๆ อีก 10 กว่าคน ที่มักจะได้เจอะเจอกันตามงานศพ งานบุญ งานการกุศล งานกินโต๊ะแชร์ และงานวันเกิด ... ซึ่งหลังๆ ท็อปจะเอางานโต๊ะแชร์มารวมกับงานวันเกิดของใครสักคนในดือนนั้นๆ ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเจ้าของวันเกิดที่ชะตากรรมต้องตกอยู่ในมือของนังท็อปหนึ่งวัน ท็อปดูจะมีความสุขและเถิดเทิงเป็นที่สุดราวกับว่านางเป็นเจ้าของวันเกิดเสียเอง ยิ่งหาเหยื่อเจ้าของวันเกิดได้ทุกเดือนนางจะยิ่งพึง (พอใจ) นางจะเป็นโต้โผและเป็นธุระจัดหาทุกสิ่งยิ่งกว่าออแกไนเซอร์ บริษัท โซนิกซ์ ยูธ 1999 จำกัด ที่นางมีหุ้นอยู่กับพี่ก้อง ปิยะ เสียอีก ... เริ่มตั้งแต่รวบรวมเพื่อนฝูง จัดหาสถานที่ ของขวัญ เค้กวันเกิดและเซอร์ไพรส์ต่างๆ เท่าที่นางจะมโนได้ ...
 
          ครั้งแรกที่ฉันจำได้หลายปีมาแล้วคือวันเกิดของ ชุดาภา จันทเขตต์ ซึ่งตอนนี้ผันตัวเองไปเป็นผู้กำกับแล้ว ท็อปถามฉันว่าร้านไหนที่บรรยากาศดี อาหารอร่อย และมีห้องส่วนตัวที่จะสร้างความวุ่นวายร่วมกันได้โดยไม่สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนให้กับลูกค้าอื่นๆ ฉันหาให้แถวหลังสวนเป็นบ้านเรือนไม้สีขาวน่ารัก ท็อปหลอกชุมาเจอที่ร้านแล้วก็ปิดไฟ ดึงพลุกระดาษ (ทำเหมือนในหนังฝรั่งที่ตอนจบของเรื่องตายกันหมดทุกคน) นั่นโน่นนี่จนถึงเวลาตัดเค้ก แกะของขวัญจนจบงาน ฉันเห็นอีนี่สนุกสุดๆ อยู่คนเดียว เจ้าของวันเกิดควักเงินจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มไป 2,000 บาทขาดตัว ฉันยืนทำตาปริบๆ อยู่ข้างๆ นึกในใจว่า ... โชคดีที่ไม่ใช่กรู! จากนั้นพอวันเกิดฉันๆ ก็จะทำเป็นยุ่งๆ เงียบๆ เฉยๆ ประมาณว่าไถนาจนไม่มีเวลาสนใจแม้แต่วันเกิดของตัวเอง เพื่อนๆ ก็เกรงใจไม่กล้าโทรชวนหรือมากวนไปร่วมงาน
 
          ล่าสุด ... ถึงเวลากินโต๊ะแชร์ผสมกับวันเกิดของพี่เจน พี่ที่น่ารักในกลุ่มของเรา ปกติเล่นแชร์ 10 กว่ามือ ฉันจะไปร่วมสัก 2-3 ครั้ง เท่านั้นก็เกินพอ เพราะอีพวกนี้ชอบไปร้านที่มีคาราโอเกะแล้วพวกมันก็ผลัดกันขึ้นมาหอนทำลายพิช (pitch) ในหูของฉันทำให้หูเพี้ยนไปอีก 2-3 วัน งานรวมหัวกันแบบนี้มีสภาพคล้ายกับงานวัดซ้อนงานแฟร์ขายสินค้าหลากหลาย เริ่มจาก ... ท็อปแม่งานมาถึงงานก่อนคนแรกเพื่อจัดการดูแลความเรียบร้อยและรับแขกซึ่งก็คือพวกเพื่อนๆ นั่นแหละ หัวค่ำจะมากัน 2 - 3 คน เพิ่มเป็น 4 - 5 คน จะคุยกันงุ้งงิ้งเบาๆ เหมือนคนมาร่วมเสวนาธรรมกัน จะคุยกันน้อยเพราะมัวแต่กินอาหารที่สั่งกันมาตามใจ ใครอยากกินอะไรสั่ง ไม่มีการบังคับให้กินบุฟเฟ่ต์หรืออาหารที่เจ้าภาพจัดไว้ พออหารอย่างที่ 4 - 5 หมดไป เริ่มมีแรงจะสนทนากัน เสียงจะดังขึ้นกว่าตอนแรก ขณะเดียวกันเพื่อนๆ ก็มาสมทบกันมากขึ้น คราวนี้แหละโรงงิ้วหรือโรงยี่เกแยกกันไม่ออก รู้แต่ว่ามันคุยกันข้ามหัวกันไปมา จับเนื้อหาหรือประเด็นไม่ได้เพราะแซ่ดไปทั้งร้าน! ใครเพิ่งมาถึงก็จะเดินกอดทักทายกันจนครบทุกคน การเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วสงบลงเพราะอีคนมาใหม่ก็สั่งอะไรใส่ปาก ไม่มีปากจะพูดอะไรจนกว่าจะอิ่ม คนที่อิ่มแล้วก็จะหากิจกรรมบันเทิงทำไปไม่สนใจใครว่าจะว่าไง โดยเฉพาะพี่ผัดไท เดินตรงไปที่คาราโอเกะนั่งเก้าอี้แล้วจับไมค์ร้องเพลง ร้องทุกเพลงที่นักดนตรีกำลังร้องอยู่ คีย์ไหนก็ไม่สน "กูจะร้อง" บางเพลงก็เสียงต่ำ เพี้ยนไปมาจนโต๊ะอื่นที่มานั่งทานอาหารหันมามอง นางก็พูดออกไมค์ไปว่า "ขอประทานโทษแขกโต๊ะอื่นด้วยนะคะ”  ฝน บุณฑริก นั่งอยู่ข้างๆ ฉันกระซิบข้างหูว่า " ร้องไปตั้ง 4 - 5 เพลง แล้วเพิ่งนึกออก เลยเวลาจะให้อภัยกันแล้วล่ะ" สักพักพี่ผัดก็เปลี่ยนแนวมาร้องเพลงที่มีเนื้อว่า
 
          “จูบ ... ใครคิดว่าไม่สำคัญ จูบเบาๆ เท่านั้น ทำเอาฉันสั่นไปถึงหัวใจ ...” เสียงไพเราะจับใจ ถูกโน้ต ถูกคีย์ และถูกใจเพื่อนๆ ฝนก็หันมาบอกฉันอีกว่า " ในที่สุดนาง (พี่ผัดไท) ก็หาตัวเองเจอจนได้ นี่หามาตั้งแต่ทุ่มนึงแล้วนะ กว่าจะเจอปาเข้าไป 2 ทุ่มกว่า ...” มีแต่ฉันกับฝนที่สนใจนาง ที่เหลือเขาก็คุยกันขรมไปทั้งร้านจนฉันเริ่มมึนหัว เสียงมันช่างดังซ่าหูยิ่งกว่าเสียงจั๊กจั่นร้องแข่งกันใต้ต้นไม้ใหญ่เสียอีก นอกจากคุยกันสัพเพเหระแล้ว ธุรกิจการค้าก็เริ่มเปิดตลาดขึ้นมาในเวลานี้ ...
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ เบิร์ดเดย์เฮฮา : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)