บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:ยอดมนุษย์เงินเดือน

เอกเขนกดูหนัง:ยอดมนุษย์เงินเดือน

07 มิ.ย. 2556

ยอดมนุษย์เงินเดือน : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          ปีๆ หนึ่ง วงการหนังมีเรื่องที่น่าจดจำเพียงไม่กี่อย่าง นอกจากหนังทำเงินถล่มทลาย หรือหนังฮิตที่เราจำได้และพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ แล้ว ยังหนังที่สร้างกระแสจากเรื่องฉาว ซึ่งความฉาวที่ว่านี้ อาจมาจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องฉาวของนักแสดงในเรื่อง ความฮือฮาของเรื่องราวที่ถูกนำมาสร้างไม่ว่าจะมาจากเรื่องจริงหรือดัดแปลงจากวรรณกรรม โดยความฉาวหรือกระแสเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับตัวหนังว่าจะดีหรือไม่อย่างไร และสุดท้ายคือหนังดีที่ได้รับคำชมล้นหลาม ซึ่งหนังประเภทหลังนี้จะกลายเป็นที่จดจำของคนดูไปอีกนาน
 
          ลองมาเมียงมองดูหนังไทยกันบ้าง ปีๆ หนึ่งมีหนังไทยเข้าฉายราวๆ 50 เรื่อง แต่เป็นที่จดจำหรือพูดถึงคงมีไม่เกิน 5 เรื่อง ปีที่ผ่านมา นอกจาก“ATM เออรักเออเร่อ” จะถูกพูดถึงในฐานะหนังไทยที่ทำเงินสูงสุดของปี “จันดารา ภาคปฐมบท” ถูกพูดถึงในแง่การสร้างความฮือฮาจากการนำเสนอภาพลักษณ์ทางด้านเพศ ทั้งจากเรือนร่างนักแสดง ฉากประกอบกามกิจที่ถูกเน้นย้ำหลายๆ ฉาก ไม่นับรวมการเป็นหนังที่ถ่ายทอดพยายามประเด็นการเมืองเชิงสังวาสจากวรรณกรรมคลาสสิกในอีกมุมมอง และถ้าในแวดวงคนทำหนังอิสระซึ่งมีผู้ชมที่สนใจงานนอกกระแสหลักเฝ้าติดตาม หนังเรื่อง “36” และ “แต่เพียงผู้เดียว” ก็ดูจะได้รับความสนใจและถูกกล่าวขวัญถึงไม่น้อย ปีที่ผ่านมามีหนังไทยดีๆ ที่น่าสนใจอยู่ 2-3 เรื่องซึ่งหลายคนมองข้ามและอาจจะหลงลืมไปบ้างไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก หนึ่งในนั้นคือ “ยอดมนุษย์เงินเดือน”
 
          แม้หนังจะได้ดาราระดับแม่เหล็กอย่าง ‘ติ๊ก’ เจษฎาภรณ์ ผลดี มารับบทนำ และผู้สร้างคือเวิร์คพ้อยท์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ ที่มีสื่อในมือมากมาย ทั้งทีวีที่มีตั้งแต่รายการทีวีเรตติ้งสูงทางช่องฟรีทีวี 3-5-9 และ ThaiPBS รวมถึงเป็นเจ้าของทีวีดาวเทียมช่องเวิร์คพ้อยท์ทีวี มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง สำหรับตีพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊กและนิตยสาร ถือว่ากุมสื่อและมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์หนังของตัวเองเต็มที่ แต่สุดท้าย “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรทั้งในด้านรายได้หรือแม้แต่คว้ารางวัลตามสถาบันต่างๆ อย่างดีก็แค่มีชื่อเข้าชิงในสาขาเล็กๆ อย่างนักแสดงสมทบ
 
          จะว่าไปเรื่องราวของ “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ไม่ได้เป็นหนังไฮคอนเซ็ปต์ ที่มีจุดขายชัดเจนทั้งพล็อต นักแสดง หรือมีหน้าหนังหวือหวา แม้แต่เทรลเลอร์หรือหนังตัวอย่างก็ดูราบเรียบธรรมดาไม่มีช็อตขาย เชื้อชวนให้อยากเข้าโรงไปดูแต่อย่างใด เนื้อหาของหนังก็ธรรมดาๆ ว่าด้วยชีวิตพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือนอย่างที่เห็นกันทั่วไป ที่บางคนทุ่มเททำงานเพื่อหวังผลตอบแทนเป็นโบนัสก้อนใหญ่ บางคนทำงานไปวันๆ โดยไร้จุดหมายในชีวิต พนักงานบางคนตกอยู่ในกระแสนิยมฟุ้งเฟ้อ เงินเดือนชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะมีรายจ่ายยิบย่อยมากกว่ารายได้ คิดแต่หวังรวยทางลัดจากการเล่นหวยหรือไม่ก็พยายามหางานใหม่เพื่ออัพเงินเดือนให้สูงขึ้น หรือบางคนทำงานหนักเพื่อหวังความสุขสบายเล็กๆ เช่น การมีรถยนต์สักคัน
 
          กระทั่งบางคนทุ่มเททำงานอย่างจริงจังเพื่อหวังก้าวหน้าในอาชีพ...พล็อตธรรมดาๆ แบบนี้ ดูเผินๆ อาจจะไม่ได้มีความน่าสนใจ แต่หนัง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” กลับทำให้เราต้องติดตามไปอย่างเพลิดเพลินก็เพราะความสมจริงสมจังและจำลองชีวิตมนุษย์เงินเดือนของคนในเมืองกรุงได้เหมือนชนิดกำลังส่องกระจกมองดูตัวเองอยู่ก็ไม่ปาน ที่สำคัญหนังยังตั้งใจแขวะวิธีคิดแบบทุนนิยม (อาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ที่เหล่าผู้บริหารมักเอารายได้ก้อนใหญ่อย่างโบนัสหรือผลกำไรมาล่อใจให้พนักงานทุ่มเททำงานเต็มที่ แต่สุดท้ายมันก็แค่ฝันหวานที่วาดไว้ และพวกเขาก็พร้อมจะขยำมันทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
 
          ส่วนพนักงานก็รอความหวังครั้งใหม่กับฝันหวานล่อใจต่อไป หากแต่บทส่งท้ายของหนังค่อนข้างทำได้ดี แม้จะไม่มีบทสรุปให้กับคำถามของตัวละครตั้งไว้ในตอนแรก แต่ก็หาทางออกได้อย่างน่าสนใจ เมื่อพนักงานบางคนตัดสินใจออกไปตายเอาดาบหน้ากับองค์กรใหม่ บางคนกลับออกไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเองหรือไม่ก็กลับไปใช้ชีวิตหาเลี้ยงชีพเคียงข้างครอบครัว บางคนก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป บางคนที่ผลจากความทุ่มเทก็พบเจองานใหม่ๆ ที่น่าจะมีอนาคตสดใสรออยู่
 
          หนังไม่ได้ชี้ว่า การเดินออกจากโลกทุนนิยมหรือยุติบทบาทมนุษย์เงินเดือน ด้วยการออกไปประกอบอาชีพอื่นที่ไม่ใช่งานรับจ้างกินเงินเดือน หรือกลับบ้านเกิด หรือหาญกล้าสร้างอาณาจักรธุรกิจเป็นของตนเองจะดีกว่าหรือสร้างความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า แต่หนังบอกเราเป็นนัยๆ ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะเจอเรื่องร้ายๆ หรืออุปสรรคแค่ไหน ถ้าคิดว่าชีวิตยังมีความหวัง เราก็ยังคงออกเดินต่อไปได้ แม้จะเป็นเส้นทางเก่า เส้นทางเดิมที่คุ้นเคยและรู้ว่าหลุมหล่มปลักโคลนตรงไหนที่เคยทำให้เราตกระกำลำบากบางคนก็ไม่ยี่หระเดินในทางสายเก่านั้น บางคนแม้เส้นทางสายใหม่จะไม่คุ้นเคยแต่ก็พร้อมจะออกเดินไปด้วยความหวัง ส่วนบางคนก็เตรียมรับมือกับการทำงานใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย ฉากสุดท้ายที่มนุษย์เงินเดือนแต่ละคนยืนดูพลุไฟที่เปล่งประกายเต็มท้องฟ้าในคืนวันขึ้นปีใหม่ ในสถานที่ต่างๆ กัน ล้วนเป็นภาพที่สื่อความหมายได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว
.......................................
(หมายเหตุ ยอดมนุษย์เงินเดือน : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)