
โลกเปลียนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง29
โลกเปลียนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง29 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน
การวางรากฐานของนักดนตรีไทยในปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าสถาบันการศึกษานั้นมีความสำคัญมากเป็นที่สุด เพราะเนื่องจากการฝึกหัดดนตรีตามบ้านหรือตามสำนักแบบสมัยก่อนนั้นมันค่อยๆหมดลงไปทีละเเห่งจนเกือบจะไม่เหลือให้เห็นในปัจจุบันนี้เเล่ว ดังนั้นเเล้วการฝึกหัดดนตรีปี่พาทย์หรือดนตรีไทยเราก็คงต้องฝากเอาไว้กับคุณครูตามโรงเรียนหรือวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งถ้าเราคิดว่าเป็นเรื่องดีก็ต้องถือว่าใช่เพราะการเรียนการสอนดนตรีไทยถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามโลกในยุคปัจจุบันเเล้วนั้นเเต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีนักดนตรีไทยนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาซึ่งใครๆ ก็มักจะพูดว่า "เราต้องมาช่วยกันอนุรักษ์สืบสานดนตรีไทย" แต่ไม่เห็นมีใครพูดเลยว่า "เราต้องมาช่วยกันสร้างนักดนตรีไทย" เเต่คำที่ผมเขียนมานี้ก็คงใช้ได้กับบุคคลทั่วๆ ไปเท่านั้นครับและไม่สามารถที่จะใช้ได้กับคนที่เป็นครูผู้สอนดนตรีไทยตามโรงเรียนต่างๆ ได้นะครับเพราะว่าเหล่าบรรดาครูตามโรงเรียนต่างๆนั้นที่ผมได้เคยสัมผัสมานั้นต้องบอกว่าพวกเขาเหล่านี้มีอะไรที่น่าเห็นใจเเละสนใจต่างกันออกไปตามสภาพของโรงเรียนครับ
เเละถ้าเราจะให้ความสำคัญต่อการฝึกหัดดนตรีไทยในสถานศึกษากันเเล้วก็เเน่นอนที่สุดใสระดับประถมศึกษานั้นผมคิดว่ามีความสำคัญมากที่สุดเพราะเราจะทราบกันดีว่าการเรียนดนตรีหรือแม้ว่าการเรียนวิชาอื่นๆ ที่ว่าด้วยการปฏิบัติเเล้วนั้น เราปฏิเสธไม่ได้จริงว่าควรจะเริ่มให้เด็กฝึกหัดกันตั้งเเต่ในวัยก่อน 10 ปีวิชาทักษะนั้นใครเรียนก่อนมักจะได้เปรียบและมีโอกาสที่จะเก่งกว่าอย่างเเน่นอนครับ เเต่ที่ผ่านมานั้นตัวผมเองได้สังเกตุการศึกษาในวิชาดนตรีไทยนั้น เรามักจะให้ความสำคัญในระดับสูงมากกว่าในระดับต้นๆซึ่งสังเกตุได้ว่าการเรียนดนตรีไทยหรือแม่กระทั่งดนตรีสากลนั้นในระดับอุดมศึกษานั้นจะมีการจ้างครูในระดับผู้ทรงคุณวุฒิที่สูงๆ ตั้งเเต่ด๊อกเตอร์ ไปจนถึงศิลปินเเห่งชาติก็ยังมี ยังไม่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะมาวิเคราะห์วิจัยการเรียนการสอนดนตรีและพอรองลงมาในระดับมัธยมศึกษา ขอยกตัวอย่างเช่นที่ วิทยาลัยดุริยาคศิลปซึ่งจะเริ่มมีการเรียนการสอนตั้งเเต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งนักเรียนดนตรีที่นี่ก็จะได้รับอนิสงค์จากในระดับอุดมศึกษาคือได้ศึกษากับอาจารย์ในสถาบันเดียวกัน เเต่ถ้าเราลองมาดูในระดับชั้นมัธยมศึกษาล้วนๆ ก็จะมีที่วิทยาลัยนาฏศิลปที่เปิดการเรียนกันทั้งม.ต้นและม.ปลายอยู่ทั้งที่ส่วนกลางเเละส่วนภูมิภาคทั่วประเทศทั้ง8แห่ง เเละรวมถึงโรงเรียนมัธยมสังคีตอีกหนึ่งเเห่งที่เปิดการเรียนการสอนดนตรีไทยเเละสากลที่มุ่งเน้นถึงเรี่องทักษะของการปฏิบัติซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าในระดับชั้นมัธยมก็ยังพอมีเเหล่งสถาบันที่สำคัญให้การฝึกสอนกับเยาวชนที่มีใจรักดนตรีไทยเเละอยากจะฝึกฝนเป็นในรูปแบบอาชีพถึงในโรงเรียนอาจจะไม่มีในระดับผู้เชี่ยวชาญรวมถึงด๊อกเตอร์นักวิชาการหรือเเม้กระทั่งนักวิจัยก็ตามเเต่
พอถึงตรงนี้ก็ถูกเเล้วครับ ผมทราบว่าท่านผู้อ่านทุกท่านกำลังคิดเลยที่ผมเขียนไปเเล้ว ก็คือว่าทำไมถึงไม่มีโรงเรียนแบบวิทยาลัยนาฏศิลปหรือมัธยมสังคีตในระดับชั้นอนุบาลเเละประถมศึกษากันบ้างล่ะครับ ทั้งๆ ที่เด็กในวัยระดับชั้นนี้ เราสามารถที่จะทรึมซับความเป็นนักดนตรีอะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องดนตรีไทย เพียงเเค่พ่อเเม่ผู้ปกครองนั้นอยากให้บุตรหลานของเขานั้นเป็น นักระนาดเอกแบบขุนอิน หรือแม้กระทั่งอยากให้เป็นนักเปียโนระดับโลกก็ส่งมาเข้าเรียนกันตั้งเเต่ในระดับอนุบาลจนถึงประถมไปเลยพอถึงชั้นมัธยมหรืออุดมศึกษาเขาก็จะเป็นนักดนตรีที่มีทักษะสูงกว่านักเรียนนักศึกษาดนตรีไทยในยุคปัจจุบันนี้อย่างเเน่นอน
ความจริงเเล้วในวิธีการที่ผมเขียนมานี้มันก็เป็นหลักของการฝึกหัดดนตรีตามบ้านหรือตามสำนักเเบบสมัยก่อนนั่นเองคือว่ากันตั้งเเต่เล็กๆ ปลูกฝังกันไป ซึ่งในประเทศจีนเขาก็ทำกันไปเนิ่นนานเเล้วครับ และสิ่งที่สำคัญคือในระดับอนุบาลและประถมศึกษานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในระดับด๊อกเตอร์นักวิเคราะห์วิจัยนั้นมาช่วยวางแผนสร้างทักษะให้กับเด็กๆ มากกว่าในระดับอุดมศึกษาด้วยซ้ำไป เพราะเรื่องการวิเคราะห์วิจัยในการเจริญเติบโตของเด็กเล็กนั้นมันเป็นเรื่องที่สำคัญเเละควรกระทำการวิเคราะห์วางแผนเป็นอย่างยิ่งมากกว่าเด็กโตที่เราต้องยอมรับกันว่าในปัจจุบันนี้มันเป็นการเเก้ปัญหากันมากกว่าการเรียนการสอนที่ต่อยอดกันได้ทันทีทันใด
ปัจจุบันนี้เราก็จะเห็นเเต่ท่านด๊อกเตอร์หรือนักวิเคราะห์วิจัยนั้นไปทำงานให้กับระดับอุดมศึกษาไม่เห็นจะมีใครมาวิเคราะห์วางแผนให้กับเด็กอนุบาลเด็กประถมกันสักเท่าไหร่ก็จะมีเพียงเเต่ครูผู้สอนดนตรีเพียงเท่านั้นที่ต่อสู้กันไปตามสภาพบางคนสู้เพื่อเด็กจนชนะ เเต่บางคนสู้เเล้วก็ลาออกดีกว่า อย่างเช่นโรงเรียนบ้านนายสีที่ผมเขียนถึงในฉบับที่เเล้วนั้นสมัยก่อนใช้ถาดขนมปังคุกกี้มาทำเป็นโหม่งให้เด็กตี เเต่เดี๋ยวนี้ ท่านบงกช หมีน้ำเงิน ผู้อำนวยการคนล่าสุดนั้นให้ความสนับสนุนทุกอย่างเป็นอย่างดีแถมมีโครงการดีให้ทำกันอีก เเต่ก็มีโรงเรียนประถมเเห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในย่านไม่ไกลกันนัก เเละครูผู้สอนนั้นมีชื่อว่าครูวันดี สุขนวม ซึ่งตัวผมนั้นเคยเข้าไปถ่ายทำ "รายการห้องนี้ดนตรีไทย" แล้วรู้สึกว่าประทับใจในการสอนของครูท่านนี้ โดยเฉพาะการสอนให้เด็กนั้นขับร้องเพลงไทยเดิม ซึ่งจัดว่าหายากในปัจจุบันนี้ เเต่ตอนนี้เเล้วทราบว่าครูท่านนี้ลาออกไปเเล้ว และคราวนี้เด็กๆ นักร้องเพลงไทยเดิมทั้ง 3คนที่มีเเววดีก็คงต้องเลิกลากันไปโดยปริยายล่ะครับ คิดกันเล่นๆ ว่าถ้ามีโรงเรียนดนตรีในระดับประถมเด็กเหล่านี้ก็คงจะย้ายไปเรียนกันได้ทันทีกันเลยครับ นักวิเคราะห์วิจัยไปไหนกันหมดมาช่วยตรงนี้กันมั่งจะดีกว่าไหมครับท่าน
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลียนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง29 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)



