
หนังโรงเล็ก:'ยังบาว'สนุกพอใช้แต่อบอุ่น
'ยังบาว'สนุกพอใช้แต่อบอุ่น : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ระหว่างความขัดแย้งในจิตใจของศิลปิน กับความเป็นตำนานของ “คาราบาว” สถานะอย่างหลังนี้น่าจะเป็นการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ที่ผู้กำกับอย่าง ยุทธกร สุขมุกตาภา จะเลือก “ทางเดิน” ให้กับหนังของเขา
ที่บอกว่าเลือกได้ง่ายขึ้นเพราะความเป็นคาราบาวมีภาพที่ใหญ่และกว้าง หรือพูดง่ายๆ คือมีวิธีเล่าเรื่องได้หลายอย่าง แต่เมื่อตกลงกันดีแล้ว พล็อตก็เป็นไปตามที่คาดคือ นำเสนอต้นทางและที่มาของการก่อกำเนิดของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่และทำงานนานที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยมีมา (คาราบาวยังคงเล่นคอนเสิร์ต 400 ครั้งต่อปี ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ)
คนเป็นแฟนคาราบาวอย่างจริงจังแบบผมในช่วง 7 อัลบั้มแรก จึงมีความง่ายในการจะนั่งมองว่าหนังจะหยิบอะไรมาเล่น คนที่เติบโตมากับยุค gen X นั้น ไม่ใช่ปัญหาในการเข้าใจ แต่กับ gen Y นี่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องราวในยุคสมัยของเขา (เพราะเนื้อหาสังคมเปลี่ยน แนวทางดนตรีก็จะเปลี่ยนตาม เช่นสมัยก่อนเพลงเพื่อชีวิต แต่ตอนนี้ก็ต้องเคป๊อป)
คงไม่ต้องมาเล่าว่า แอ๊ด เขียว เป็นตัวหลักเริ่มแรกในการตั้งวงเมื่อครั้งเรียนอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะผ่านอุปสรรคและไหลมาสู่การเป็นวงเพื่อชีวิต หนังไม่ทะเยอทะยานเกินตัว (และไม่ควรอย่างยิ่ง) บทจึงเล่าเรื่องตามวันเวลาของมัน โดยสอดแทรกเป็นระยะๆ กับเพลงดังๆ ของคาราบาว ซึ่งตรงนี้ ต้องชมว่าเขาไม่ได้หยิบจับเอาเพลงอะไรมาใส่เข้าไป
เพราะเพลงที่ใส่เข้าไป ก็มีความหมายกับเนื้อหา ทั้งล้อและรับกันไปในตัว เช่น แป๊ะขายขวด ท.ทหารอดทน กัญชา ลุงขี้เมา จะมีที่ใส่ผิดคอนเซ็ปต์ไปก็ 2 เพลงคือ “ทะเลใจ” กับ “เรฟูจี”
หนังทำได้น่าสนใจตรงกับสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ นะครับ และรักษาให้อยู่ในโทนตลกที่ดูง่าย ไม่ใช่งานดราม่าซีเรียสที่ขายความขัดแย้ง ผมได้รู้เพิ่มมาว่า ก่อนที่คาราบาวจะดังนั้น พวกเขาเคยต้องเล่นเป้นแบ็กอัพของคุณสิรินทรา นิยากร มาก่อน และคุณแอ๊ด คาราบาว ได้มีสัมพันธ์ในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะร้างรากันไป
หนังไม่ได้มุ่งลงไปที่ส่วนของธุรกิจนายทุนเจ้าของค่าย ที่เคยมีปัญหาถึงขนาดที่แอ๊ด ต้องออกชุดกัมพูชา เพื่อลบล้างเงื่อนไขบางอย่างในปีนั้น หรือที่น่าหักคะแนนก็คือ เมื่อจะถึงจุดขัดแย้ง หรือ turning point ของหนัง คนดูไม่ได้เคลียร์ว่า คาราบาวทะเลาะอะไรกัน หรืออะไรหรือ ที่เป็นปัญหาตอนนั้น เพราะจู่ๆ การที่แอ๊ด คาราบาว ลุกขึ้นมาบอกว่า
อยากให้สมาชิกทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น มันไม่แรงพอที่เราจะมีอารมณ์ร่วมไปด้วยว่า เขาทะเลาะอะไรกัน (ซึ่งต้องไปล้างใจที่ฟิลิปปินส์)
ผมชอบที่นักแสดงหลายคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างพอใจ แม้ว่าจะรู้สึกขัดๆ อยู่บ้างว่า คาแรกเตอร์ของเล็ก คาราบาว ที่หนังนำเสนออกมานั้น เขาเป็นคนตึงตัง รุนแรง และขวากผ่าซาก ขนาดนั้นจริงแค่ไหน แต่กับบทของ แอ๊ด นั้น ต้องบอกว่า มีความเหมือนจริงทีเดียวโดยเฉพาะ ท่าทาง ทรงผม และวิธีการเขียนเพลง แต่งตัวของเขา
มีบางอย่างที่หนังก็เลี่ยงไปและไม่เสียหายอะไรเช่นการที่ ไพรัช มือเบส จากวงไปนั้น ตามความจริง มันคือสัญญาที่ทำกันไว้ว่า มาเป็นมือแทนชั่วคราว แต่ในหนังอ้างว่า เขาไม่ถนัดทางนี้ขอไปทางลูกทุ่งแทน
ผมคิดว่า “ยังบาว” เป็นหนังสนุกพอใช้นะครับ ครึ่งแรกดีกว่าครึ่งหลัง และอืดไปบ้างในการเล่าเรื่อง แต่เมื่อคิดว่านี่คือหนังใหญ่เรื่องแรกของ อาโจว ยุทธกร มันก็น่าให้กำลังใจสำหรับการทำงานที่ใหญ่แบบนี้ งานโปรดักชั่นเขาเด่นกว่าการเล่าเรื่อง ซึ่งพึ่งพาเพลงเยอะไปหน่อย การใส่เพลงเข้ามามากๆ ทำให้หนังอ่อนลงไปบ้างในครึ่งหลัง
อยากให้หนังได้เงินคุ้มกับที่ลงทุนไป และอยากชวนทุกคนไปดู เพราะนี่คือคาราบาวที่ไม่เหมือนกับเสียงเพลงแห่งเสรีภาพ ที่เคยเป็นหนังในยุค 80 เป็นคนละทางกัน และไม่ขี้เหร่หรือเสียเวลาในการดู ถือว่า ถ้าเป็นมือใหม่กับหนังที่ได้เท่านี้ ก็น่าให้กำลังใจ
แม้อยากจะบอกว่า กิมมิคตอนจบนั้น ตัดออกก็ดีกว่าจะมีอยู่
“ยังบาว” เข้าแล้วพฤหัสที่ 30 พฤษภาคม 2013 หนังที่ใครหลายคนคงฮัมเพลง ร้องเพลงตาม ขณะดูไปด้วยในโรงหนัง
เพราะไม่ว่าคุณจะเติบโตมาในช่วงใดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เพลงของคาราบาวต้องลอยเข้าหูให้ร้องเพลงอย่างน้อย ก็หลายเพลง
.......................................
(หมายเหตุ 'ยังบาว'สนุกพอใช้แต่อบอุ่น : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



