บันเทิง

Fast and the Furious 6 วัฒนธรรมย่อยจนถึงเซกเมนท์

Fast and the Furious 6 วัฒนธรรมย่อยจนถึงเซกเมนท์

24 พ.ค. 2556

Fast and the Furious 6 วัฒนธรรมย่อยจนถึงเซกเมนท์ : คอลัมน์หนังคมชัดลึก ฟาส : โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร

                ระหว่างเดินเล่นอยู่พิคคาดิลลี สตรีทกลางเมืองแมนเชสเตอร์ ในทริปไปส่ง "เฟอร์กี้" วันอำลาน้ำตาท่วมโอลด์แทรฟฟอร์ด ผมเห็นแท็บลอย์ดฉบับหนึ่งบนรถรางหรือ tram ลงสกู๊ปสั้นๆ ว่า Fast and the Furious 6 เป็นงานที่ในมุมหนึ่ง มันประสบความสำเร็จในการเจาะ segment หรือเซกเมนท์ที่เกี่ยวกับกลุ่มคนดูซึ่งรักความเร็วของพาหนะ (โดยไม่จำกัดว่าพาหนะนั้น อาจจะเป็นเครื่องบินรถเก๋งหรือมอเตอร์ไซค์)

               การที่หนังจะตั้งใจหรือไม่ และได้อานิสงส์ของกลุ่มคนดูลงมานั้น มันก็ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงแค่ เพราะในความรู้สึกของผมนั้น การมีเซกเมนท์แล้ว ก็ยังได้ sub-segment มาช่วยอีกจากการแต่งรถให้เป็นแฟชั่น อย่าลืมนะครับ เวลานี้ ทุกแวดวงต่างไม่ได้มองแค่ segment แต่เขาต้องมอง sub-segment เหมือนที่การเงิน บันเทิง อาหารและที่พักอาศัยกำลังมองและ "เล่น" มาพักใหญ่แล้ว (สามารถอ่านไลฟ์สไตล์การเงินแบบ sub-segment ได้ใน GM เล่มปกเขียวที่ผมเขียนไว้)

               ถ้าไม่ซีเรียสว่าต้องเป็นหนังวิเคราะห์เจาะลึกเชิงความคิด ตัว Fast and the Furious ก็ถือว่าเป็นงานที่สร้างตัวมาได้อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อ 12 ปีก่อน หนังเล็กๆ ที่มีชื่อว่า The Fast and the Furious ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "วัฒนธรรมย่อย" ของการแข่งรถนอกกฎหมายทางตะวันออกของลอสแองเจลิส กลายเป็นภาพยนตร์ฮิตม้ามืดในช่วงฤดูร้อน และกวาดรายได้ไป 207 ล้านเหรียญทั่วโลก

               สองปีก่อน Fast Five ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ด้วยรายได้ 86 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่มันจะทำรายได้ 209 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาและกว่า 625 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่าภาคห้าของภาพยนตร์เรื่องใดจะสร้างคำนิยามใหม่ให้กับความคิดสร้างสรรค์และรายได้ของแฟรนไชส์ได้แบบนี้ แต่นับตั้งแต่ภาคสามเป็นต้นมา

               รายได้ของภาคต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และมันก็เพิ่มขึ้นอีกเกือบจะสองเท่าอีกครั้งหนึ่ง

               ตั้งแต่เริ่มต้น ธีมครอบครัวก็เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับความสำเร็จของแฟรนไชส์นี้มาโดยตลอด ในระหว่างการรวมกลุ่มกันอีกครั้ง บรรดานักแสดงก็กลายมาเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันเช่นเดียวกัน นีล มอริทซ์ พ่อทูนหัวของแฟรนไชส์นี้ ได้เฝ้ามองทีมงานของเขาเติบโตขึ้นในระหว่างหลายปีที่ผ่านมานี้ “ครอบครัว Fast

               ได้มาเจอกันและแยกย้ายกันไปตลอดระยะเวลาเกือบ 14 ปี ดังนั้น พวกเขาก็เลยมีความหลังร่วมกัน” เขาเล่า

               “เราสร้างหนังเหล่านี้ ท่ามกลางการเกิดของเด็ก การแต่งงาน ขาขึ้นและขาลงของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทุกคนกลับมาเพราะไม่เพียงแต่พวกเขาจะมีประสบการณ์ดีๆ ตอนสร้าง Fast Five เท่านั้น แต่พวกเขายังรักหนังเรื่องนี้มากพอๆ กับผู้ชมอีกด้วย เราสร้างสิ่งที่พิเศษสุดขึ้นมา และพวกเขาก็อยากจะเห็นว่าเราจะพัฒนามันขึ้นไปได้อย่างไรกับ Six

               เรามีคนที่มีนิสัยและบุคลิกแตกต่างกันไปอยู่ทั่วไปหมด แต่มันก็เวิร์กสำหรับปฏิกิริยาเคมีโดยรวมบนหน้าจอ และความเป็นพี่น้องนอกจอของพวกเขาก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน”

               Fast & Furious 6 เริ่มต้นขึ้นหลังการปล้นที่ริโอเพียงไม่กี่เดือน ในตอนที่ตัวเอกของเราแยกย้ายกันไปทั่วโลกแล้ว ดอมและอีเลนาใช้ชีวิตอยู่บนหมู่เกาะคานารี ร่วมกับไบรอันและไมอา ผู้เพิ่งเป็นพ่อแม่หมาดๆ ในขณะที่คู่ของฮันและจิเซลก็มีความสุขอยู่ในฮ่องกง เทจลงหลักปักฐานอยู่อย่างสบายบนชายหาดในคอสตา ริกา ส่วนโรมัน ผู้รักความสนุก

               ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเลิศหรู เงินหลายล้านเหรียญในธนาคารทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายขึ้นเยอะ แต่ด้วยความที่พวกเขาเป็นนักโทษหลบหนี พวกเขาก็เลยต้องคอยระวังหลังอยู่บ่อยๆ ด้วยความกลัวว่าจะถูกพบตัว

               และอย่างที่บอกว่า นี่ไม่ใช่หนังที่ขายวัฒนธรรมย่อยเท่านั้น มันยังมีเรื่องของสัมผัสของแฟรนไชส์หรือแปลให้ง่ายชึ้นคือ มีสิ่งที่คนดูต้องการเพราะความผูกพันคุ้นชินมาจากภาคก่อนๆ

               นั่นหมายความว่า ไม่ว่าทุกคนในกองถ่ายจะให้การต้อนรับมากแค่ไหน การร่วมงานกับนักแสดงและทีมงานที่สนิทสนมกลมเกลียวกันอยู่แล้วก็อาจเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก ในขณะที่ฮอบส์ได้มือขวาคนใหม่ ดอมเองก็ได้คู่ปรับคนใหม่ใน Fast & Furious 6 เขาก็คือโอเวน ชอว์ ลิน ผู้ต้องการทำให้ทุกสิ่งสั่นสะเทือนอีกครั้ง ต้องการจะดำดิ่งลงไปในความท้าทายใหม่ๆ

               เพื่อผลักดันดอมและลูกทีมของเขาให้ก้าวเข้าสู่สังเวียนที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ลินร่วมมือกับมอร์แกนและดีเซลในการกลับไปสู่ธีมของครอบครัวและความภักดีที่ดอมให้คุณค่ากับมันอย่างเหลือเกิน ตอนนั้นเองที่พวกเขาตัดสินใจนำคู่ปรับ ที่มีคติชีวิตตรงข้ามกับตัวเอกของเรา เข้ามา

               โอเวน ชอว์ บุคคลอันตรายแต่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นอดีตทหารของ บริติช สเปเชียล แอร์ เซอร์วิสเซส (เอสเอเอส) หน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ ชอว์ทิ้งอดีตอันรุ่งโรจน์ไว้เบื้องหลัง และได้รวบรวมทีมทหารรับจ้างฝีมือดี ผู้อยู่เบื้องหลังการปล้นเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งอาจขายได้หลายพันล้านเหรียญในตลาดมืด

               เรียกได้ว่าเขาเป็นวายร้ายที่ร้ายกาจที่สุดเลยล่ะ

               ลินอธิบายถึงบทบาทของชอว์ในบทสรุปนี้ว่า “หนึ่งในเหตุผลสำคัญของผมในการกลับมาสร้างอีกภาคคือการหาคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับโดมินิค โทเร็ตโต้ สำหรับ Fast & Furious 6 ผมอยากจะใช้วิธีใหม่ และสร้างคู่ปรับที่มีคติความนึกคิดตรงข้ามกับดอม ดอมมักเชื่อความรู้สึกของตัวเอง ในขณะที่ชอว์จะเชื่อในการวิเคราะห์ และไม่มีพื้นที่เหลือให้กับจุดอ่อน

               การสามารถพัฒนาแง่มุมสำหรับไอเดียของ ‘ทีม vs. ทีม’ ได้เป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการกลับมา”

               ตอนที่เขาได้พบกับชอว์ ดอมก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นเครื่องจักรเจ้าเล่ห์ที่มีประสิทธิภาพ ผู้ควบคุมตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ชอว์กล่าวอย่างชัดเจนว่าความคิดเรื่องครอบครัวของดอมคือจุดอ่อนของเขาและจะเป็นสิ่งที่นำหายนะมาสู่เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาใช้ประโยชน์จากมันเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ

               มันเป็นคำพูดทรงพลังที่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจในตอนที่เขายืนอยู่ห่างจากดอมเพียงไม่กี่นิ้ว การพบกันครั้งนั้นทำให้ดอมรู้ว่าเขากำลังรับมืออยู่กับใครและทีมของเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

               ผู้ที่รับบทชายผู้มีโฉมหน้าแบบผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วผู้นี้คือลุค อีวานส์ นักแสดงชาวเวลส์ ชอว์ได้ปรากฏตัวในภาคนี้ในฐานะผู้ร้ายที่แตกต่างจากผู้ร้ายคนอื่นๆ ที่ดอม, ไบรอันและทีมของเขาเคยพบเจอมา การแนะนำตัวของอีวานส์กลับกลายเป็นดาบสองคม

               เพราะแม้ว่ามันจะเป็นผลดีสำหรับตัวละคร แต่อีวานส์ก็ไม่มีโอกาสได้พบทีมนักแสดงหลักส่วนใหญ่อย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าการถ่ายทำวันแรกของเขา ฉากแรกของอีวานส์ในวันนั้นคือการเผชิญหน้าที่ตึงเครียด ซึ่งทุกคนในทีมจ้องมองชอว์ผู้ถูกจับใส่กุญแจมือ และแม้ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ เขากลับแสดงถึงความมั่นใจที่เปี่ยมล้นออกมา

               ในฐานะนักแสดง นี่เป็นสถานการณ์สุดยอดที่สามารถเป็นตัวบ่งบอกถึงฉากนั้นๆ ได้เลย แต่ในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ของเรื่อง มันก็เป็นเรื่องที่สั่นประสาทไม่น้อย

               ยังไม่ได้บอกว่าหนังจะดีกว่าภาค 5 หรือไม่

               แต่ถ้าอยากรู้ ต้องไปดูเอาเอง และถ้ายึกเอาตามสูตรของหนังภาคต่อ ที่ภาคยิ่งเยอะ สปีด ความเร็ว จำนวนตัวละครจะต้องยิ่งมาก

               ภาค 6 นี่ คงซิ่งกระจายไม่น้อยกว่า 5 ภาคที่ผ่านมา

 

......................................................

(Fast and the Furious 6 วัฒนธรรมย่อยจนถึงเซกเมนท์ : คอลัมน์หนังคมชัดลึก ฟาส : โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร)