บันเทิง

From Prada to Nada

From Prada to Nada

24 พ.ค. 2556

From Prada to Nada : คอลัมน์เอกเขนกดูหนัง : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

               การจะดัดแปลงหรือ‘ยำ’วรรณกรรมคลาสสิก ให้ประสบความสำเร็จหรือคงคุณค่าของงานดั้งเดิมไว้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และหลายๆ ครั้งมันกลับกลายเป็นความล้มเหลว นำมาซึ่งหายนะแก่ผู้สร้าง รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอไล่หลังตามมาให้เจ็บช้ำน้ำใจ แต่ก็ยังมีผู้กล้าอยากลองเจ็บตัว คิดหาญจะดัดแปลงงานคลาสสิก ให้ออกมาในแนวทางของตนอยู่เสมอ รวมถึงหนังตลกอย่าง “From Prada to Nada”

               ตัวหนังประกาศชัดว่าดัดแปลงมาจากนวนิยายคลาสสิคของประพันธกรสาวชื่อก้องโลก เจน ออสเตน เรื่อง “Sense and Sensibility” (ผู้กำกับรางวัลออสการ์อั้งลี่ เคยนำมาทำเป็นหนังเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งประสบความสำเร็จไปไม่น้อยเพราะได้ทั้งเงิน กวาดทั้งกล่อง) โดยเปลี่ยนช่วงเวลาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2335 ณ ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษจากฉบับนวนิยาย มาสู่ยุค 2011 ในย่านบอยล์ไฮส์ ของคนเชื้อสายละติน ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออกของมหานครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา แต่เนื้อหาใจความหลักๆ ยังคงว่าด้วยสองศรีพี่น้องสาวสวยที่มีชีวิตไฮโซโก้หรู แต่จู่ๆพ่อก็มาตายจากไปทิ้งไว้แต่หนี้สิน จนต้องระเห็จออกมาพำนักอาศัยอยู่กับป้า ก่อนจะได้เรียนรู้ว่าคุณค่าของชีวิตและความรักที่แท้จริงหาได้อยู่ที่ทรัพย์สมบัติศฤงคารแต่อย่างใด

               อารมณ์ของนวนิยายหรือแม้แต่หนังเวอร์ชั่นปี 2538 แตกต่างจากหนังปี 2554 ในชื่อ “From Prada to Nada” อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะช่วง 30 นาที ที่เรื่องหลังสุดนั้น ปรับโทนไปสู่ความเป็นหนังตลกสุดขั้วที่ว่าเล่นกับมุกตลกแปลกที่ต่างถิ่นของสองพี่น้องไฮโซ ที่ต้องมาอาศัยในย่านชาวละตินอเมริกันที่พูดกันแต่สำเนียงสแปนิช หรือกระทั่งชาวบ้านบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วยซ้ำ ชีวิตที่พลิกผันจากคฤหาสน์หรูในเบเวอรี่ฮิลล์ ฝั่งตะวันตก มาสู่ฟากตะวันออกของแอลเอในย่านบอยล์ไฮส์ หนังก็ค่อยๆปรับโทนมาสู่รักโรแมนติก ก่อนจะบิดไปดราม่าเรียกน้ำตาเล็กๆ และจบลงด้วยความน่ารักประทับใจ ทำให้หนังเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะทำมาเพื่อลงดีวีดี หรือเหมาะกับการฉายทางทีวีเรื่องนี้ดูน่าสนใจ และมีอะไรให้ชวนติดตามขึ้นมาบ้าง

               ด้วยความที่ผู้กำกับเป็นคนทำหนังโฆษณาและมิวสิกวิดีโอมาก่อน หนังเรื่องแรกของแองเจิ้ลกราเซียผู้กำกับหนุ่มเชื้อสายเวเนซูเอล่าเรื่องนี้จึงโดดเด่นในเรื่องของงานกำกับศิลป์และงานด้านภาพ ที่สวยระดับน้องๆ หนังโฆษณาทีเดียว แถมด้วยการแสดงที่มีเสน่ห์ของ คามิลลาเบลล์ในบท ‘นอร่า’ น้องสาวหน้าคมผิวเข้มเชื้อสายบราซิลเลียน-อเมริกัน ที่ยังไม่มีโอกาสคว้าบทดีๆ ไว้ในมือได้สักที แม้เรื่องนี้ตัวละครที่เธอสวมบทบาทจะเป็นคนดี น้ำใจงามช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่บทที่แกว่งไปแกว่งมาของหนังเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถผลักการแสดงของเธอให้เฉิดฉายได้ เช่นเดียวกับ อเล็กซา เวก้า สาวน้อยที่หลายคนยังจดจำความน่ารักของเธอได้จากหนังชุด สปายคิดส์ แม้บท ‘แมรี่’ ผู้พี่ ที่การแสดงเธอแบบ เริ่ด เชิด สไตล์สาวไฮโซ จะทำให้เธอดูน่ารักน่าชังน่าหมั่นไส้สักแค่ไหน แต่งานเมคอัพในหนังก็ได้ทำร้ายความสวยของเธอจนไม่เหลือหลอ กลายเป็นสาวหน้าเยินกร้านโลกที่เหมือนจะผ่านงานปาร์ตี้อย่างหนักแทบจะตลอดเวลา (ทั้งๆ ที่ตัวจริงของเวก้า อายุแค่ 24 ปีเท่านั้น และบทหนังก็ไม่ได้ระบุเลยว่าตัวละคร ‘แมรี่’ นั้น ชอบทำตัวเป็นสาวสังคมออกงานอยู่ร่ำไปซะเมื่อไหร่)

               บทหนังที่พยายามจะแทรกประเด็นไว้ให้คมคายในเรื่องของการรู้จักคุณค่าของตัวตนและคนที่รัก (ซึ่งดูเหมือนจะประดักประเดิดและจับยัดลงดื้อๆ ด้วยวิธีที่ไม่ค่อยแหลมคมนัก) แม้จะดูเป็นจุดอ่อนสำคัญในหนัง แต่ทว่างานกำกับศิลป์โดยเฉพาะบ้านช่องห้องหอสีสันฉูดฉาด รวมถึงเสื้อผ้าการแต่งองค์ทรงเครื่องของเหล่าตัวละครแต่ละคน ทำให้บรรยากาศในหนังดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกโข ดนตรีที่ไม่ได้เน้นไปทางละตินมากจนหลุดเข้าไปในดินแดนอเมริกาใต้ ที่ยังรักษาความร่วมสมัยของสำเนียงได้อย่างน่าฟังทำให้หนังดูเพลินในระดับหนึ่งทีเดียว

               สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนทำร้ายความรู้สึกและฆ่าหนังทางอ้อมเห็นจะเป็นใบปิดหรือโปสเตอร์หนัง การจัดวางองค์ประกอบภาพ รวมทั้งชื่อ “From Prada to Nada” ที่พยายามจะเลียนแบบหนังดังอย่าง “The Devil Wears Prada” และหนังตลกที่สร้างมาจากนวนิยายดังอีกเหมือนกันคือ “Confessions of A Shopaholic”ล้วนแต่ทำให้คนที่เห็นภาพดังกล่าวในแว่บแรกรู้สึกว่า หนังน่าจะมาในทางการจิกกัดแวดวงแฟชั่นและสังคมไฮโซ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ตัวหนังกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

               
................................................

(From Prada to Nada : คอลัมน์เอกเขนกดูหนัง : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม