
ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ:ทฤษฎีไอ้อาร์ท
ทฤษฎีไอ้อาร์ท : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน
เมืองไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีของดีที่น่าหวงแหนและเก็บรักษาไว้มากมาย หนึ่งในนั้นคือ วัฒนธรรมครับ คนไทยมีจารีตปฏิบัติที่งดงาม มีน้ำใจ สุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ให้เกียรติ เคารพผู้อาวุโส ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่อาจกล่าวได้ว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก ที่พูดเช่นนี้เพราะปัจจุบันน้องๆ เด็กๆ หลายคนก็อาจหลงลืมวัฒนธรรมดีๆ เหล่านี้ แล้วรับวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วในโลกยุคโซเชียลมีเดีย
ผมมีรุ่นพี่เป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมีลูกกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น มีฐานะดีก็ส่งเรียนต่างประเทศหรือเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก ปิดเทอมลูกเขากลับมาบ้าน บังเอิญเราไปเยี่ยมพอดีก็มีโอกาสเจอกัน รุ่นพี่คนนั้นก็บอกลูกให้สวัสดีผมซึ่งเป็นแขก "จิมมี่ สวัสดีพี่หนุ่มซิลูก" คุณพ่อสั่งลูกซึ่งกำลังเล่นเกมอย่างเมามันเป็นภาษาอังกฤษ แต่เหมือนจิมมี่จะไม่ได้ยิน "คัมมอน จิมมี่ พี่หนุ่มเพื่อนพ่อเค้ามาเยี่ยมบ้านเราแน่ะ เซย์ ฮัลโหล ทู ฮิม" พ่อย้ำอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษเน้นๆ คราวนี้จิมมี่หันมา แล้วยกมือสองข้างมาประกบกันท่วมหัว แบบพี่ป้อมอัสนีทำท่าสวัสดีสูงๆ ทักทายคนดูที่อยู่ระยะไกลบนเวทีคอนเสิร์ตยังไงยังงั้น!!
สำหรับผมนี่อาจไม่เรียกว่า สวัสดีเท่าไหร่นัก ขอเรียกว่า เซย์ไฮ ทักทายบายแฮนด์ แล้วกันครับ! เสร็จแล้วจิมมี่ก็หันไปเล่นเกมต่ออย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสองวินาทีก็มีเสียงมาจากจิมมี่ "โห่ย ชิท แด๊ด ตายเลยอะ! ผมต้องเริ่มใหม่เลย กำลังจะผ่านด่านนี้อยู่แล้ว" จิมมี่โวยวายเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งชิทเป็นคำอุทานไม่สุภาพในภาษาอังกฤษ คงไม่ต้องบอกว่าแปลว่าอะไรทุกคนคงทราบดี แต่ประมาณอุจจาระนั่นแหละครับ... ผมคิดในใจ "มันชิทพ่อมันหรือชิทเราวะเนี่ย เป็นเพราะเรามาทำให้มันตายหรือเปล่า? แต่ไม่เป็นไร คงชิทพ่อมันนั่นแหละ เพราะพ่อมันเรียกไม่ใช่เรา" คิดอย่างนี้แล้วก็สบายใจ
รุ่นพี่ผมชวนไปนั่งที่โซฟาไม่ห่างจากโต๊ะเกมของจิมมี่ ทักทายถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนไทย ผมคุยกับรุ่นพี่ไป หูก็ได้ยินแต่เสียงชิท ชิท ของจิมมี่และซาวนด์ต่อสู้ของเกมที่ลั่นบ้านไปหมดจนแทบจะคุยไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวจิมมี่ก็ชิทซ้าย เดี๋ยวจิมมี่ก็ชิทขวา บ้างก็แดม แดม จนผมคิดในใจว่า ถ้าปวดมากก็จงไปชิทจริงๆ ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวได้มั้ย? ผู้ใหญ่จะได้คุยกันบ้าง) สรุปคุยไม่รู้เรื่องผมจึงหันไปดูทีวีแทน แล้วก็เลือกดูการแข่งขันกอล์ฟเพราะอาศัยดูภาพเอาไม่ต้องฟังเสียงมาก เดี๋ยวเสียงไปกวนพ่อคุณก็ชิทเราอีก!! แต่เด็กก็คือเด็กครับผมเห็นเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็เอ็นดู ไม่ได้โกรธอะไรในใจนึกขำซะมากกว่า ไม่นึกว่าเด็กน้อยที่เราอุ้มมาวันนี้เขาจะโตเป็นหนุ่มที่ชิททั้งวัน ชิททั้งคืน (ชิทจนเต็มบ้านเต็มช่องไปหมดแล้ว) ผ่านไปครู่ใหญ่ ชิทมี่ เอ๊ย...จิมมี่ก็คงเบื่อเกมจึงมาที่โซฟาเพื่อที่จะเสวนากับแขกด้วย เสียงเกมจึงเงียบลง "เฮ้อ สงครามจบแล้ว สบายหูแล้วเรา เออ...จริงๆ ไอ้จิมมี่มันก็น่ารักดีนะ มันรู้มารยาทเหมือนกันนี่หว่า" ผมคิดชื่นชมในใจ"
ยังไม่ทันคิดจบ อยู่ๆ ภาพในทีวี ไทเกอร์ วู้ดส์ที่กำลังเงื้อสวิงตีช็อตสำคัญในหลุมสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นภาพกองทัพต่างดาวบุกโลกมนุษย์ยิงกันสนั่นจอทันที หันไปข้างๆ ก็เห็นเจ้าจิมมี่หยิบรีโมททีวีที่พ่อเขากับผมดูอยู่เปลี่ยนช่องซะงั้น "อันนี้สนุกกว่าพ่อ กอล์ฟน่าเบื่อจะตาย" จิมมี่พูดลอยๆ แล้วกระโดดลอยตัวลงนอนบนโซฟายาวที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับวาดบาทามาพักตรงที่เท้าแขน ระยะทางอาจไม่ใกล้มากแต่ทิศทางของบาทาก็ชี้ตรงมาทางพ่อเขาและเพื่อนพ่อเขาคือผมพอดี ถ้าจะพูดเป็นภาษาวัยรุ่นก็เรียกได้ว่าเต็มตีนครับ ผมไม่รู้จะพูดอะไรจึงแก้เก้อไปว่า "จิมมี่มันโตขึ้นเยอะนะพี่ นี่น่าจะใส่รองเท้าเบอร์ 12 ได้นะเนี่ย?" จริงๆ คิดในใจว่า "ช่วยหันเท้าไปทางอื่นได้มั้ย? ข้าไม่ใช่หมอดูลายเท้านะเว้ย!" เห็นอย่างนั้นรุ่นพี่ผมคงเขินเล็กน้อยจึงพยายามอธิบายเสริมว่า "พอดีลูกพี่เรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก นี่ก็เพิ่งกลับจากอเมริกา บ้านพี่เลี้ยงลูกแบบเพื่อนน่ะ จะได้ใกล้ชิด" ผมแอบคิดในใจ "ครับพี่ใกล้ชิดมาก ชิท ตลอดเลย"
หลังจากที่จิมมี่มานอนเป็นหอยชักตีนอยู่ข้างๆ เสียงเกมเงียบลงก็นึกว่าจะได้คุยกับรุ่นพี่ผมรู้เรื่องสักที แต่คราวนี้ทั้งเสียงปืนเสียงระเบิดในทีวีดังสนั่นหวั่นไหวกว่าเดิม แถมพอไม่เล่นเกม แกคุยโทรศัพท์กับเพื่อน คราวนี้ทั้งแดม ทั้งชิท ทั้งฟัก มากันหมด จนทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านรุ่นพี่ผมคงเต็มไปด้วยเขื่อน อุจจาระ และฟักแฟง แตงโม เต็มบ้านไปหมดแล้ว อยู่ในนี้นานคงจะไม่ได้การแน่ๆ จึงรีบขอตัวกลับบ้านเป็นการด่วน "เอ้า...จิมมี่พี่หนุ่มจะกลับแล้วนะลูก" รุ่นพี่ผมตะโกนบอกให้จิมมี่ลา "เอ่อ ไม่เป็นไรครับพี่ ไม่ต้องกวนน้องหรอกครับ" ผมเอ่ยแบบเกรงใจว่าจะไปขัดจังหวะพ่อคุณเขา เดี๋ยวจะชิทเอาอีก แต่คราวนี้จิมมี่ได้ยิน จึงยกมือไหว้ท่วมหัวสวัสดีลาผมสไตล์เดิมแบบท่านอนปางไสยาสน์ เรียกได้ว่า ไปนอนลา มานั่งไหว้เลยล่ะครับ ตกลงว่าธุระในวันนั้นผมต้องโทรไปคุยกับรุ่นพี่ผมอีกครั้งจึงจะได้ความ
ถามว่าเมื่อเด็กเป็นอย่างนี้แล้วผิดตรงไหน คำตอบคือ ไม่ได้ผิดหรอกครับ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เนื่องจากเขาไม่รู้และไม่เคยถูกสั่งสอนแบบเด็กไทยที่โตและเรียนในโรงเรียนที่สอนให้มีความเป็นไทย อีกทั้งยังไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กอีกจึงไม่ได้ซึมซับมารยาทแบบไทยๆ และรับของฝรั่งมาแบบเต็มๆ ซึ่งเราก็ไม่คุ้นเคย ไม่คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ถ้าเป็นฝรั่งทำก็ดูจะเป็นเรื่องปกติมาก แล้วก็ไม่ได้ตำหนิโรงเรียนอินเตอร์นะครับ เพราะปัจจุบันนี้โรงเรียนอินเตอร์บางที่ก็จะสอนให้เด็กมีความเป็นไทยอยู่มาก อันนั้นขอชื่นชมครับ กรณีของจิมมี่จึงอาจดูขัดหูขัดตาไปบ้างแต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าคนไทยในยุคหน้าทำวัฒนธรรมของเราหล่นหายไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงควรเริ่มต้นเก็บรักษาเสียแต่วันนี้ก่อนจะสายเกินไป ดังนั้นในเรื่องนี้วิธีแก้ไขให้วัฒนธรรมไทยเดินควบคู่ไปกับกระแสโลก กระแสสังคมและกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างสง่าผ่าเผยกลมกลืนนั้น มิสเตอร์บางอ้อขอเสนอ "ทฤษฎีไอ้อาร์ท" ครับ
ทฤษฎีไอ้อาร์ทคืออะไร? เหตุใดจึงมีความสำคัญและสามารถแก้ปัญหาในระดับชาติ? เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ อาร์ท เขาเป็นเด็กเรียนไม่เก่งแต่ขยันขันแข็ง กตัญญูรู้คุณ ช่วยพ่อแม่ทำงาน ตื่นตั้งแต่ตี 3 ไปจ่ายตลาด กลับมาช่วยแม่ขายของจน 8 โมงเช้าแล้วมาเรียน เลิกเรียนก็ต้องกลับไปช่วยแม่เก็บร้านอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน แทบไม่มีเวลาพักผ่อน ช่วงสอบอาร์ทจึงไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย ผมในฐานะที่เป็นเด็กต่างจังหวัดค่าขนมไปโรงเรียนน้อยก็อาศัยข้าวกลางวันของไอ้อาร์ทที่ห่อมาให้นั่นแหละครับประทังชีวิตทุกวัน จึงเป็นที่มาของบุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระ เมื่อเพื่อนต้องทดแทนบุญคุณแม่ ผมก็ต้องทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนของเพื่อนด้วยการ "ให้ลอกข้อสอบครับ" อาร์ทลอกข้อสอบผมตลอดทุกวิชาจนเรียนจบโดยผมไม่เคยรู้สึกอะไรเลย จนกระทั่งวันจบการศึกษา เพื่อนผมซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือแต่กลับมีเกรดเฉลี่ยดีกว่าผม จึงเป็นความสงสัยที่ต้องเอ่ยถามเพื่อนว่าทำไม? เราให้ลอกมาแท้ๆ อย่างเลวร้ายที่สุดเกรดเฉลี่ยของนายเท่ากับเราก็แย่พอแล้ว ดันมามากกว่าเราซะอีก อาร์ททำได้อย่างไร? พอสอบถามเค้นเอาความจริงก็ได้คำตอบแบบยิ้มๆ ปนเขินเล็กน้อยของอาร์ทว่า เค้าลอกผมก็จริงแต่ไม่ได้ตอบเหมือนผมทั้งหมด...ถ้าข้อไหนเค้ามั่นใจเค้าก็จะเอาคำตอบของเขา และถ้าข้อไหนไม่มั่นใจก็จะเอาคำตอบของผม ได้ยินอย่างนั้นแล้วผมก็ถึงบางอ้อทันที! นั่นหมายความว่า สิ่งไม่ดีเขาไม่รับ เขาเลือกรับแต่สิ่งที่ดี จึงเป็นคำตอบของความสำเร็จนี้ และเป็นที่มาของทฤษฎีไอ้อาร์ทและคติสอนใจผมมาจนทุกวันนี้
เช่นเดียวกับวัฒนธรรมจากโลกภายนอกและโลกตะวันตกเราเลือกรับได้ครับ อันไหนดี นำพาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเราก็รับ อันไหนไม่แน่ใจหรือไม่ดีเราก็ไม่ต้องรับ แล้วเราก็จะได้แต่ของดีๆ บวกกับที่มีดีอยู่แล้วก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เป็นประเทศที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมประเพณีที่งดงาม อีกทั้งยังทันสมัยไม่ตกยุคไม่ตกเทรนด์ เหมือนไอ้อาร์ทเจ้าของทฤษฎีที่ไม่เคยตก ผ่านฉลุยทุกสนามสอบยังไงล่ะครับ
.......................................
(หมายเหตุ ทฤษฎีไอ้อาร์ท : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน)



