
'Fast & Furious'มาเต็มแฟรนไชส์ท้านรกภาค6
Fast & Furious มาเต็มแฟรนไชส์ท้านรกภาค6 : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ถ้าหนังที่จะอยู่ในใจคนไม่จำเป็นต้องอัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ เราก็อาจจะบอกว่าภาพยนตร์ที่จะขายตัวเองได้นั้น ไม่จำเป็นต้องบรรจุไปด้วยดาราระดับซุปตาร์ทั้งหลาย ขอเพียงแต่เข้าใจว่า จะมาอย่างไร มาไม้ไหน และเล่นกับความรู้สึกของคนดูอย่างไร
เมื่อ 12 ปีก่อน มีหนังเล็กๆ ที่ชื่อว่า The Fast and the Furious ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "วัฒนธรรมย่อย" ของการแข่งรถนอกกฎหมายทางตะวันออกของลอสแองเจลิส มันกลายเป็นภาพม้ามืดในช่วงฤดูร้อน และกวาดรายได้ไป 207 ล้านเหรียญทั่วโลก
จากภาคหนึ่งมาถึงภาคที่ห้า Fast Five ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ด้วยรายได้ 86 ล้านเหรียญ ก่อนที่มันจะทำรายได้ 209 ล้านเหรียญในอเมริกาและกว่า 625 ล้านเหรียญทั่วโลก ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่าภาคห้าของภาพยนตร์เรื่องใดจะสร้างคำนิยามใหม่ให้กับความคิดสร้างสรรค์และรายได้ของแฟรนไชส์ได้แบบนี้ แต่นับตั้งแต่ภาคสามเป็นต้นมา รายได้ของภาคต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และก็เพิ่มขึ้นอีกเกือบจะสองเท่าอีกครั้งหนึ่ง
ถึงนาทีนี้ ซีรีส์เรื่องนี้ทำรายได้รวมกันอย่างน่าทึ่งถึง 1.5 พันล้านเหรียญจากภาพยนตร์ทั้งห้าภาค ผู้ชมก็ได้เฝ้ารออย่างตื่นเต้นที่จะได้ชมภาคใหม่ที่จะเข้าฉายในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ในโซเชียล มีเดีย จำนวนแฟนที่ติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้และทีมนักแสดงของเรื่องได้เพิ่มมากขึ้นจนมากกว่าแฟนของแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เสียอีก
แม้ว่าการเดินทางของเรื่องนี้จะพิเศษสุดแค่ไหน แม้ว่าสเกลของเรื่องนี้จะใหญ่โตมากขึ้น แต่มันก็ไม่เคยทอดทิ้งกลุ่มผู้ชมหลักไปไหน ฉากสตั้นท์ใหญ่โตขึ้น โลเกชั่นสวยยิ่งขึ้น แต่กุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของแฟรนไชส์คือการสร้างเหตุผลให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและสนใจติดตามเรื่องราว ด้วยความที่ Fast & Furious ยังคงรักษาและสานต่อทุกสิ่งที่พวกเขารักเกี่ยวกับแฟรนไชส์นี้ แฟนๆ ก็เลยยังคงภักดีกับเรื่องราวนี้ขณะที่ตัวแฟรนไชส์เองได้พัฒนาจากภาพยนตร์แข่งรถไปเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ระดับโลก
นับตั้งแต่การโค่นอาณาจักรเจ้าพ่อของดอม (ดีเซล) และไบรอัน (วอล์คเกอร์) ที่ริโอ ซึ่งทำให้ลูกทีมของพวกเขามีเงิน 100 ล้านเหรียญ ฮีโรของเราก็ได้แยกย้ายกันไปทั่วโลก แต่การที่พวกเขาไม่สามารถกลับบ้านและจำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบนอกกฎหมายไปตลอดชีวิตทำให้ชีวิตของพวกเขาไม่สมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน ฮ็อบส์ (จอห์นสัน) ก็กำลังสืบร่องรอยขององค์กรนักซิ่งรับจ้างฝีมือพระกาฬใน 12 ประเทศ โดยผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรนี้ (อีวานส์) ได้รับความช่วยเหลือจากมือขวาไร้ปรานี ที่ถูกเปิดเผยว่าคือ เล็ตตี้ (โรดริเกซ) หญิงคนรักที่ดอมคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งพวกเขาได้คือการเอาชนะพวกเขาในการซิ่ง ฮ็อบส์จึงขอให้ดอมรวมทีมนักซิ่งของเขาในลอนดอน ค่าตอบแทนน่ะหรือ? การอภัยโทษให้กับพวกเขาทั้งหมดเพื่อที่พวกเขาจะสามารถกลับบ้านและไปใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ได้เหมือนเดิม
ภาคที่ 6 ของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ลอยมาอย่างไร้ความหมาย เพราะตั้งแต่เริ่มต้นแฟรนไชส์หนังชื่อนี้ "ธีมครอบครัว" ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับความสำเร็จของแฟรนไชส์นี้มาโดยตลอด ในระหว่างการรวมกลุ่มกันอีกครั้ง บรรดานักแสดงก็กลายมาเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน เช่นเดียวกัน นีล มอริทซ์ พ่อทูนหัวของแฟรนไชส์นี้ ได้เฝ้ามองทีมงานของเขาเติบโตขึ้นในระหว่างหลายปีที่ผ่านมานี้ “ครอบครัว Fast ได้มาเจอกันและแยกย้ายกันไปตลอดระยะเวลาเกือบ 14 ปี ดังนั้น พวกเขาก็เลยมีความหลังร่วมกัน” เขาเล่า “เราสร้างหนังเหล่านี้ ท่ามกลางการเกิดของเด็ก การแต่งงาน ขาขึ้นและขาลงของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทุกคนกลับมาเพราะไม่เพียงแต่พวกเขาจะมีประสบการณ์ดีๆ ตอนสร้าง Fast Five เท่านั้น แต่พวกเขายังรักหนังเรื่องนี้มากพอๆ กับผู้ชมอีกด้วย เราสร้างสิ่งที่พิเศษสุดขึ้นมา และพวกเขาก็อยากจะเห็นว่าเราจะพัฒนามันขึ้นไปได้อย่างไรกับ Sixเรามีคนที่มีนิสัยและบุคลิกแตกต่างกันไปอยู่ทั่วไปหมด แต่มันก็เวิร์กสำหรับปฏิกิริยาเคมีโดยรวมบนหน้าจอ และความเป็นพี่น้องนอกจอของพวกเขาก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน”
Fast & Furious 6 เริ่มต้นขึ้นหลังการปล้นที่ริโอเพียงไม่กี่เดือน ในตอนที่ตัวเอกของเราแยกย้ายกันไปทั่วโลกแล้ว ดอมและอีเลนาใช้ชีวิตอยู่บนหมู่เกาะคานารี ร่วมกับไบรอันและไมอา ผู้เพิ่งเป็นพ่อแม่หมาดๆ ในขณะที่คู่ของฮันและจิเซลก็มีความสุขอยู่ในฮ่องกง เทจลงหลักปักฐานอยู่อย่างสบายบนชายหาดในคอสตาริกา ส่วนโรมันผู้รักความสนุกก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเลิศหรู เงินหลายล้านเหรียญในธนาคารทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายขึ้นเยอะ แต่ด้วยความที่พวกเขาเป็นนักโทษหลบหนี พวกเขาก็เลยต้องคอยระวังหลังอยู่บ่อยๆ ด้วยความกลัวว่าจะถูกพบตัว ลินพูดถึงพัฒนาการตัวละครว่า “ผมตื่นเต้นที่จะได้ล้วงลึกเข้าไปในไอเดียที่ว่า ‘อะไรคือความพึงพอใจที่แท้จริง’ ผมอยากจะพิจารณาความจริงที่ว่า ดอม ไบรอัน และตัวละครทุกตัวต่างก็มีเพื่อน ครอบครัวและทุกอย่างที่เงินสามารถซื้อได้ แต่มันก็ยังคงมีขีดจำกัดบางอย่างที่ยังคงตามหลอกหลอนพวกเขาอยู่...นอกเหนือไปจากความจริงที่ว่าพวกเขามีโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้รับอิสรภาพสมบูรณ์”
ลุค ฮ็อบส์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากส่วนกลางผู้แข็งแกร่ง และคอยตามไล่ล่าตัวเอกของเราอย่างไม่ลดละใน Fast Five เป็นผู้ที่กลับมาและเผชิญหน้ากับลูกทีมของดอมอีกครั้งพร้อมกับข่าวที่พลิกชีวิตของพวกเขา เมื่อฮ็อบส์ได้เผยตัวออกมาในแฟรนไชส์นี้ เขาก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคู่ปรับตัวฉกาจ ที่เข้าคู่ได้ดีกับดอม ผู้เป็นอดีตนักโทษ อย่างไรก็ดีเมื่อเรื่องราวดำเนินไปและต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ฮ็อบส์ก็เริ่มรู้สึกนับถือดอมอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก แม้ในระหว่างที่เขาไล่ล่าดอมอย่างไม่ลดละก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว การช่วยฮ็อบส์จากการถูกยิงก็ทำให้ดอมและไบรอันมีโอกาสหลบหนี พร้อมกับคำเตือนที่ชัดเจนว่าเขาจะคอยจับตามองพวกเขาอยู่เสมอ ทีมผู้สร้างและจอห์นสันรู้ดีว่าการจับดอมและฮ็อบส์ให้มาอยู่ข้างเดียวกันในครั้งนี้จะต้องอาศัยวิธีการที่รอบคอบ พวกเขาต่างก็ต้องการเหตุผลน่าเชื่อ ที่จะทำให้มีเดิมพันสูงพอที่ฮ็อบส์จะยื่นข้อเสนอให้และดอมก็จะตอบรับ ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่อาศัยการเซตเรื่องราวแบบง่ายๆ การร่วมมือใดๆ ก็ตามระหว่างทั้งคู่คงจะไม่เป็นเรื่องง่ายๆ เพราะความหลังของพวกเขาเป็นตัวรับประกันได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว จอห์นสันเล่าถึงการเซตเรื่องขึ้นมาว่า “กุญแจสำคัญของการให้ดอมและฮ็อบส์ร่วมมือกันคือความตึงเครียดจะยังคงปรากฏชัดเจน ทั้งคู่จะได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการจากข้อตกลงนี้ แต่มันก็จะต้องมีความตึงเครียดที่ผู้ชมรู้สึกได้ เพื่อทำให้มันสมจริง” ถ้างั้น ความต้องการที่เหมือนกัน ซึ่งทำให้ฮ็อบส์และดอม จำเป็นต้องร่วมมือกันล่ะ? เมื่อฮ็อบส์ขอความช่วยเหลือจากลูกทีมของดอมในการโค่นโอเวน ชอว์ เจ้าพ่ออาชญากรที่เคยผ่านการฝึกกึ่งทหารมาก่อน ดอมได้รู้ว่าชอว์มีมือขวาที่เขาคาดไม่ถึง และเธอคนนั้นก็คือเล็ตตี้ ฮ็อบส์รู้ดีว่าเล็ตตี้เป็นจุดอ่อนของดอม
และสิ่งที่เขาทำก็ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างดี อย่างไรก็ดีฮ็อบส์ก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ในการจับตัวผู้ร้ายที่หาตัวจับยากอย่างชอว์ เขาจะต้องลงมือปฏิบัติการนอกกฎหมาย และนี่เองที่นำเราสู่หัวใจสำคัญของภาคนี้ ซึ่งก็คือการกลับมาเจอกันอีกครั้งของดอมและเล็ตตี้ รวมไปถึงดีเซลและโรดริเกซด้วย ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักกันระหว่างการถ่ายทำภาคแรกของแฟรนไชส์นี้ และความสัมพันธ์นั้นก็งอกเงยขึ้นในช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้น ดีเซลกล่าวว่า “มันมีอะไรบางอย่างที่พิเศษสุดเกี่ยวกับดอมและเล็ตตี้ ที่ก้าวไปไกลกว่าการที่ผมรับบทนี้หรือการที่มิเชลล์รับบทนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นความรักที่ได้รับการบ่มเพาะ และมันก็มีความแข็งแกร่ง การที่มันอยู่ผิดฟากฝั่งของถนนคือสิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก” นอกเหนือจากความงามของเรื่องราวนี้แล้ว ความรักที่แตกสลายและความสิ้นหวังในการไม่สามารถทำให้ความรักนั้นกลับคืนมาได้ คือมุมง่ายงามของหนังเรื่องนี้ ที่เร้นและซ่อนให้คนดูได้ค้นหา นอกจากความเร็วที่เล่าผ่านยนตรกรรมแห่งแฟชั่น
.......................................
(หมายเหตุ Fast & Furious มาเต็มแฟรนไชส์ท้านรกภาค6 : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



