
เอกเขนกดูหนัง:ขบวนหนังในวันที่ตั๋วแพง
ขบวนหนังในวันที่ตั๋วแพง : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
แม้จะมีการตั้งคำถามถึงราคาค่าตั๋วหนังที่สูงเกินไป จนเกิดวิวาทะเล็กๆ ส่งแรงกระเพื่อมน้อยๆ (ถึงน้อยมากๆ) ในสังคมไทยเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน และผลลัพธ์ที่ตามมา อาจจะเป็นเพียงแค่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(ส.คบ.)เรียกผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์เข้าหารือ (ซึ่งเราก็พอรู้คำตอบล่วงหน้าว่า คงไม่มีการปรับราคาใดใดเกิดขึ้นแน่นอน)แต่อย่างน้อย ก็เป็นสัญญาณว่า เสียงของคนดูหนังในฐานะผู้บริโภค ก็สามารถส่งไปถึงผู้ประกอบการได้ หากเรารวมตัวกันส่งสัญญาณร้องเตือนว่า เขาเหล่านั้นกำลังเอาเปรียบลูกค้าของตนอยู่
ท่ามกลางเสียงบ่น บางคนถึงกับก่นด่าว่า ค่าตั๋วหนังแพง (ถึงขนาดติดอันดับโลก) แค่ไหนก็ตาม แต่รายได้หนังที่เข้าฉายในบ้านเราปีนี้ค่อนข้างดี โรงหนังเก็บเงินเป็นกอบเป็นกำ เป็นปีที่มีการสร้างสถิติหนังทำเงินมากมาย ตั้งแต่รายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ (800 ล้านบาททั่วประเทศของพี่มาก พระโขนง), รายได้เปิดตัวสูงสุดตลอดกาล (47 ล้านบาทใน 1 วันของ Iron Man 3) ปีนี้ยังมีหนังหลายเรื่องทำเงินเกินร้อยล้าน และอีกหลายๆ เรื่องทำรายได้ผ่าน 50 ล้านในเวลาแค่ไม่กี่วัน มีคนตั้งข้อสังเกตว่า รายได้หนังที่มากขึ้นในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากค่าตั๋วหนังที่แพงขึ้นด้วย (ซึ่งน่าแปลกตรงวันที่เราบ่นโอดโอยว่าตั๋วแพง แต่ยังเห็นคนยังเดินเข้าออกโรงหนังเป็นว่าเล่น วันหยุดสุดสัปดาห์คนเข้าแถวต่อคิวยาวเหยียดประหนึ่งว่าตั๋วหนังราคาไม่กี่สิบบาท)
มีหลายคนบอกว่า ถ้าราคาตั๋วหนังแพงก็ไม่ต้องไปดู รอดูตอนออกเป็นแผ่นอยู่ที่บ้าน (หรือไม่ก็ดาวน์โหลดมาดู) วิธีนี้ อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบถึงโรงหนังสักเท่าไหร่ (แต่จะเป็นการทำลายธุรกิจหนังไทยในอนาคต) ตราบใดที่การเข้าโรงหนังเป็นมากกว่าแค่การไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่การเข้าโรงหนังของผู้คนในพ.ศ.นี้ กลับกลายเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นแฟชั่น ที่เห่อกันไปตามกระแสมากกว่า (ไม่ต้องพูดถึงการมองหนัง ในฐานะของคนที่เข้าไปเสพงานศิลปะ)
ปี 2013 นี้ น่าจะเป็นปีทองของธุรกิจโรงหนังในบ้านเรา รวมถึงธุรกิจนำเข้าหนัง(ผู้จัดจำหน่าย) และผู้สร้างหนังไทยด้วยก็เป็นได้ เพราะหมายถึงว่า ถ้าเงินหลั่งไหลไปสู่ธุรกิจโรงหนัง ส่วนหนึ่งก็ต้องแบ่งปันไปให้เจ้าของหนังในสัดส่วน 50:50, 60:40 เจ้าของหนัง 60 เปอร์เซ็นต์ โรงหนัง 40 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีเป็นหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ด และ 70:30 ที่เจ้าของโรงหนังแบ่งรายได้ไป 70 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่มีหนังไทยเล็กๆ อยากจะเข้าโรงฉาย (น่าอนาถกับชะตากรรมหนังไทย) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจะไม่มีทางเห็นการลดราคาค่าตั๋วหนังลงไปอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าจะมีการจัดโปรโมชั่นของทางโรง ซึ่งก็น้อยครั้งและอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
ในเมื่อคนดูไม่มีทางเลือก และการเข้าโรงหนังเป็นมากกว่าการเข้าไปหาความบันเทิง และนับจากนี้ไปทุกสัปดาห์ เราจะพบขบวนหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ด หรือกระทั่งหนังไทยที่มีหน้าตาน่าสนใจ เรียกความอยากดูได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะ Fast&Furious 6 ในสัปดาห์หน้า, ยังบาว ในสัปดาห์ถัดไป, หนังไซไฟ ฟอร์มใหญ่ยักษ์ เรื่อง After Earth ต้นเดือนมิถุนายน ตามด้วยซูเปอร์แมนภาคใหม่ Man of Steel เป็นโปรแกรมต่อไป ไล่ๆ กันก็มีหนังผจญโลกซอมบี้ของแบรด พิตต์ เรื่อง World War Z และปิดท้ายกลางปีด้วยหนังบู๊เด็กเกรียนอย่าง Kick Ass 2 ส่วนในเดือนกรกฎาคม ระหว่างที่คนอเมริกันฉลองวันชาติกันอย่างสนุกสนานกับทัพหนังฟอร์มยักษ์มากมาย ก็ไม่วายที่คนดูหนังบ้านเราจะพลอยได้รับอานิสงส์จากขบวนหนังเหล่านั้นด้วย ชนิดสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ทั้ง The Lone Ranger หน้ากากพิฆาตอธรรม กับเรื่องราววีรบุรุษผู้ปิดบังโฉมหน้ากับอินเดียนแดงคู่หู, หนังหุ่นยนต์เรื่อง The Pacific Rim และ เอ็กซ์เมน ภาค The Wolverine
เห็นโปรแกรมหนังน่าดูขนาดนี้ มีหรือโรงหนังจะยอมลดราค่าตั๋วลง หนำซ้ำเผลอๆ อาจจะขอขึ้นค่าตั๋วเพิ่มโดยอ้างเหตุผลสารพัดสารเพ ตั้งแต่ความยาวของหนัง การเข้าฉายในระบบพิเศษดิจิตอล เป็นหนังฟอร์มยักษ์ทุนสูง(ถ้าโรงหนังอ้างเหตุผลข้อนี้ เราควรพร้อมใจกันฟ้องร้องทางกฎหมาย หรือไม่ก็แบนด้วยการเลิกเข้าโรงหนังเครือนั้นไปเลย)...ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นาทีนี้เราเองต่างก้มหน้ายอมรับราคาค่าตั๋ว(แพงมหาโหด) เดินเข้าโรงโดยดุษฎี อย่างไม่มีเงื่อนไขใดใด มิใช่หรือ?
.......................................
(หมายเหตุ ขบวนหนังในวันที่ตั๋วแพง : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



