บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม:คิดเก่าใต้เงาสื่อใหม่

มองผ่านเลนส์คม:คิดเก่าใต้เงาสื่อใหม่

15 พ.ค. 2556

คิดเก่าใต้เงาสื่อใหม่ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร


          นักวิชาการด้านสื่อคนหนึ่ง พูดถึงสื่อออนไลน์ทำนองว่า "มันเป็นของเล่นของชนชั้นกลาง" และโยงไปถึงคนรากหญ้าว่า มีวิทยุชุมชนเป็นนิวมีเดียของพวกเขา ไม่ตื่นเต้นกับทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ฯลฯ
 
          อยากบอกว่านักวิชาการคนนี้ ไม่รู้จักรากหญ้าจริง ไม่เคยฟังรายการเพลงลูกทุ่ง ขอบอกนักวิชาการที่พยายามเป็น "คนติดดิน" แต่ความคิดยังอยู่บนหอคอยงาช้าง ว่าคนรากหญ้า ได้ใช้เฟซบุ๊กสื่อสารกับนักร้องขวัญใจของพวกเขา และขอฟังเพลงผ่านเฟซบุ๊กของคลื่นวิทยุมานานหลายแล้ว
 
          โรคติดเฟซบุ๊กระบาดไปทั่วบ้านนอกบ้านนา ไม่งั้น สลา คุณวุฒิ จะแต่งเพลง "เข้า Face เธอ เจอแต่รูปเขา" หรือเพลง "เอาไปลง Face book" ให้ดาวรุ่งลูกทุ่งหมอลำ ข้าวทิพย์ ธิดาดิน ขับร้อง 
 
          พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย ไม่มีแบ่งชั้นวรรณะหรอก มันเป็นโรคระบาดในสังคม หรือบางคนเปรียบว่ามันเหมือน "ท่อน้ำแตก"
 
          แต่บางครั้งการเข้าถึงสื่อใหม่ ก็เข้าข่ายประชาธิปไตยเฟ้อ ยกตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีการแชร์เพจที่ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อ่านชื่ออำเภอ "ขนอม" เป็น "ขน-อม" มันกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วพริบตา เพราะอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก
 
          กว่าที่ จิตกร บุษบา จะนำความจริงมาอธิบายในหน้าเฟซของตัวเอง เรื่องเล่า "ขน-อม" ในสื่อออนไลน์ก็แพร่กระจายไปทั่วโลก
 
          แฟนคลับของ "ปู จิตกร" ใช่ชื่อ "Jatu Suri" ได้เล่าให้ฟังว่า "มันเป็นเรื่องที่คุณศิริโชค กับคุณ เทพไท นั่งแซวกันในรายการ สายล่อฟ้า เมื่อ วันสองวันที่แล้ว ว่า อำเภอ ขนอม ถ้านายกฯ อ่าน จะอ่านว่า อย่างไร

          ศิริโชค บอกว่า คงจะอ่านว่า "ขน-อม" วันนั้นผมนั่งดูอยู่ ไม่มีภาพประกอบ คล้ายกับแซวนายกฯ ที่อ่านภาษาไทยผิดบ่อยๆ ขอย้ำว่า "ไม่มีมูลครับ... " แค่แซวกันเล่นในรายการ"
 
          ตอนท้าย "ปู จิตกร" ก็ตอบว่า "ขอบคุณครับ ปัญหาของโซเชียลมีเดียอยู่ตรงที่ส่งต่อกัน ด่ากัน โดยไม่กลั่นกรอง ขอบคุณมากจริงๆ สำหรับข้อมูลครับ"
 
          ถ้าทุกคนคิดได้เหมือน "ปู จิตกร" ก็จะดีมากๆ ก่อนจะด่าใคร จะวิจารณ์ใคร ก็ควรสำรวจตรวจสอบที่ไปที่มาให้ละเอียด ยิ่งบางคนเป็น "เซเลบ" ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด  ยิ่งไปเติมเชื้อความขัดแย้งในสังคม
 
          "เซเลบ" หลายรายก็ตั้งเล่นตามน้ำ เพื่อสร้างความสะใจให้กับแฟนคลับ แต่ลืมนึกไปว่า เฟซบุ๊กไม่ใช่ "พื้นที่ส่วนตัว" หากแต่มันถูกแปรสภาพเป็น "พื้นที่สาธารณะ" ด้วยการขยายความจากสื่ออื่น เช่นวิทยุชุมชน, ทีวีดาวเทียม และเว็บข่าว
 
          เดี๋ยวนี้ เรามี "ทีวีดาวเทียม" ช่องการเมืองโดยเฉพาะ ก็ปั่นป่วนด้วยชุดความคิดกัน "คนละขั้ว" มากพออยู่แล้ว และพิธีกรรายการทอล์กการเมืองทาง "ช่องทีวีมีสี" ก็มักนำความเห็นในหน้าเพจเฟซบุ๊กไปขยายต่อ
 
          อย่างวันก่อน ทีวีดาวเทียม "ช่องมีสี" ช่องหนึ่ง พิธีกรรายการสามคน พูดจาภาษา "นักเลง" ในกรณี "ชัย ราชวัตร และ นสพ.ไทยรัฐ" ถึงขั้นขึ้นมึง ขึ้นกูกับบุคคลที่แสดงความเห็นยืนข้าง "ชัย ราชวัตร"
 
          พิธีกรกลุ่มนี้มาจากเวทีชุมนุมทางการเมือง ก็ติดนิสัย "นักปลุกระดม" ซึ่งปัญหาการใช้ถ้อยคำรุนแรงในสื่อทีวีดาวเทียม ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายอำนาจ กสทช. ผู้คุมกฎสื่อบ้านเรา
 
          ในช่องทีวีดาวเทียมการเมือง เราพบเห็นพิธีกร หรือนักจัดรายการประเภท "บู๊ล้างผลาญ" เยอะ และที่สำคัญคนพวกนี้ใช้ข้อมูลจากเวบข่าว (พวกเดียวกัน) หรือเฟซบุ๊ก(ฝ่ายเดียวกัน) มาเป็นฐานข้อมูลในการเปิดประเด็นกล่าวโจมตีฝ่ายตรงข้าม
 
          กำเนิดสื่อใหม่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ หากแต่ยังปล่อยให้มี "ความคิดเก่า" ครอบงำในสื่อใหม่ ก็ป่วยการที่จะพูดถึงความปรองดอง หรือความสันติสุขในสังคมไทย
.......................................
(หมายเหตุ คิดเก่าใต้เงาสื่อใหม่ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร)