บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:กิน

เล่นหูเล่นตา:กิน

13 พ.ค. 2556

กิน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม


 
          “คุณคิ้มจะรับอะไรเพิ่มก็บอกนะคะ เดี๋ยวจะจัดมาให้อีก”

          ลูกค้าเดินเข้ามาดูแลเอาใจใส่อย่างดี พร้อมเซตอาหารญี่ปุ่นในกล่องสวยประทับตราร้านชื่อดังหลายสิบกล่อง แชมเปญและไวน์ในแก้วบางก้านยาววางอยู่บนถาดพร้อมเสิร์ฟ พนักงานยืนเฝ้าประจำที่คอยบริการอีก 2 คน  ในห้องส่วนตัวมีชุดโต๊ะรับแขก    ห้องน้ำและห้องแต่งตัวหรูหราระดับ 5 ดาว เปิดแอร์เย็นเจี๊ยบจนต้องเอามือซุกใต้ขา ฉันเปิดฝากล่องอาหารญี่ปุ่นออกมีทั้งไก่ราดซอส ปลาย่าง ข้าวหน้าปลาดิบ ยำสาหร่ายญี่ปุ่น พร้อมซุปเต้าเจี้ยวในถ้วยพร้อมรับประทานแยกต่างหาก... ฉันนั่งมองความอร่อยอย่างมั่งคั่งที่อยู่ในกล่องแล้วน้ำตาจะไหล นึกย้อนไปถึงวันที่ฉันยังไม่เป็นที่รู้จักเหมือนวันนี้ ชีวิตมันช่างต่างกันราวกับหน้ามือและหลัง(ตี)นโดยเฉพาะเวลากิน…
 
          “วันนี้กินอะไรกันดีพี่หน่อง” ฉันในวัย 20 ต้นๆ ถาม “พี่หน่อง” มือเบสหัวหน้าวงเลมอนที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับพี่หม่ำ จ๊กมก กับ โหน่ง 3 ช่า แย่งกันเข้าสิงร่าง พร้อมกับลูกวงรวมทั้งฉัน รวม 7 ชีวิตด้วยกัน พวกเรายืนอยู่หน้าศูนย์อาหารของโรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทที่ๆ พวกเราทำงานอยู่ช่วงนั้น มีทั้งคนไทยและฝรั่งเดินซื้ออาหารกันให้ขวักไขว่ พี่หน่องถือคูปองมูลค่า 300 บาทอยู่ในมือ ถ้าซื้อข้าวแกงกินคงอิ่มท้องแตกแถมห่อกลับบ้านได้อีก แต่อาหารที่นี่ขั้นต่ำจานละร่วมร้อย 300 จะไปพอกินอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาหารญี่ปุ่น” ที่พวกเรายืนเล็งลูกกะตาจะกระเด็นเข้าไปอยู่ในกระทะทอดเทมปุระ
 
          “ เอางี้... ถ้าพวกเราอยากกินอาหารญี่ปุ่นก็รออีกสัก 2-3 วัน แล้วรวบรวมคูปองให้ได้ 900 บาทแล้วค่อยมากินกันดีมั้ย? ”
 
          พี่หน่องหัวหน้าวงตัวใหญ่ใจดีที่ดูแลการงานรวมไปถึงปากท้องของพวกเราตลอดวางแผนให้ความอยากของเราเป็นจริง แต่ต้องรออีก 2-3 วันก็แค่นั้น พวกเราก็เลยต้องยกพวกเดินออกไปแถวหน้าโรงแรมกินอาหารตามสั่งกันคนละจานแล้วกลับมาทำงานให้ทันในเบรกต่อไป ในชีวิตฉันมีคนที่ใจดีและมีบุญคุณกับฉันไม่กี่คน ฉันยังจำได้ทุกคน พี่หน่องก็เป็นหนึ่งในนั้น คนเหล่านี้ช่วยเพาะบ่มและตอกย้ำความดีให้มันยังคงสถิตอยู่ในใจของฉัน ไม่ว่าฉันจะต้องไปเจอผู้คนเลวร้ายสักแค่ไหนในวันข้างหน้า ความดีของคนดีที่เรารู้จัก ช่วยตอกย้ำความดีในจิตใจเราให้เราได้ตระหนักว่า… ความดีมันมีอยู่จริง อย่าปล่อยให้ความชั่วหรือจิตด้านมืดมาเบียดบังมันจนเราไม่เหลือความดีอยู่ในตัว “คนทำชั่วกับเราก็ไม่ต้องตอบแทนพวกมันด้วยความชั่วกลับไปเพราะอีกไม่นานความชั่วที่มันทำไว้ก็จะต้องกลับมาทวงหนี้ให้มันชดใช้อยู่ดี...ก่อนตาย!” ฉันพยายามคิดอย่างนั้น แต่หลายครั้งความคิดนี้ก็ปลิวหายออกไปเหลือแค่... “เลวกะกรูขนาดนี้ กรูคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว...” ไม่ผิดหรอกตราบเท่าที่ฉันยังเป็นคน... ไม่ใช่นางฟ้า (ดูจากหน้าก็น่าจะรู้นะ) นั่นก็เป็นเพียงความคิด ลำพังแค่โกรธเกลียดก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว จะให้ลุกขึ้นไปทำอะไรมันให้สะใจอย่างสาสม ฉันเองจะเหนื่อยตายก่อนมะ เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่าค่ะคุณตำรวจ...
 
          มิตรภาพที่ยั่งยืนบางครั้งก็เริ่มต้นมาจาก... การเหม็นขี้หน้ากัน! ฉันกับพี่หน่องก็เป็นแบบนั้น
 
          “เกลียดขี้หน้ามัน ไอ้พี่คนนี้เนี่ย หน้าก็บาน เสียงก็ดัง ด่าก็เก่ง” ฉันกับพี่หน่องคิดในใจเหมือนกันครั้งแรกที่ได้เจอหน้ากัน มันคล้ายกับภาพสะท้อนในกระจก สิ่งที่ฉันด่าพี่หน่องในใจเหมือนคนยืนด่าตัวเองในกระจกมะ? เพราะหน้าฉันกับหน้าพี่หน่องก็กว้างเมตรยี่สิบเท่ากันทั้งคู่ แถมโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา ออกแนวโป๊ะแตก ฉีกข้าวหลาม จัดเป็นพวกปากร้ายใจดีทั้งคู่... เฮ้อ! ในที่สุดฉันซึ่งไปออดิชั่นเป็นนักร้องในร้านๆ หนึ่ง (สมัยนั้นต้องไปทดสอบร้องให้เจ้าของหรือผู้จัดการฟังก่อนว่าร้องดี ร้องเข้ากับวงประจำเขาได้เหรือเปล่า) ก็ได้ทำงานร่วมกันกับวงเลมอน วงที่หากินตามห้องฟังเพลงในโรงแรมต่างๆ ด้วยความใจดีและความใส่ใจดูแลกันและกันทำให้พวกเราเข้าเป็นพวกเดียวกัน ทำงานด้วยกัน กินด้วยกัน แต่... ไม่นอนด้วยกัน! เพราะต่างคนต่างหน้าตาแย่กันขนาดนั้น อารมณ์พิศวาสไม่มีทางเกิดพอๆ กับอยู่กับโก้ มิสเตอร์แซกแมนและวงทาเคชิในทุกวันนี้... ดูเหมือนว่าเวลาทำงานของพวกเราไม่สนุกเท่า “เวลากิน” มันเป็นไพร์มไทม์ ไฮไลท์ของวันที่เรารอมา ไม่ใช่แค่มีคูปองแล้วเอาไปซื้อของกินง่ายๆ พวกเราต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมและศิลปะในการพูดสุดชีวิตเพื่อให้ได้ของกินเยอะๆ ถ้าพนักงานที่ทำอาหารตามซุ้มเป็นป้าแก่ๆ พี่หน่องจะเนียนเข้าไปพูดจาออดอ้อนอ่อนหวานเหมือนพระเอกลิเกอ้อนแม่ยกยังไงยังงั้น แต่นี่ไม่ต้องการตังค์ เราต้องการของกิน!
 
          “แม่... แม่ครับ...ให้เยอะๆ หน่อยนะครับ พวกเราหิวมากเลย แล้วก็มีกันหลายคนด้วยครับ” ฉันยืนอยู่หลังพี่หน่องอยากจะเดินหลบไปไกลๆ แกพูดยังกะพวกเราเป็นนางสิบสองรอเศษอาหารงั้นแหละ...อายอะ! แต่ที่สุดก็ได้อาหารมาพูนจาน เหมือน 2 จานรวมกัน ถ้าพนักงานหรือคนทำเป็นกะเทยหรือตุ๊ด พี่หน่องจะสั่งให้พี่แพะกับพี่พจน์ นักดนตรีในวงที่ตัวเล็กๆ แต่หน้าตาดีไปยืนข้างหน้า แล้วพี่หน่องก็จะพากย์ไปเรื่อยๆ พูดจาป้อยออ้อล้อจนกะเทยหรือตุ๊ดนางนั้นชอบอกชอบใจแล้วให้เยอะๆ วันไหนกินกันไม่อิ่มตอนเลิกงานดึกๆ ก็ต้องไปสุมหัวกินแก้แค้นมื้อเย็นที่ร้านลาบส้มตำแถวราชเทวี เป็นร้านขายส้มตำข้างถนน กางโต๊ะเป็นแนวยาวข้างกำแพงเก่าๆ ติดกับซอยเล็กๆ มืดๆ ที่พวกขี้เมาชอบไปฉี่ใส่กำแพง กินข้าวไปก็ดมกลิ่นแอมโมเนียจากฉี่ไป แต่เรื่องราวที่พวกเราเม้าท์กัน (นินทาชาวบ้าน) ช่วยดึงความสนใจให้หูเบียดบังหน้าที่ของจมูกได้จนพวกเราไม่ได้กลิ่นอะไรนอกจากสนใจฟังแต่เรื่องคนอื่น ตี 2 - ตี 3 พวกเราถึงแยกย้ายกันไป อยู่กับพี่หน่องฉันได้เรียนรู้การพูดเพื่อชักจูงใจ การใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยคำพูดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซึ่งได้เอามาใช้ในเดอะวอยซ์ ขณะเดียวกันฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะอะลุ้มอล่วย ปล่อยวาง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรชน เมื่อไหร่ควรชิ่ง... ผิดกับที่อยู่กับโก้ มิสเตอร์แซกแมนและวงทาเคชิ ฉันรู้จักเพียง 2 คำ “หยวน” กับ “ยอม” บางทีก็หนีตายกันแบบหมาๆ “ไม่ถือสา” กับ “ไม่สู้คน” มันปะปนกันจนแยกไม่ออก ไม่เคยมีอำนาจต่อรองใคร ได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรม ทำงานร้านไหนเขาก็ไม่เคยให้ข้าวกิน ไม่มีคูปอง ต้องไปหากินกันเอง เวลาไปตามงานนอกสถานที่ ก็ต้องรอให้ลูกค้ากลับไปหมดก่อนค่อยตะกายลงจากเวทีเดินเปิดฝาครอบถาดอาหารตามซุ้ม หาของเหลือกินกัน บางงานก็ได้กินดีเพราะพี่ๆ น้องๆ พนักงานเอามาให้กินโดยเฉพาะที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ทุกวันนี้ก็ยังใจดีกับพวกเราสม่ำเสมอ แต่บางงานเจ้าของงานก็สั่งห่อใส่ถุงจนหมด อดกินต้องหิ้วท้องไปร้านข้าวต้มข้างทาง... ถึงวันนี้อาหารดีๆ ล้นปากตรงหน้าก็ไม่ทำให้ฉันหลงลืมวันที่หิวโหยและลำบากไปได้
.......................................
(หมายเหตุ กิน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)