
มองผ่านเลนส์คม:พารามอร์กับความหลากหลาย
พารามอร์กับความหลากหลาย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening
หากจะแนะนำวง Paramore สั้นๆ ว่าเป็นวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดวงหนึ่งของยุคนี้ก็คงไม่ผิด เพราะพวกเขาและเธอได้ออกอัลบั้มกันตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 มีงานออกมาแล้วหลายชุด ทั้งอัลบั้มเต็ม บันทึกการแสดงสด และยังเคยไปทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้หนังฟอร์มยักษ์อย่าง Twilight และ Transformers: Dark of the Moon มาแล้ว
แต่โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเฉยๆ กับวงนี้นะครับ เพราะถึงแม้พารามอร์จะทำเพลงร็อกได้หนักแน่น และภาพลักษณ์ของวงก็ดูดี แต่สำหรับคนที่ฟังเพลงร็อกมาตั้งแต่ยุคเฮฟวีเมทัล-อัลเทอร์เนทีฟอย่างผมนี่ฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้แปลกใหม่ จะมีที่ชอบอยู่บ้างก็คือเพลง The Only Exception ที่เป็นเพลงช้าๆ เพราะๆ ซึ่งเป็นงานที่โด่งดังสุดๆ ของพวกเขา ที่ชอบเพลงนี้เพราะว่าเขาเขียนเนื้อได้ดี การถ่ายทอดอารมณ์ก็ยอดเยี่ยม ยิ่งได้ดูมิวสิกวิดีโอก็เป็นเอ็มวีที่ส่งเสริมเพลงสุดๆ เพลงนี้ไปไกลถึงขนาดที่ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ด้วยนะครับ
นอกจาก The Only Exception ที่ประสบความสำเร็จมากๆ แล้ว อีกเรื่องที่เป็นข่าวที่ดังของวงนี้เหมือนกันคือการที่ 2 สมาชิกยุคแรกที่พี่น้องชื่อ จอช และแซก ฟาร์โร ได้ขอแยกวงไปเมื่อราว 2 ปีก่อน เป็นการจากลาแบบไม่ค่อยจะสวยงามนัก ปล่อยให้นักร้องนำสาวเท่ ฮาร์เลย์ วิลเลียมส์ เป็นแกนนำของวงอยู่กับสมาชิกอีก 2 ราย แต่พอมาถึงอัลบั้มล่าสุดที่พารามอร์กลายเป็นวงทริโอไปแล้ว ปรากฏว่าการจากลาของพี่น้องฟาร์โรกลับกลายเป็นผลดีต่องานเพลงของพารามอร์ เพราะมันทำให้เพลงของวงดนตรีวงนี้ไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบมาตรฐานของวงร็อก (ประมาณว่าต้องมีแค่กีตาร์ เบส กลอง และออกแบบให้เพลงในอัลบั้มกับการแสดงสดต้องเหมือนๆ กัน) แต่สามารถขยายขอบเขตออกไปอีกกว้างไกล เรียกว่ากว้างไกลจนน่าตกใจเลยล่ะครับ
พวกเขาตั้งชื่ออัลบั้มใหม่ล่าสุดว่า Paramore เหมือนจะบอกว่าอัลบั้มนี้แหละที่เป็นตัวตนของพวกเขาจริงๆ แต่ตัวตนที่พารามอร์หยิบมาแนะนำนั้นทำให้เรานึกถึงอิทธิพลของวงอื่นๆ อีกมากมาย
เพลงแรงๆ เท่ๆ อย่าง Now ทำให้นึกถึงวง Gabage ขึ้นมานิดๆ เพลงสกา-ป๊อปร็อกที่สนุกๆ อย่าง Grow Up ทำให้นึกถึง No Doubt ในขณะที่อัลเทอร์เนทีฟเมโลดี้สวยๆ Daydreaming ก็ทำให้นึกถึง The Cranberries และเพลงป๊อปหวานๆ Hate to See Your Heart Break ก็ทำให้นึกถึงเจ้าหญิงคันทรี เทเลอร์ สวิฟต์ ไปเลย แต่พวกเขาไม่ได้ป๊อปมากขึ้นเท่านั้น พารามอร์ยังมีด้านที่อาร์ตมากขึ้นอีกด้วย เพลงร็อกเข้มๆ ที่ดีไซน์ซาวนด์ได้เท่เหลือใจอย่าง Part II นั้นทำให้เรานึกถึงวง U2 ขึ้นมานิดหน่อย ในขณะที่แทร็กสุดท้ายของอัลบั้มชื่อ Future นั้นอาร์ตกันสุดๆ ในแบบที่ไม่มีวงป๊อปร็อกวงไหนกล้าทำแน่ๆ
แต่ถึงจะบอกว่านึกถึงวงโน้นวงนี้ แต่มันก็เป็นเพียงกลิ่นเท่านั้นนะครับ พออารมณ์ทั้งหมดถูกร้อยเรียงด้วยเสียงของวิลเลียมส์แล้วมันก็ดูเป็นพารามอร์อยู่ดี ไม่มากก็น้อย
ยังมีอีกหลายเพลงที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงที่ถือว่าเป็นเพลงร็อกของยุคสมัยนี้ที่ลงตัวมากๆ นะครับ อย่างเช่น Still Into You ที่น่ารักน่าชังมากๆ หรือ Proof ที่เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้ม เพราะถูกใจในความกระชับ ว่องไว และท่อนฮุกที่ป๊อปจัดๆ แต่ก็สามารถหยอดความเท่ลงไปได้พอดิบพอดี ...คือสรุปว่ามีอีกหลายเพลงที่ฟังแล้วไม่ได้นึกถึงใคร แต่นึกถึงงานเก่าๆ ของพารามอร์เองน่ะครับ
แต่มันก็เป็นแค่การทำให้นึกถึงเท่านั้นนะครับ เพราะความเจ๋งของอัลบั้มนี้คือทุกอย่างถูกร้อยเรียงเข้าหากันด้วยความหลากหลาย โดยมีเสียงร้องทรงพลังและเปี่ยมเสน่ห์ของ วิลเลียมส์ เป็นดังเส้นเชือกที่ร้อยเรียงอารมณ์เพลงเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นช้า เพลงเร็ว เพลงสนุก เพลงซีเรียส เธอร้องได้ดีไปหมด
สิ่งที่น่าประทับใจมากๆ คือในความหลากหลาย ที่เหมือนจะได้อิทธิพลจากคนโน้นคนนี้ รวมทั้งการสานต่อในแนวทางเก่าๆ ของตัวเองนั้น พารามอร์ใช้ความหลากหลายประกอบเรียบเรียงออกมาได้เป็นประโยชน์จริงๆ อารมณ์ช้า-เร็ว สนุก-หนักหน่วง ถูกไล่เรียงลำดับเป็นอย่างดี แถมยังมีการใช้อินเทอร์ลูดสั้นๆ ที่เหมือนเป็นบทคั่นระหว่างช่วงต่างๆ ถึง 3 ครั้ง เป็นอินเทอร์ลูดที่เน้นเสียงร้องของวิลเลียมส์แล้วรองรับด้วยอูคูเลเล่น่ารักๆ ฟังแล้วคอนทราสต์กับเพลงอื่นๆ ดีแท้ แถมยังดูเหมือนเป็นส่งต่อจากพาร์ตหนึ่งสู่อีกพาร์ตหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ
กลายเป็นว่าอัลบั้ม Paramore ของวงพารามอร์ ก็คือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เป็นการแนะนำตัวเองอีกหนของวงร็อกที่มีความสามารถกว้างขวาง และมีความเป็นไปได้หลากหลายที่สุดวงหนึ่งของยุคนี้
.......................................
(หมายเหตุ พารามอร์กับความหลากหลาย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม ดดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening)



