
เล่นหูเล่นตา:'ใคร (วะ) ... ช่างคิด (ได้)'
"ใคร (วะ) ... ช่างคิด (ได้)" : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“ถ้ามีอะไรในโลกที่ได้มาง่ายๆ ... คนสุดท้ายที่จะได้คือ ... ฉัน!”
เสียงไขกุญแจก๊อกแก๊กดังก่อนประตูจะเปิดออกพร้อมคุณสีเกดผู้จัดการของฉัน นางมารับตั้งแต่ 6 โมงเช้าพร้อมส่งถ้วยกาแฟที่ซื้อมาให้ดื่มแก้งัวเงีย... ฟ้ายังไม่สว่างดี ถนนก็ยังโล่ง หลังจากนี้อีกครึ่งชั่วโมงทุกอย่างบนท้องถนนจะเปลี่ยนไป ก่อนถึงเวลานั้นฉันกับสีเกดก็พากันมาถึงเยาวราช มาทำอะไรกันแต่เช้า? ฉันมองผู้หญิงที่ยืนข้างฟุตบาททำธุรกิจส่วนตัวอยู่ใกล้ๆ โรงแรมเล็กๆ แถวนั้น อือ...พวกนางตื่นเช้าขยันทำมาหากินกว่าฉันอีก ถ้าในสภาพเสื้อยืดกางเกงยีนส์หน้าซีดผมเปียก (เพิ่งสระมาจากบ้าน) มาแข่งหาลูกค้า ฉันคงต้องยืนรอนานจนกว่าฟ้าจะมืด แสงไฟจากนีออนคงช่วยให้หน้าฉันพอดูได้บ้าง แต่เวลานี้คงต้องหลบ! สีเกดพาฉันเอาข้าวของและเสื้อผ้าไปวางในห้องของโรงแรมกิ๊บเก๋ “เซี่ยงไฮ้แมนชั่น” ที่ทีมงานเปิดไว้ให้ ดูจากหนังหน้าคงไม่มีใครเข้าใจผิดคิดว่ามาเปิดห้องรอรับแขก! สักพักข้าวตูช่างแต่งหน้าและ อ.เอก ช่างผมขาประจำก็ตามมาแต่งหน้าทำผมให้กับฉัน ระหว่างนั้นกาแฟแก้วเมื่อเช้าก็เอาไม่อยู่ มีอาการโงกเงกหงายเงิบอยู่เป็นบางจังหวะเพราะนอนไป 2 ชั่วโมง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำอะไรอยู่ถึงไม่หลับไม่นอนทั้งๆ ที่ไม่มีคนนอนข้างๆ เมื่อไหร่ต้องตื่นเช้าจะตื่นเต้นกลัวไม่ตื่นแบบนี้ทุกที พี่เล้ง (อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์) เอาชุดที่ตัดมาเพื่อภารกิจในวันนี้มาแขวนไว้ เป็นชุดเกาะอกปักๆ กับกระโปรงเป็นชั้นๆ สีแดงหนักหลายกิโล แค่จับก็หนักแล้ว วันนี้ทั้งวันคงต้องสวมวิญญาณจับกังแบกชุดหนักๆ นี่แหงๆ ทำใจเอาไว้ละ
แต่งหน้าทำผมใช้เวลา 2 ชั่วโมงไม่มากไม่น้อย ก็คนมันสวยยากสวยเย็นกว่าจะทุบหน้าลงรองพื้น แรเงา คัดเบ้า เหลาคาง ปาดป้ายสีอีก ผมก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีทั้งยกม้วนเกล้าจนได้รูปผ่านการแก้ไขอนาโตมี่เป็นที่เรียบร้อย ถ้าไม่ใช่อ.เอกจะเอาไม่อยู่ พอหน้าผมเสร็จพี่เล้งก็ประโคมปะวะหล่ำกำไล สร้อยพระศอ และมงกุฎอันที่ 18 ไว้บนหัว หยิบชุดที่แขวนรออยู่นานแล้วมาสวมทับบนร่างที่กำลังจะแตก ยืนส่องกระจกหลุยส์บานใหญ่ที่พิงไว้ในห้อง ยกมือขึ้นพนม “ถวายบังคมพระมเหสีเพคะ”... เดินออกไปข้างนอกมีหวังชาวบ้านร้านตลาดคิดว่าฉันมารำแก้บน! เสื้อผ้าชุดนี้มันพาไปทางนั้นจริงๆ... ช่างหน้า-ผม ทีมงาน ตากล้อง ทั้งหมดรวมกันเกือบ 20 ชีวิต พากันมะรุมมะตุ้มทำหน้าที่ของตัวเองกลางแดดเปรี้ยงๆ ในช่วง 11 โมงกว่า กลางถนนเยาวราช อือ...พวกมึงช่างคิดกันนักนะ ร้อนยังไม่เท่าอาย! ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาส่งเสียงตะโกนชี้ชวนกันดูฉันพร้อมขานชื่อ อือ... ยังอายไม่พอ! ฉันเข้าโหมดในใจด้วยการลบภาพและเสียงที่รบกวนอยู่รอบตัวออกแล้วยิ้มสู้กล้องหันซ้ายหันขวาเพื่อให้ซเสร็จเร็วๆ จะได้ไม่ต้องอายนาน มันไม่จบลงง่ายๆ ค่ะคุณตำรวจ มันย้ายไปยืนหน้าร้านโน้นทีร้านนี้ที เวลาผ่านไปแสงอาทิตย์ก็ร้อนแรงยิ่งกว่าชุดสีแดงที่ฉันใส่ คราวนี้เหงื่อก็เริ่มซึม จากเม็ดเล็กๆ รวมกันเป็นสายไหลลงร่องใดๆ ทุกร่องในร่างกาย... “เหงื่อตกกีบ” มันเป็นเยี่ยงนี้เองค่ะคุณตำรวจ (เหงื่อตกกีบ เป็นคำเปรียบเทียบการทำงานหนักเยี่ยงวัวควายที่มีกีบเท้า อย่าคิดไกลกว่านี้) ข้าวตูและทีมงานพยายามเอาทิชชู่มาซับ ประเดี๋ยวเดียวเหงื่อก็แตกอีก สีเกดเช็ดหลังฉันเหมือนลบกระดานในห้องเรียน ปกติฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหงื่อและไม่ขี้ร้อน ผิดกับอีกคนที่เหงื่อแตกเหงื่อแตนที่สุดในโลกที่ฉันรู้จัก “โก้ มิสเตอร์แซกแมน” รายนั้นทิชชู่หรือผ้าเอาไม่อยู่ต้องใช้ม็อบถูพื้นเท่านั้น ถ้าโก้มายืนอยู่ที่นี่คงกลายเป็นน้ำตกหมูกลางเยาวราช! ...เพิ่งได้ไปไม่กี่ช็อตสำหรับช่างภาพหน้าใหม่ไฟแรง “เอก” ช่างภาพแนวอาร์ตวัย 33 ที่เพิ่งร่วมงานกันครั้งแรก (อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายเพราะภาพสวยถูกใจ แต่กูจะตายซะก่อนมะ อีเอก?) เอกผู้เป็นทั้งคนถ่ายและคนหาโลเกชั่นพาย้ายที่ไปในซอยแคบๆ ข้างโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น... “พี่ขึ้นไปนอนบนรถคันนี้ไหวมะ” เอกชี้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ คันหนึ่ง ฉันหอบกระโปรงหนัก 10 กว่าโล (ใช้ผ้า 20 ม.) ตะกายขึ้นไปตามคำขอ ถ่ายได้ 2 แชะ บอกว่า “ไม่เอาดีกว่า” ฉันแอบยิ้มมุมปากแล้วพึมพำเบาๆ ว่า “กรูบอกมึงแล้ว” ต้องให้เห็นกับตาถึงจะเข็ด! (น่ากลัวยังห่างไกลกับสิ่งที่เห็น... ฮี่ๆ)
“พี่สะบัดกระโปรงลงพื้นเลยนะ ชูมือขึ้นสูงๆ” ฉันหันไปแว้ดเสียงสูงว่า “ขี้หมาทั้งนั้นเลยนะเมิง” ห่างจากส้นสูงของฉันไป 1 ก้าว ทางขวามีขี้หมากองอยู่เป็นเพื่อนขี้แมวและอาหารแมวอีกกระจุกกระจุยกระจายใกล้ๆ กัน ช่วงที่ฉันตบตีกับเอกช่างภาพ (แต่ก็เอ็นดูความตั้งใจของเขา) อาแปะก็เดินเข้าไปในโรงแรมที่ฉันยืนอยู่ด้านหน้า มีหญิงจีนขายบริการนั่งรอลูกค้าอยู่กลางวันแสกๆ นะคะคุณตำรวจ อีอาแปะหันมามองฉันคล้ายจะถามว่า “เท่าไหร่?” (ถ้าไม่เกรงใจว่าคนล้อมอยู่เป็นสิบ) ถ้าถามจริงๆ ควรจะถามกลับว่า “เท่าไหร่ดี” แต่ที่แน่ๆ อือ... ยังพอขายได้นะ! ฉันยืนกางไม้กางมือหน้าโรงแรมราวกับเป็นเจ้าสำนักนางโลมในหนังจีนกำลังภายใน ชอลิ้วเฮียง เดี๋ยวก็มอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งผ่านไปมาในซอย เดี๋ยวก็รถเข็นผัก รถจักรยาน สารพัดที่จะต้องคอยแขม่วก้นและพุงหลบอยู่เป็นระยะกว่าจะเสร็จ
พักกินข้าวกลางวัน ฉันแอบงีบไป 20 นาที (ก็คนมันเพลียแดดนี่นะ) แล้วก็ขึ้นรถตู้ไปลงแถวๆ เขตสัมพันธวงศ์ตรงตลาดน้อย เข้าไปในซอยเล็กๆ ที่มีบ้านคนจีนโบราณอยู่ติดน้ำ ข้างในเก่าๆ แต่ดูขลัง มีบ้านหลังใหญ่ที่สภาพดีๆ สลับกับบ้านเก่าๆ ที่ปล่อยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา มันมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด คล้ายๆ ตรอกสลักหินที่มีบ่อนนกกระจอกของอากงอยู่ บางมุมก็ทำให้นึกถึงตรอกแถวโรงเรียนจีนสมัยที่ฉันเรียนประถม (โรงเรียนวัฒนวุฒิวิทยา ตอนนี้ไม่มีแล้ว)... ไปยืนพิงยืนโพสตามตรอกถ่ายกันไป แล้วย้ายไปพิงรถเก่าที่เน่าอยู่ในตรอกนั่นแหละ... บางทีก็ปีนขึ้นไปบนเวทีโรงงิ้วติดแม่น้ำเจ้าพระยาในศาลเจ้าโรงเจอะไรสักอย่าง ไอ้ที่ฉันกระอักกระอ่วนที่สุดคือยืนอยู่หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ ล้ำเข้าไปในรั้วจนหมาเห่า กลัวเจ้าของเขาออกมาด่า เอกบอกว่า... “ไม่เป็นไรหรอกพี่ ถ้าเขาออกมาเห็น เจนนิเฟอร์ คิ้ม เขาก็ไม่ด่าแล้ว” “อือ... เขาจะกระโดดถีบกรูแทน!” ฉันตอบกลับ เอกถ่ายต่อไปไม่สนใจเสียงหมาและฉันที่เห่าแข่งกันไม่หยุด แดดก็ร้อนอากาศก็อบอ้าว ช่างเป็นวันที่ยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แต่มันก็ไปสุดที่ลานกว้างๆ ใกล้เขตสัมพันธวงศ์ รถสามล้อจอดเรียงแถวอยู่ข้างหลังฉันอย่างเป็นระเบียบ ทีมงานต้องคอยกั้นรถที่ผ่านไปมาในช่วงถ่ายเป็นระยะ ฉันล่ะเกรงใจ๊เกรงใจ งานของเราแต่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็ไม่อยากทำ เอกรีบรัวชัตเตอร์ไม่ถึง 10 นาทีก็เสร็จ... ในที่สุดภารกิจการถ่ายโปสเตอร์ “45 ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ก็สิ้นสุดลง จาก 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น... บอกแล้วว่าอะไรง่ายๆ สบายๆ ไม่ใช่ฉันแน่ๆ ปกติเขาถ่ายโปสเตอร์กันในสตูดิโอ ห้องแอร์เย็นๆ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ แต่ฉันกลับต้องมาถ่ายกลางแดดเปรี้ยงๆ เดินไปมาหลายกิโลตามตรอกซอกซอย เพื่อให้สมกับเป็น เจนนิเฟอร์ คิ้ม ที่ผ่านความยากลำบากมาถึงวันนี้... ยิ่งแก่ยิ่งลำบากว่างั้น จนป่านนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าคอนเซ็ปต์การถ่ายโปสเตอร์นี้ใครวะช่างคิดได้... อย่าให้เจอนะ!
ป.ล. คอนเสิร์ต 45 ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม จะมีขึ้นในวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2556 ที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน แล้วเจอกันนะคะคุณตำรวจ
.......................................
(หมายเหตุ "ใคร (วะ) ... ช่างคิด (ได้)" : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



