
บาสตีลกับอารมณ์แห่งยุคสมัย
บาสตีลกับอารมณ์แห่งยุคสมัย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening
14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 คุกบาสตีลในประเทศฝรั่งเศสถูกประชาชนบุกทำลาย นักโทษการเมืองถูกปลดปล่อยออกมา นั่นคือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ก่อนจะตามมาด้วยความวุ่นวาย การสังหารผู้คนที่เห็นต่าง และความไม่ลงตัวในการปกครองประเทศอีกหลายปี
มาถึงปีนี้ เราได้ฟังอัลบั้มชุดแรกของศิลปินจากอังกฤษที่ใช้ชื่อคุกบาสตีลเป็นชื่อวง เพลงของบาสตีลอาจไม่ถึงกับเป็นการปฏิวัติวงการ และไม่น่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายโกลาหล แต่เพลงของบาสตีลก็เป็นประกายเล็กๆ ที่ทำให้แวดวงดนตรีตอนนี้มีสีสันน่าสนใจขึ้นมาไม่น้อย
Bastille มีแกนนำชื่อว่า แดน สมิธ เขาเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง คือเป็นคนกำหนดทิศทางของวงอย่างแท้จริง และความดีความชอบของบาสตีลก็ต้องยกให้นายแดนคนนี้นี่ล่ะ เพราะว่าเขาแต่งเพลงได้น่าสนใจจริงๆ
ซาวนด์ดนตรีของบาสตีลในอัลบั้มชุดแรกของพวกเขา Bad Blood เป็นอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปแต่ไม่ได้ออกไปทางกรุ๊งกิ๊งๆ น่ารักๆ หากแต่ออกมาทางหม่นๆ ทึบๆ มากกว่า (อารมณ์ไปทางประมาณวง Depeche Mode ที่คอดนตรียุค 80-90 น่าจะรู้จักดี) ความยอดเยี่ยมในบทเพลงของบาสตีลคือ แดน สมิธ มักจะหยิบเอาเรื่องแปลกๆ มาแต่งเพลง บางเรื่องก็ลึกลับและดูหม่นหมอง แต่กลับกลายเป็นเพลงที่ไพเราะเหลือเกิน เมื่อได้ซาวด์แบบหม่นๆ มารองรับ ก็ทำให้เพลงของพวกเขาดูมีมิติซับซ้อนดีแท้
ยกตัวอย่างเนื้อหาบางเพลงของพวกเขาสักหน่อยนะครับ อย่างเพลงไตเติ้ลแทร็ก Bad Blood เขาเล่าเรื่องเพื่อนร่วมสาบานในวัยเยาว์ (ประเภทที่ชักชวนให้กรีดเลือดร่วมสาบานกันน่ะครับ) ซึ่งต่อมากลับกลายเป็นความผูกพันที่สร้างความขมขื่น หรือในเพลง Pompeii เขาเอาชื่อเมืองโบราณในอิตาลีมาแต่งเป็นเพลง มันน่าสนใจตรงที่นี่คือเมืองที่ถูกลาวาจากภูเขาไฟไหลทะลักเข้าท่วมเมืองจนชาวเมืองเสียชีวิต และทั้งเมืองก็ถูกสตั๊ฟไว้ใต้กองลาวาอย่างนั้นเนิ่นนาน เพลงนี้ไม่ได้เล่าเรื่องเมืองปอมเปอีแบบตรงๆ หรือให้รายละเอียดมากมาย แต่กลับพูดถึงบรรยากาศอึมครึมที่กำลังก่อตัวไปทั่วเมืองด้วยลีลาแบบฟังเพลินๆ ครับ ยังมี Icarus เพลงโจ๊ะๆ ที่เขาแต่งเพลงตามตำนานโบราณเรื่องของชายคนหนึ่งที่พยายามจะสร้างปีกให้เหมือนนกเพื่อบินไปบนฟ้า แต่กลับพ่ายแพ้แก่ความร้อนของดวงอาทิตย์ เป็นตำนานของความล้มเหลวครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ
เพลงที่ผมชอบมากๆ คือ Weight of Living Pt.II เพลงนี้ป๊อปสุดๆ เลยครับ ฟังแค่รอบเดียวก็ร้องตามท่อนฮุกอันแสนจะติดหูได้แล้ว แต่ในความสนุกและความป๊อปนั้นเนื้อหาจริงๆ กลับแสนเศร้า เพราะเขาพูดถึงความหนักหนาของชีวิตจริง ที่ช่างไม่เหมือนกับที่เราคิดไว้ตอนยังอยู่ในวัยเยาว์เอาซะเลย อีกเพลงที่ป๊อปสุดๆ แต่พูดถึงเรื่องหม่นๆ เหมือนกันคือ Flaws เพลงนี้เมโลดี้ติดหูหมับ ท่อนฮุกทรงพลัง ในขณะที่เนื้อหาพูดชักชวนให้คิดถึงเรื่องข้อผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตของเราทุกคน
ดูเหมือนว่า แดน สมิธ จะได้อิทธิพลการเล่าเรื่องแบบแปลกๆ มาจากศิลปินรุ่นก่อนหน้าหลายคน ที่แน่ๆ คืออิทธิพลจากงานดาร์กๆ ของผู้กำกับภาพยนตร์สุดหลอนอย่าง เดวิด ลินซ์ เจ้าของซีรีส์อันลือลั่นในยุค 90 เรื่อง Twin Peaks ที่เคยมาฉายในโทรทัศน์บ้านเราด้วย แดน สมิธ แต่งเพลงชื่อ Laura Palmer
ซึ่งเป็นชื่อตัวละครตัวหนึ่งในซีรีส์ชุดนี้ด้วย เนื้อหาในเพลงก็น่าจะได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวในซีรีส์สืบสวนสอบสวนที่เต็มไปด้วยคนแปลกๆ และบรรยากาศแปลกๆ เรื่องนั้นนั่นเอง
จะว่าไปเพลงของบาสตีลนั้นให้อารมณ์ย้อนยุคนิดๆ แต่กลับฟังดูร่วมสมัยอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าอารมณ์มืดหม่น เศร้าสร้อย เรื่องราวที่ย้อนแยง และอาการที่เราสามารถร่าเริงคึกคักไปกับเรื่องเหล่านี้ได้ มันดูเป็นอารมณ์ของผู้คนในยุคนี้ไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่รู้
บางทีเราอาจกำลังรอการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง หรือการพังทลายของกำแพงคุกในบางรูปแบบอยู่ก็เป็นได้
.......................................
(หมายเหตุ บาสตีลกับอารมณ์แห่งยุคสมัย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening )



