บันเทิง

'ทีวีดิจิตอลสาธารณะ'ย้อนเวลายุค'ทีวีขุนศึกอุปถัมภ์'

'ทีวีดิจิตอลสาธารณะ'ย้อนเวลายุค'ทีวีขุนศึกอุปถัมภ์'

24 เม.ย. 2556

'ทีวีดิจิตอลสาธารณะ'ย้อนเวลายุค'ทีวีขุนศึกอุปถัมภ์' : คอลัมน์ โลกไร้เสา

 

          จากมติบอร์ด กสท.ในการกำหนดคุณสมบัติ ทีวีสาธารณะทั้ง 3 ประเภท รวม 12 ช่อง กำลังถูกวิพากษ์อย่างหนัก เพราะมันเป็นการจัดสรรคลื่นฯ ที่ค้านวัตถุประสงค์การ "ปฏิรูปสื่อ" ซึ่งต้องการกระจายการถือครองคลื่นความถี่ฯ ที่อยู่ในมือภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
 
          หากพิจารณาจากมติบอร์ด กสท.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าการกำหนดคุณสมบัติทีวีสาธารณะ 6 ช่องแรก ยังอยู่ในมือหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น โดยเฉพาะหน่วยงาน "ทหาร-ตำรวจ" ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ
 
          เมื่อ 46 ปีที่แล้ว "บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด" ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการบริหารสถานีโทรทัศน์สีแห่งแรกของประเทศไทย ที่รู้จักกันในนาม "ช่อง 7 สี" ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพบก ยุคจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้บัญชาการทหารบก
 
          โดยนางเรวดี เทียนประภาส ผู้ก่อตั้ง ได้ยื่นขอจดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2510 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 หมื่นบาท ส่วนผู้ริเริ่มบริษัทคนอื่น อาทิ คุณหญิงไสว จารุเสถียร (ภรรยาจอมพลประภาส ซึ่งเป็นพี่สาวของเรวดี) และนายเฑียร์ กรรณสูต (น้องสามีของเรวดี คือสุชาติ กรรณสูต ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2501)
 
          จึงมีเสียงวิจารณ์ "จอมพลประภาส" ในครั้งนั้นกันมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจทางการเมือง-ทหารถูกผูกขาดอยู่ใน "กลุ่มขุนศึกถนอม-ประภาส" ที่รับมรดกการเมืองมาจากจอมพล ส.ธนะรัชต์
 
          ทว่า เหตุการณ์ล็อกสเปค "ทีวีสาธารณะ" ให้กับกองทัพ มันไม่น่าเกิดใน พ.ศ.ปัจจุบัน เมื่อสังคมไทยต่างยอมรับมันว่าเป็นยุคการปฏิรูปสื่อ
 
          17 เมษายน 2556 ที่ประชุมบอร์ด กสท. เห็นชอบตามอนุกรรมการประสานงานการบริหารคลื่นความถี่เพื่อความมั่นคงของรัฐในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  ในการกำหนดคุณสมบัติ "ผู้ขอ" ใบอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิตอล  "ทีวีบริการสาธารณะ"  ประเภทที่สอง เพื่อความมั่นคงของรัฐ
 
          โดยผู้ขอรับใบอนุญาต ทีวีบริการสาธารณะ ประเภทสอง เพื่อความมั่นคงของรัฐ ต้องมีสถานะเป็นกระทรวง ทบวง  กรม  องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมหาชน  หรือหน่วยงานอื่นใดที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
 
          พร้อมกำหนดวัตถุประสงค์การใช้คลื่นความถี่ เพื่อประกอบกิจการบริการสาธารณะ เพื่อความมั่นคงของรัฐ  3 ข้อ คือ
          1.พิทักษ์รักษาป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์
          2.รักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน
          3.รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
 
          สเปกข้างต้นนี้ ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคง ก็หนีไม่พ้น "กระทรวงกลาโหม" กับ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ซึ่งก่อนหน้านั้น กองทัพบกก็ได้ทีวีสาธารณะไปแล้วในล็อตแรกพร้อมเอ็นบีที
 
          มิหนำซ้ำ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง ระบุให้ "ผู้ได้รับใบอนุญาตกิจการสาธารณะประเภทสอง ให้หารายได้จากโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบกิจการโดยไม่เน้นการแสวงหากำไร"  
 
          กสท.จึงได้ให้อนุกรรมการฯ ไปจัดทำหลักเกณฑ์ กรอบเวลาการหารายได้จากโฆษณา โดยศึกษาจากเกณฑ์โฆษณาของช่อง 5, ช่อง11 และไทยพีบีเอส 
 
          ประเด็นนี้ ก็เป็นอีกกรณีที่ภาคเอกชน รู้สึก กสท.ไม่เป็นธรรม เพราะภาครัฐมาทำทีวีสาธารณะโดยไม่ต้องจ่ายเงินประมูลคลื่น แถมยังหารายได้จากโฆษณาได้อีกด้วย
 
          สุภิญญา กลางณรงค์ เป็นกรรมการ กสท.ที่ออกเสียง "ไม่เห็นชอบ" กับมติบอร์ด กสท.ที่อนุมัติคุณสมบัติ และวัตถุประสงค์ "ผู้ขอ" ใบอนุญาตกิจการบริการสาธารณะ ประเภท 2 เพื่อความมั่นคงของรัฐ
 
          เนื่องจากเป็นการกำหนดคุณสมบัติอย่างเฉพาะเจาะจง เข้าข่ายล็อกสเปกให้สิทธิเฉพาะกับหน่วยงานรัฐด้านความมั่นคง โดยให้ความหมายเกี่ยวกับความมั่นคง "อย่างจำกัด" ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่เข้าข่ายรับใบอนุญาตคือ กระทรวงกลาโหม กองทัพ และตำรวจ เท่านั้น
 
          "จากสัดส่วนทีวีสาธารณะรวม 12 ช่อง บอร์ด กสท.เสียงข้างมาก ได้จัดสรรคลื่นความถี่ โดยให้สิทธิหน่วยงานรัฐแบบเฉพาะเจาะจงไปแล้ว 6 ช่อง เชื่อว่าอีก 3 ช่อง ในประเภทที่ 3 จะมีการกำหนดคุณสมบัติให้รัฐสภา และหน่วยงานรัฐอื่นๆ แบบเฉพาะเจาะจงอีกเช่นกัน" สุภิญญา กล่าว     
 
          สุภิญญา กล่าวว่า จากมติบอร์ด กสท.ในการกำหนดคุณสมบัติ ทีวีสาธารณะทั้ง 3 ประเภท รวม 12 ช่อง เป็นการจัดสรรคลื่นฯที่ค้านวัตถุประสงค์การ "ปฏิรูปสื่อ" ซึ่งต้องการกระจายการถือครองคลื่นความถี่ฯ ที่อยู่ในมือภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพราะหากพิจารณาจากมติที่ผ่านมาจะเห็นว่าการกำหนดคุณสมบัติทีวีสาธารณะ 6 ช่องแรก ยังอยู่ในมือหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น
 
          ทั้งที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 11 ระบุถึง "ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ" ไว้ 3 กลุ่ม คือ 1.หน่วยงานภาครัฐ 2. สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 3.สถาบันอุดมศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอน
 
          แต่มติเสียงข้างมาก กสท.ที่ผ่านมาพิจารณากำหนดคุณสมบัติ "ผู้ขอ" ไว้เพียงหน่วยงานรัฐ และตัดสิทธิอีก 2 กลุ่มที่เหลือ   
 
          จึงต้องการให้บอร์ดกสท.ทบทวนกำหนดคุณสมบัติทีวีสาธารณะทั้ง 3 ประเภท ใน 8 ช่องใหม่ ที่จะจัดสรรและให้ใบอนุญาต โดยไม่ออกเกณฑ์ที่เข้าข่ายให้สิทธิเฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่จะขอใบอนุญาตต้องมีองค์ประกอบภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณะเข้ามาร่วมเป็นผู้ขอใบอนุญาตด้วย
 
          เพื่อไม่ให้ย้อนรอยระบอบอุปถัมภ์ กสท. จึงต้องเปิดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดึงทุกภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาครัฐเข้ามาร่วมออกแบบทีวีสาธารณะ ที่ตอบโจทย์การปฏิรูปสื่อและสังคม
 
          หากออกใบอนุญาตช่องทีวีสาธารณะอยู่ในมือภาครัฐทั้งหมด และนำเสนอเนื้อหาสาระไม่ตอบโจทย์ "สื่อสาธารณะ" เชื่อว่าสังคมจะมีคำถามต่อการทำหน้าที่จัดสรรคลื่นฯ ของ กสทช.ชุดแรกอย่างแน่นอน   
.......................................
(หมายเหตุ 'ทีวีดิจิตอลสาธารณะ'ย้อนเวลายุค'ทีวีขุนศึกอุปถัมภ์' : คอลัมน์ โลกไร้เสา)