
จดหมายจากดวงดาว
จดหมายจากดวงดาว : คอลัมน์ ร้อยพันพบเจอ กับ มิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน
วันนี้มิสเตอร์บางอ้อขอพูดถึงเรื่องราวของ "ดารา" ครับ ความหมายที่เรารู้จักกันดีของคำๆ นี้ก็คือ นักแสดงหรือดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า ซึ่งนั่นถือเป็นความหมายที่สังคมไทยให้เกียรติอาชีพนี้เป็นอย่างมากครับ เนื่องจากดวงดาวนั้นสวยงาม สว่างไสว และอยู่บนท้องฟ้า ผมก็ถูกเรียกแบบนั้น แล้วก็ยังรู้สึกเขินทุกครั้งจนถึงทุกวันนี้ และถึงแม้ว่าผมจะเป็นดาราแต่อย่าลืมว่าครึ่งหนึ่งในตัวผมก็เป็นประชาชนทั่วๆ ไปคนหนึ่งเช่นกัน ผมก็มีดารา นักร้อง พิธีกรขวัญใจผมเหมือนทุกๆคน มีติดละคร ดูหนังฟังเพลง คลั่งไคล้ศิลปินเหมือนทุกๆ ท่าน วันนี้การพูดถึงเรื่องของดาราของผมส่วนนึงจึงมาจากภาคประชาชน อีกส่วนนึงก็มาจากภาครัฐบาล..อุ้ย!!! ภาคดาราครับ บางคนบอกอาชีพดารานั้นสบาย ผมขอตอบแทนดาราทุกคนว่า ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ก็เหมือนทุกๆสาขาอาชีพคือ มีสบายบ้าง ลำบากบ้าง ก็เหมือนกับดวงดาราที่บรรพบุรุษท่านให้เกียรติเรียกมานั่นแหละครับ ถึงแม้จะอยู่สูง สวยงาม แต่อย่าลืมว่า ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ยิ่งห่างใกล เวิ้งว้าง และก็ยิ่งมืดมิดนะครับ มีเรื่องราวทั้งดีมาก ดีน้อยอยู่ในมุมๆ นี้ ซึ่งผมก็จะนำมาแชร์อย่างอารมณ์ดีและก็ขอฝากไปยังดาราทุกท่านในแบบของมิสเตอร์บางอ้อก็แล้วกันนะครับ
ดาราเป็นอาชีพที่ไม่มีโลกส่วนตัวครับ ที่พูดเช่นนี้เพราะไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรู้จัก เหมือนมีญาติพี่น้องอยู่ทั่วประเทศ หากดังมากก็เหมือนมีญาติมากแถมยังสนิทสนมมาก ดังน้อยหน่อยญาติก็ไม่เยอะ ความสนิทก็ประมาณญาติห่างๆ แต่สำหรับกลุ่มศิลปินตลกนั้นดังมากดังน้อยก็เหมือนมีญาติที่สนิทมากๆ อยู่เยอะแยะเต็มไปหมดครับ เรียกว่าสนิทประมาณเพื่อนเรียนที่เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว ที่พูดเช่นนี้ เพราะบุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ทะลึ่งตึงตังบนหน้าจอนั้น ทำให้ดูน่ารัก เป็นกันเองเหมือนคนคุ้นเคย เข้าถึงง่ายกว่าดาราประเภทอื่นๆนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ผมไปงานกับเสนาหอย "เฮ้ย...นั่นไง หนุ่มคงกะพัน พี่หนุ่มไง ไปถ่ายรูปกันดีกว่า..." กลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทักทายขอถ่ายรูป ระหว่างถ่ายรูปหันไปเห็นพี่หอย "เฮ้ย..นั่นไงเสนาหอยอ่ะ ไอ้หอยไง!! ไปถ่ายรูปกัน" ระหว่างถ่ายรูปไปสาวๆ วัยรุ่นก็จับพุงพี่หอยเล่นบ้าง ลูบคลำบ้าง บ้างก็เล่นผมจุกที่อยู่บนหัว ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงก็ไม่เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัวมาก่อน แถมพี่หอยก็น่าจะเป็นน้าเป็นอาพวกเขาได้แล้วลับหลังยังเรียกไอ้อีก เฮ้อ...นี่แหละครับ ที่บอกว่าศิลปินตลกจะได้รับความสนิทสนมกว่าดาราทั่วไป เพราะฉะนั้นต้องรับมือกับเรื่องราวเหล่านี้ให้ดีนะครับ ถ้ามันเกิดขึ้นตอนคุณหงุดหงิดกับสิ่งรอบตัวอยู่ไม่ว่า หุ้นตก อกหัก รักคุด ก็ต้องอดทนและควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ห้ามเบื่อหน่ายหรือทำเป็นรำคาญเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดกรณีที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า ดาราคนโน้นหยิ่งบ้าง คนนี้ลืมตัวบ้าง แต่เอาเถอะครับ ถ้าเรามองอย่างเข้าอกเข้าใจทั้งสองฝ่ายว่าดาราก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลงเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนประชาชนก็เช่นกัน การเจอบุคลที่เขารักและชื่นชมตัวเป็นๆก็อยากจะใกล้ชิดและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกเช่นเดียวกัน ถ้าจะรบกวนเวลาส่วนตัวสักครู่คงไม่เป็นไร แต่คิดดูให้ดีนะครับ ก่อนที่ดาราผู้นั้นจะมาเจอคุณเขาอาจถ่ายรูปกับญาติๆมาแล้วนับร้อยๆรูปในวันนั้นก็เป็นได้ นานาจิตตังครับ ถ้าไปเจอจังหวะไม่ดีก็อย่าเหมาว่าเขาหยิ่งหรือลืมตัวเลย ผมขอโอกาสให้เขาสักครั้งก่อนจะไม่รักเขานะครับ เอาเป็นว่าถ้าเจอครั้งต่อไปขอถ่ายอีกแล้วยังงอแงค่อยไม่รักเขาจะเป็นการดีกว่าไม๊ครับ??? แต่สำหรับมิสเตอร์บางอ้อแล้ว ผมพร้อมตลอดเวลา ถ้าไม่ถ่ายโกรธครับ...:)
ดาราเป็นอาชีพที่ต้องหูทวนลมครับ อาจต้องตึงนิดๆก็ได้ เพราะจะมีคำวิจารณ์ลอยตามลมมาตลอดเวลาตามเส้นทางที่คุณสัญจร ที่พูดว่าคำวิจารณ์นั้นคือ มีทั้งดีและร้ายครับ ถ้าดีก็ชื่นใจ ถ้าร้ายก็หูทวนลม ผมขอบอกว่าคนไทยน่ารักครับ ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่คำชื่นชม มีบ้างที่แบบต้องทำหูทวนลม เช่น "อุ้ย...นั่นไง หนุ่มคงกะพัน " วัยรุ่นสาวสวยดีใจสะกิดแฟนหนุ่มให้ดูดารา "แล้วไง ยกมือไหว้มันดิ่" แฟนหนุ่มตอบแบบเก๋าๆ ผมอมยิ้มแล้วใช้วิชาหูทวนลมเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนนักเดินทน หรือบางครั้งอยู่ในที่อโคจรกำลังเดินหล่อๆชิลๆ ก็มีเสียงจากกลุ่มวัยรุ่นชายฉกรรจ์ลอยมาว่า "ดาราก็โดนตีนได้นะครับ!!" นั่น..เป็นซะอย่างนั้นวัยรุ่นไทย ท่านผู้อ่านคิดว่าได้ยินอย่างนั้นแล้วผมทำอย่างไรครับ?? แน่นอนครับถึงจะชื่อหนุ่มหนังเหนียว ผมก็ไม่ลองวิชาหรอกนะครับ อย่าเรียกว่าหูทวนลมเลย หูหนวกเลยดีกว่ารีบบึ่งเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด เพราะว่าถ้าคุณไปมีเรื่องมีราวกับเค้า ไม่ว่าเหตุผลที่มาจะเป็นอย่างไร จะผิดจะถูกคุณก็จะกลายเป็นคนอันธพาล คนเกเรทันที ชื่อเสียงที่สร้างมาก็อาจได้รับความเสียหายได้ ดังนั้นการดูแลสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ดีนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งครับ
เป็นดาราต้องหัดมองกลับหลังบ่อยๆ เพราะในโลกของการทำงานนับจากวันที่คุณถูกเรียกว่าดาราแล้ว ชีวิตการทำงานจะเปลี่ยนแปลงจากคนธรรมดาเป็นสุภาพบุรุษจุฑาเทพในละครทันที ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณจะได้รับการดูแลประดุจคุณหญิงคุณชายในกองถ่าย มีคนคอยปรณนิบัติรับใช้ ทั้งการกิน อยู่ แม้กระทั่งการแต่งกาย จากคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ในกองถ่ายคุณแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แม้กระทั่งเวลาทำงานของตัวเองก็มีผู้จัดการส่วนตัวคอยจัดแจงให้ พูดคุยต่อรองเรื่องทุกเรื่องให้กับคุณ จัดหาดูแลทุกอย่างให้ ทำธุระปะปังต่างๆ ให้ โดยที่คุณไม่ต้องขยับตัวแค่เอ่ยปากเท่านั้น และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จที่อาชีพอื่นอาจต้องรอทั้งชีวิตแต่คุณเนรมิตมันได้แค่ปีเดียว นี่แหละครับที่ผมบอกว่าต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างมีศิลปะ แล้วลองคิดดูว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับคุณในวัยที่เพิ่งจะรู้จักโลก คุณจะเป็นอย่างไร?? ดาราหลายคนรับมือกับความสำเร็จไม่เป็นก็อาจพ่ายแพ้ต่อมนต์สะกดของชื่อเสียงเงินทอง ทำให้กลายเป็นคนมีความอดทนน้อย เจ้าอารมณ์ และเอาแต่ใจตัวเองก็มากนะครับ กว่าจะรู้ตัวบางทีก็ต้องใช้เวลาพอสมควร และถ้าเราไปเจอเขาในช่วงเวลาที่เป็นอย่างนั้นพอดี รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าไปโกรธหรือน้อยใจนะครับถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เดี๋ยวเค้าก็จะเข้าใจมันอย่างช้าๆ เอง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมบอกว่าเราต้องมองกลับหลังบ่อยๆ จะได้ไม่หลง ไม่ลืมว่าก่อนนี้เราเคยเป็นอย่างไร??
ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อาชีพดาราต้องมีครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน เสียสละ ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ในอาชีพ มีจรรยาบรรณ ให้เกียรติคนทุกระดับ การเป็นแบบอย่างที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือ การตอบแทนกลับคืนสู่สังคมหรือที่ภาษาธุรกิจเขาเรียกกันว่า ซีเอสอาร์ นั่นละครับ ชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่มีพลังซึ่งถ้านำไปใช้ในทางที่ถูกแล้วจะสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ซึ่งคนทั่วๆ ไปไม่สามารถทำได้ ผมยกตัวอย่างกลุ่มดารานักแสดงแมงปอล้อคลื่น เราร่วมกันทำกิจกรรมการกุศลมากมาย อาทิเช่นสร้างห้องสมุด ซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ให้กับเด็กๆ ซ่อมแซมวัด โรงเรียน สร้างโน่นสร้างนี่มาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน บางครั้งทำกิจกรรมได้รับเงินมาบริจาคให้แก่มูลนิธิต่างๆ นับแสนนับล้านบาท เป็นต้น และนั่ันก็เป็นเหมือนหนึ่งในหน้าที่ที่มิสเตอร์บางอ้อคิดว่าดาราทุกคนพึงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
ดังนั้นการดูแลสังคมและประชาชนนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ เพราะนั่นคือลูกค้าคนสำคัญ คือลมใต้ปีกที่พยุงคุณให้บินสูงได้ คือคนที่ทำให้คุณยืนอยู่ตรงจุดนี้ การเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อพูดคุย ถ่ายภาพอาจใช้เวลาเพียงน้อยนิด แต่จะเป็นสิ่งที่เค้าจะจดจำคุณไปตลอดชีวิต ทำไปเถอะครับเพราะมันคือหน้าที่ที่เราเลือกมาแล้ว แล้วหมั่นหันกลับไปมองข้างหลังเพื่อกันความผิดพลาด เพราะดาราถึงจะเป็นดาวก็เป็นแค่ดาวเคราะห์ที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ต้องอาศัยดาวฤกษ์ซึ่งเปรียบเสมือนประชาชนที่คอยมอบแสงส่องสว่างให้ "ถ้าไม่มีพวกเขา เราก็คงมืดมิด" จริงหรือไม่ครับ??
.......................................
(หมายเหตุ จดหมายจากดวงดาว : คอลัมน์ ร้อยพันพบเจอ กับ มิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน)



