บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:สู่สามัญ

เล่นหูเล่นตา:สู่สามัญ

22 เม.ย. 2556

สู่สามัญ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          ตั้งแต่เกิดลืมตามาดูโลก เราค้นหาตัวตนของเราไปพร้อมๆ กับค้นหาสิ่งแปลกใหม่รอบตัวเราตัวสูงขึ้น เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้น พอจบมาทำงานเราก็พยายามไต่เต้าเลื่อนขั้นให้ได้ตำแหน่งสูงๆ ขึ้นไป เรามีแบบอย่างของชีวิตคล้ายๆ กับที่เห็นในโฆษณาซึ่งเป็นไปตามยุคสมัยและกระแส เราไขว่คว้าหาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาใส่ตัวแล้วบอกว่า ... นี่คือตัวเราในแบบที่  “ อยาก ” เป็น (มันจะต่างกับแบบที่ “ ควร ” จะเป็นแน่ๆ) เราลองผิดลองถูก เราโง่หลายๆ ครั้งเพื่อที่จะฉลาดขึ้นสักครั้งหนึ่ง (เราถูกกระทำไม่รู้กี่หนเพื่อจะจดจำและเข็ดหลาบ ..... เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามสิ่งเร้า กระแสโลก หรือความอยากได้ใคร่มีในตัวก็แล้วแต่ บางครั้งเราก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนเดิม ... จนกว่าเราจะเข้าใจตัวเอง
 
          ฉันเป็นโรคขี้กลัว ฉันไม่กลัวคน (เลว) หรือความตาย (ยกเว้นความจน) ฉันกลัวตัวเองกลัวว่าฉันจะไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันเคยเป็น ...      เด็กช่างคิดหน้าตาขี้เหร่ที่วันๆ     เอาแต่ฝันว่าเมื่อไหร่จะ “ รวย ” ในช่วงเวลาที่เพื่อนนักเรียนประถมวัยเดียวกันวิ่งเล่นสนุกสนานไปตามวัย ... ฉันกลัวว่าฉันจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยผ่านความยากลำบากมากว่าจะถึงวันนี้ ฉันจึงต้องคอยรั้งตัวเองไว้ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกว่าใจมันพุ่งเร็วเกินไป บางครั้งฉันก็ไม่ค่อยจะอยู่กับปัจจุบันสักเท่าไหร่ เว้นแต่ช่วงเวลาที่อยู่กับคนในครอบครัว ฉันมักจะคิดว่าเมื่อก่อนมันยังไงนะ? แล้วต่อไปมันจะอะไรอีก? การดึงรั้งตัวเองไม่ให้ถอยหลังหรือก้าวเร็วจนเกินไปเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย …
 
          การ “ ถ่วง ” ความคิดและอารมณ์ของตัวเองทำให้เกิดแรงเฉื่อยขึ้นในใจ ฉันไม่เคยสุขมากมายหรือเศร้าสุดขีดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ไม่ใช่เพราะไม่มีผัว! ...อย่ามา) ชีวิตก่อนหน้านั้นฉันได้ลองผิดลองถูก ปีนป่ายขึ้นที่สูงแล้วตกลงมาเองหรือโดนถีบตกลงมาก็แล้วแต่ก็ยังไม่เข็ด ปีนแล้วปีนอีกไม่สนใจว่าชีวิตจะสะบักสะบอมแค่ไหน ช่วงนั้นสมองในส่วนของการคำนวนความเป็นไปได้ของฉันคงเสียชั่วคราว ไม่ว่าเรื่องรักหรือเรื่องงานฉันทุ่มสุดชีวิตจนเลยขีด คิดว่า ... “ ทีคนอื่นเขายังทำได้ ” ลืมไปว่าไม่ใช่คนมีวาสนา มีเพียงความพยายามที่ไม่มีตา เป็นเพียงความฝันที่ไม่มีภาพ ฉันอยากเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวฉัน มีแฟนเก่งๆ รวยๆ มีเพื่อนไฮโซ มีสังคมดีๆ (ปลอมๆ) เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างเหมือนควายที่วิ่งขวิดกำแพงจนเขาสึก เลือดออก เมื่อพ่ายแพ้และผิดหวังบ่อยเข้า ฉันก็ได้เข้าใจว่า ... มันไม่ใช่ทางของฉัน “ เราใช้ความพยายามได้กับบางเรื่อง แต่เราไม่สามารถใช้ความพยายามกับชีวิตได้ ”  ชีวิตมันดำเนินไปตามหนทางที่เป็นธรรมชาติของมัน ราวกับว่ามันถูกขีดเอาไว้แล้ว เราไม่ต้องพยายามใช้ชีวิตเพราะมันจะเหนื่อยเปล่า เราแค่เข้าใจว่าชีวิตของเราจะไม่เหมือนใครเขา เพราะเราคือหนึ่งเดียวบนโลก   แม้แต่ฝาแฝดก็ยังไม่เหมือนกัน วิถีใคร ... วิถีมัน อย่าได้พยายามเปลี่ยนมันหรือทำมันให้เหมือนใคร ... มันเหนื่อยเกินไป แค่ทำชีวิตของเราให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ... ดีที่สุดของเราไม่ใช่ดีที่สุดของใคร!
 
          เป็นช่วงเวลาอันยาวนานที่ฉันค้นหาตัวเองและทุกสิ่งอย่างรอบข้าง พยายามทำความเข้าใจเพื่อที่จะเอาตัวเองใส่ลงไปให้พอดีในที่ๆ ฉันคิดไปเองว่า ฉันเหมาะที่จะอยู่ตรงนั้นมันเป็นที่ของฉัน ... เมื่อมันไม่เคยพอดี ไม่เคยอยู่ได้จริงและไม่ใช่ที่ของฉัน ฉันก็เดินออกมาลดความอยากมากมายลงมาหยุดนิ่งเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่า ฉันไม่ได้ต้องการอะไรมากมายไปกว่าการอยู่อย่างมีความสุขให้ได้ “ ทุกวัน ”  ฉันไม่ต้องวิ่งออกไปหาความเข้าใจหรือความรักจากใคร เพราะฉันมีสิ่งนั้นอยู่แล้วตั้งแต่เกิดลืมตามองเห็นและจำได้ ... “ ครอบครัวของฉันเอง ” พ่อแม่พี่น้องคือความรักอันทรงพลังมหาศาลอบอุ่นและไม่มีวันหมด ... ฉันจะไม่สำคัญอะไรถ้าไม่ได้เป็นลูกเป็นพี่เป็นน้องของคนในบ้าน
 
          ทุกวันนี้ว่างจากงานฉันจะกลับไปหาครอบครัว อยู่รวมตัวกันนั่งดูทีวีเรื่องที่ไม่อยากดู (ต้องตามใจเตี่ย) สาระมันอยู่ที่คน ไม่ใช่ทีวี ขอให้อยู่กันครบคนเรื่องอื่นก็ไม่สน แม่ถามว่า “ ฉันอยากกินอะไรวันนี้ ” ฉันก็จะบอกว่า “ ตามใจแม่ ” แม่พยายามทำอาหารยากๆ สุดฝีมือ แต่ฉันกลับไม่อยากกิน ฉันว่ามันทำให้แม่และลูกมือที่มีทั้งพี่สาว น้องชาย น้องสะใภ้ และน้า เหนื่อยกันถ้วนหน้า ฉันจะบอกว่าข้าวไข่เจียวหรือข้าวผัด แกงจืด ... อาหารง่ายๆ ที่ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็ก แม่จะเจียวไข่ 1 อย่างกับแกงจืดเต้าหู้, มะระ, ตำลึง ฯลฯ ให้พวกเราราดข้าวจะได้กลืนข้าวคล่องคอ แม่เอาช้อนให้พกเราคนละคันแบ่งกันกินจานเดียวกัน ทุกวันนี้ถึงไม่ได้ทำอย่างนั้นแค่ได้กินแกงจืดของแม่ก็ทำให้ฉันได้ตระหนักว่า ฉันยังคงเป็นลูกสาวขี้เหร่คนเดิมของแม่ ฉันชอบเห็นคนที่บ้านเดินไปมาผ่านหน้าฉันทำโน่น ทำนี่ ช่วยกันทำแล้วแบ่งกันกิน กินข้าวที่บ้านอบอุ่นและประหยัดกว่ากินข้าวนอกบ้าน ถ้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษก็จะซื้อมากินกันพร้อมหน้า นานๆ ทีพวกเราถึงจะยกขบวนกันออกไปกินนอกบ้าน ... โชคดีที่แม่และทุกคนในบ้านทำกับข้าวเก่ง ฉันก็เลยได้กินของอร่อยบ่อยๆ
 
          ชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันช่างเรียบง่ายและธรรมดา คำว่า “เรียบง่าย” นั้นได้ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน การลองผิดลองถูกจนตกตะกอนเป็นแบบแผนที่ไม่ยุ่งยากต่อการใช้และความเข้าใจ เมื่อสูงสุดสู่สามัญเมื่อไหร่นั่นแปลว่า เราเข้าใจคำว่า ... “ชีวิต” แล้ว
.......................................
(หมายเหตุ สู่สามัญ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)