
พรมแดนของโลกมายา - แม่นกกระจอกน้อย
LA VIE EN ROSE ภาพยนตร์โดย Olivier Dahan และ Marion Cotillard หาซื้อได้จากร้านดีวีดีมีระดับทั่วไปในราคามีเหตุผล นักร้องนักแสดงรวมทั้งนักล่าฝันควรหามาดูชมเพื่อศึกษา
หนังเปิดเรื่องขึ้นในเหตุการณ์คอนเสิร์ตวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1959 ณ คาร์เนกี้ ฮอลล์ นิวยอร์ก นักร้องหญิงวัยกลางคนชาวฝรั่งเศส เป็นลมล้มทั้งยืนอยู่กลางเวที นี่คือตำนานชีวิตของ อีดิธ เปี๊ยฟ อดีตนักร้องยอดฝีมือผู้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางพรมแดนของโลกมายา เส้นทางชีวิตของเธอไม่มีกลีบกุหลาบโรยไว้แม้เพียงกลีบเดียว
หนังเรื่องนี้จงใจใช้กลวิธีเล่าย้อนเหตุการณ์ จากช่วงเวลารุ่งโรจน์สุดอันเป็นช่วงชีวิตตอนปลายของเธอ ช่วงเวลาที่มีปัญหาสุขภาพและปัญหาของสภาพจิตใจตกต่ำอย่างที่สุด เธอสามารถฝ่าด่านพรมแดนนี้ได้อย่างไร
ฉากชีวิตวัยเด็กของอีดิธ เปี๊ยฟเปิดขึ้น ณ เมืองชนบทชื่อ เบลวิลล์ ฝรั่งเศส เสียงเพลงประกอบหนังดังแว่วมา เข้าใจว่าเป็นเพลงเอกของหนังเรื่องนี้ คนไทยที่โตทันในทศวรรษ 50 หลายคนคงจำเนื้อร้องเพลงนี้ได้ มันถูกแปลงเป็นเพลงไทยสากลร้องโดย สวลี ผกาพันธ์ แม่ของอีดิธเป็นนักร้องข้างถนนที่เอาตัวไม่รอด พ่อของเธอมารับตัวไปฝากไว้กับพี่สาวแม่เล้าซ่องโสเภณีอีกเมืองหนึ่ง อีดิธได้รับการเลี้ยงดูอย่างถนอมรักจากพวกโสเภณี อยู่มาวันหนึ่งเธอประสบเหตุดวงตาอักเสบมองไม่เห็นทั้งสองข้าง เธอขอพรจากนักบุญเทเรซ่า มองเห็นโลกอีกครั้ง พ่อก็พรากเธอจากไป หนังตัดฉากไปที่เหตุการณ์ในอเมริกา เพื่อบอกคนดูว่าอีดิธเป็นคนรุ่นเดียวกับบิลลี่ ฮอลิเดย์ ตัดกลับไปที่ปารีสในช่วงปีเดียวกันเพื่อบอกว่า มากาเร็ต นักแต่งเพลงคนใกล้ชิดต่อเธอมาก
แววศิลปินของอีดิธส่อให้เห็นตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อของเธอแยกออกจากคณะละครสัตว์ มาหากินตามลำพัง เธอร้องเพลงช่วยพ่อ แจ้งเกิดให้แก่ตัวเองนับแต่นั้นมา เข้าสู่วัยสาวเต็มตัวก็หากินด้วยการร้องเพลงข้างถนน มีเพื่อนสนิทชื่อซีมงค์ติดตาม วันหนึ่งเจ้าของคาบาเร่ต์ชื่อดังมาพบและเห็นแววพรสวรรค์ ติดต่อให้ไปร้องประจำให้เขา ตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า อีดิธ เปี๊ยฟ ฉายาแม่นกกระจอกน้อย พอเธอเริ่มดังได้ไม่นาน คุณพ่อลาเปลก็ถูกสังหาร สังคมรุมประณามว่าเธอเป็นสาเหตุ สื่อมวลชนตั้งข้อสงสัยว่ากลุ่มมาเฟียมีความสัมพันธ์กับเธอ
ชะตากรรมของแม่นกกระจกน้อยก้าวข้ามสู่ความเป็นมืออาชีพ ครูสอนดนตรีรับตัวไปฝึกพื้นฐานใหม่และเคี่ยวกรำเธออย่างหนัก ครั้งนี้เธอเกิดได้อย่างเต็มตัว ถึงขนาดข่าวพาดหัวว่า “นักร้องข้างถนนดังคับฟ้า”
ตัดฉากมาที่อเมริกาช่วงชีวิตที่เธอมีความสุขที่สุด ได้พบรักหนุ่มนักมวยรูปหล่อ เธอเรียกชื่อเขาว่า มาร์เซล อีดิธ บอกเพื่อนสนิทของเธอว่า “เขาคือชายในฝันของฉัน” ครั้งหนึ่งในคอนเสิร์ตเธอลงจากเวทีมานั่งกับเขา นักแสดงหญิงอาวุโสกล่าวชื่นชมเธอ “เสียงของเธอคือวิญญาณของปารีส”
ในคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งเธอวูบไปในขณะการแสดง ขนาดถูกหามเข้าไปหลังเวที วิญญาณนักแสดงของเธอแสดงออกมาว่า ถ้าเธอไม่กลับออกไปร้องเพลง ผู้คนจะหมดศรัทธาในตัวเธอ หัวใจของเธอแหลกสลายเมื่อทราบว่า มาร์เซลคนรักประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก หลังจากนั้นอีก 5 ปี สุขภาพกายและใจทรุดโทรมลงอีก จนวันหนึ่งมีนักแต่งเพลงมาเล่นเพลงใหม่ให้ฟัง เธอมีความเชื่อมั่นตัวเองแล้วว่า จะเล่นที่โอลิมเปีย
สิ่งที่อีดิธกลัวที่สุดคือกลัวการเสียความทรงจำ ความทรงจำที่เคยลืมไปนานแล้วคือ เธอเคยทิ้งลูกชายชื่อมาร์เซลตายด้วยโรคเยื่อสมองอักเสบ คนที่รู้ความลับเรื่องนี้มีซีมงต์เพื่อนรักคนเดียวเท่านั้น...
เพลงสุดท้ายที่เธอร้องปลุกกำลังใจให้เธอลุกขึ้น สลัดมันจากความทรงจำอันปวดร้าว
"วีระศักดิ์ สุนทรศรี"



