
'ไฟไหม้พันครั้งไม่เท่าความแตกแยกครั้งเดียว'
"ไฟไหม้พันครั้งไม่เท่าความแตกแยกครั้งเดียว" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอ กับ มิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน
"โจรปล้นร้อยครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว" ท่านผู้อ่านเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่ครับ...? นั่นเป็นการประเมินค่าความสูญเสียแบบไทยๆ ให้เข้าอกเข้าใจกันง่ายๆ
และมันก็เป็นความจริงที่สุดครับ หลังจากที่ผมได้ทราบข่าวไฟไหม้ศูนย์อพยพบ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย ศูนย์อพยพที่เป็นเสมือนบ้านของชาวกะเหรี่ยงต้องมอดไหม้เหลือแต่เพียงซากตอตะโก ชีวิตที่เป็นผู้อพยพไร้แผ่นดินถิ่นที่อยู่อาศัยก็แย่พออยู่แล้ว พอมีที่พักพิงพึ่งพาอาศัยอยู่กินไปวันๆ โชคชะตาก็เหมือนจะกลั่นแกล้งซ้ำเติมให้ยิ่งเจ็บปวด สำหรับผู้อพยพแล้วหัวใจคงแทบแตกสลาย....ไม่มีแผ่นดินจะอยู่จะเหยียบย่ำ หนำซ้ำมีผู้ใจบุญให้ที่พักพิงที่ซุกหัวนอน พระเพลิงก็ยังเผาผลาญทำลายหมดสิ้นอีก...ทำไมโลกนี้จึงโหดร้ายกับพวกเขาเหลือเกิน.....???
เห็นภาพผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงแล้วก็อดนึกถึงชนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาคล้ายคลึงกันไม่ได้ นั่นคือ ชาวโรฮิงญาครับ พวกเขาก็ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดล่องลอยมากับเรือเก่าผุพัง บ้างก็ไปถึงฝั่งประเทศที่สามที่ตนต้องการแล้วก็ขึ้นไปต่อสู้เผชิญชีวิต บ้างก็เจอพายุเรือที่ผุพังก็แตกกระจัดกระจายล่องลอยอยู่กลางทะเล ที่ตายไปก็เยอะ ที่รอดมาเป็นผู้อพยพไร้ถิ่นที่อยู่อาศัยก็มาก เห็นข่าวที่ไรก็อดสงสารเวทนาไม่ได้ ยิ่งได้ฟังคำสัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาครั้งหนึ่งก็ยิ่งเศร้าใจ เขาบอกว่าอย่าส่งเขากลับไปเลย ให้เขาอยู่ที่นี่หรือส่งเขาไปไหนก็ได้ ก็ยิ่งทำให้สงสารมากขึ้นไปอีก ก็คิดดูซิครับ ว่าบ้านเกิดที่จากมายังไม่อยากอยู่แล้วจะไปอยู่ที่ไหน...??? การออกมากับเรือผุๆ ล่องลอยไปกลางทะเลเวิ้งว้างกับอาหารและน้ำมันที่มีจำกัดนั้นไม่ต่างอะไรกับ "การออกไปหาความตาย" แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นอดทนอยู่ที่บ้านเกิดไม่ดีกว่าหรือ...?? ผมจึงมีคำถามในใจว่าเพราะอะไร..??? คนพวกนี้เขาคิดอะไรกันอยู่...??? พอคิดดูดีๆ ก็พอจะจับใจความได้ว่า "การมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มีความแตกแยกและมีสงครามนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น" นั่นคือมีชีวิตอยู่ก็เสมือนตายแล้ว การออกมาแม้จะต้องเสี่ยงตายมากแค่ไหนแต่ก็ยังมีโอกาสรอด ดังนั้นจึงเป็นคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นครับ...
เช่นเดียวกันกับคำสัมภาษณ์ของชายชาวกะเหรี่ยงผู้หนึ่ง ที่เขาบอกว่าถึงแม้ต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สินทุกอย่างและญาติพี่น้องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ เขาก็ยังรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ดีกว่าที่ที่เขาจากมาและถ้าจะส่งเขากลับไปเขาขออยู่กับซากปรักหักพังอย่างนี้ดีกว่าและจะไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีก... ท่านผู้อ่านมองเห็นอะไรจากเรื่องราวนี้มั้ยครับ...??? ผมมองเห็นความโชคดีของคนไทยครับ...ที่เรามีแผ่นดินอยู่ มีบรรพบุรุษที่กล้าหาญ ปกป้องรักษาอธิปไตย รักษาดินแดนผืนนี้ไว้ให้เราอยู่อาศัยทำมาหากินอย่างสุขสบาย เราช่างโชคดีเหลือเกินที่อยู่ในดินแดนที่รุ่มรวยวัฒนธรรม เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คนที่น่ารัก โอบอ้อมอารี สภาพภูมิอากาศที่ดี ที่สำคัญมีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ทรงพระปรีชาสามารถและเป็นที่รัก...คนไทยโชคดีมากครับ ในฐานะที่มิสเตอร์บางอ้อก็นับได้ว่าเป็นนักเดินทางคนหนึ่ง ผมเห็นโลกมาพอสมควร คำกล่าวเมื่อสักครู่เป็นจริงที่สุดครับ...เมื่อนำความดีในด้านต่างๆ ของทุกประเทศทั่วโลกมาเปรียบเทียบกัน บวกลบคูณหารแล้ว เมืองไทยไม่น่าแพ้ชาติใดในโลกครับ แต่ถ้าคิดจากคนไทยแบบผมก็ชนะเลิศเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกเลยละครับ...!!! จะโจรปล้นสักหมื่นครั้งหรือไฟไหม้สักพันหน ก็คงไม่อยากหนีไปไหน จะอยู่ให้โจรมันปล้นทุกวัน ขออย่าฆ่าผมก็แล้วกันหรืออาจต้องนอนด้วยชุดกันไฟทุกคืนก็จะยอม เพราะที่นี่คือ "บ้าน" ที่ผมรักครับ...และผมก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนก็รู้สึกไม่ต่างกัน...
ดังนั้น สำหรับมิสเตอร์บางอ้อเรื่องราวนี้เปรียบเสมือนคุณครูที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียนครับ...ถ้าคนไทยรู้จักนำเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ผู้อาภัพชาวโรฮิงญา ชาวกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชนที่เป็นผู้อพยพ หนีสงครามหรืออยู่ในประเทศคอมมิวนิสต์ มาคอยสอนเตือนสติตัวเราเองอยู่เสมอแล้ว... ยามที่เราทะเลาะกันเหมือนเด็ก ปิดถนนหนทาง ปิดสนามบิน เผาบ้านเราเอง ยึดทำเนียบเอาไปทำนา เป็นต้น มันคงไม่เกิดเรื่องราวที่เราอยากจะลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยขึ้นเป็นแน่แท้...แต่เอาเถอะครับ...!!! ผ่านแล้วก็ขอให้ผ่านไป เอาเป็นว่าบทเรียนนั้นได้ทำหน้าที่สอนให้เราจดจำความโหดร้ายของความแตกแยกไม่ให้เกิดขึ้นอีก.....ส่วนเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ผู้อาภัพก็ให้เป็นอุทาหรณ์ว่า ถ้าไม่จำบทเรียนแรกทั้งคุณและผมก็อาจต้องเป็นหนึ่งในผู้อพยพชาวไทยก็เป็นได้นะครับ...ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า "โจรปล้นพันครั้งก็ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว แต่ไฟไหม้สักพันครั้งก็ไม่เท่าความแตกแยกเพียงครั้งเดียว" จริงหรือไม่ครับ....???
.......................................
(หมายเหตุ "ไฟไหม้พันครั้งไม่เท่าความแตกแยกครั้งเดียว" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอ กับ มิสเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน )



