บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:พักใจ

เล่นหูเล่นตา:พักใจ

08 เม.ย. 2556

พักใจ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม


 
          “ทำไมมันไม่เคยง่ายสำหรับฉัน” คำถามโง่ๆ ที่ถามตัวเองในเวลาที่อะไรในชีวิตมันไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายก็โบ้ยให้เป็นเรื่องของ “วาสนา” ที่ทำให้ชีวิตของคนเราต่างกัน ชีวิตของบางคนช่างสุขสบายและง่ายดาย (จะยากก็ตอนหาเรื่องใส่ตัวเอง) บางคนช่างลำบากยากเข็ญ ส่วนบางคนก็เกิดมาบนกองเงินกองทอง นอนใช้ ตีลังกาใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด (ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน) บางคนต้องสร้างเอาเอง บางคนมีแล้วก็หมดไป บางคนไม่เคยเจอคำว่าสบายจนกระทั่งวันตาย ... ถ้าไม่ใช่ “วาสนา” หรือ “บุญ” ที่สะสมมาแต่ชาติที่แล้ว จะให้เอาเหตุผลอะไรมาตอบ (พยายามเอ่ยอ้างถึงสิ่งที่มองไม่เห็น มันจะได้จบๆ เสียที) ...

          วันไหนที่ไม่ได้ดั่งใจฉันจะเดินไปตามฟุตบาทมองชีวิตที่ผ่านไปมา นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หาข้าวกินข้างทาง กลับไปทำความคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนของคนทั่วไป ... คนส่วนใหญ่
 
          ฉันทิ้งรถไว้แล้วมองหามอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จอดรอผู้โดยสารเป็นที่เป็นทางอยู่ใกล้ๆ เห็นแต่รถไม่เห็นคน คุณพี่คนขี่นั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ กัน มือถือสมุดและปากกา คงไม่ใช่เกมซูโดกุเป็นแน่ ... เขาจดตัวเลขมากมายที่จะคิดจะฝันถึงได้ในเวลานี้ ตัวเลขแห่งโชคชะตา ... หวย! ฉันยืนมองอยู่ข้างๆ เขาก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาสักทีจนต้องส่งเสียงไปว่า “ หวยอะไรอะพี่? ” ค่อยเงยหน้าขึ้นมามองซ้ายขวาและตอบเบาๆ ว่า “จับยี่กี” ชื่อที่คุ้นหูตั้งแต่ครั้งยังเด็กวิ่งเล่นอยู่แถวบ้านอากง (ตรอกสลักหิน) ...
   
          ลำพังค่าแรงแต่ละรอบหลักสิบหลักร้อยคงไม่พอให้คิดฝันว่าสักวัน ... จะรวย! มีเพียงหวยที่เป็นที่พึ่งในโลกที่ความจริงหาเช้ายังไม่พอกินค่ำในบางวัน ... “ขออย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้ จงลุกขึ้นสู้ไป จุดหมายไม่ไกลเกินจริง” (อย่ายอมแพ้ : อ้อม สุนิสา) ... “ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา” (ศรัทธา : หิน เหล็ก ไฟ) เสียงเพลง 2 เพลงนี้แย่งกันดังขึ้นพร้อมกันในหัวของฉันกับภาพเอ็มวีที่อยู่ตรงหน้า

          ฉันก้าวขาสั้นๆ ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ ... ทำไมมันสั้นอย่างนี้วะ ยิ่งนุ่งกางเกงยีนส์ยิ่งยกไม่ขึ้น หน้าจะคว่ำเอา! แดดเปรี้ยงเผาหัว ลมร้อนปะทะหน้า รู้แล้วว่าขนมเบื้องมันรู้สึกอย่างไรเวลาที่อยู่บนเตา ฉันกอดกระเป๋า หุบมือหุบขาเพื่อไม่ให้เบียดกับรถเก๋งเวลาที่คุณพี่คนขี่พาลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างคัน ...

          ระหว่างนั้นฉันก็เกิดความรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวขึ้นมา คนเราอย่าเอาตัวเองไปวัดกับใครหรืออะไร ทำตัวให้เล็กๆ เข้าไว้ (ถ่อมตัวผสมเจียมตัว) ที่ไหนๆ ก็ยังพอมีที่ให้เราอยู่ได้แม้ไม่สบายก็ไม่อดตายนะ! ดีกว่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ เอาแต่ใจ จะทำอะไรก็ดูไม่พอดีไปกับที่ทางและผู้คน ขัดใจมันอยู่ร่ำไป สุดท้ายคนที่จะรำคาญใจที่สุดคงเป็นเรา ใจพองๆ ที่ขัดใจแต่แรกในความรู้สึกของฉันมันหดตัวลงแล้วอยู่ในช่องของมันได้อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน

          มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านข้างทาง เห็นคนไม่มีบ้านหลับอยู่ข้างถนน คนงานก่อสร้างนั่งและนอนหลบแดดอยู่ข้างทาง สาวโรงงานพักกินข้าวกลางวันรวมตัวกันอยู่ที่ร้านรถเข็นส้มตำไก่ปิ้งขนมจีน บางคนยืนสาวเส้นขนมจีนเข้าปากเพื่อดับความหิวและเอาแรงไว้ใช้เมื่อกลับเข้าไปทำงาน ไม่ใช่กินเพื่อสนองความอยากหรือความต้องการของต่อมใดๆ ทุกครั้งที่ได้นั่งมอเตอร์ไซค์เข้าออกตามซอกซอย มันไม่เพียงสำรวจชีวิตชาวบ้านทั่วไปแต่ยังเป็นการสำรวจใจของตัวเอง ...

          เราทุกคนตื่นลืมตาขึ้นมา “สู้ชีวิต” ไม่ใช่ “ใช้ชีวิต” ไปวันๆ ปัญหาและเรื่องราวต่างๆ มันมีไว้ให้เราได้เรียนรู้ตัวเองเมื่อเราผ่านมันไปได้ ... เมื่อไหร่ที่รู้สึกขัดใจหรือเอาแต่ใจก็เพราะฉันจดจ่ออยู่เพียงแค่ “ตัวเอง” แต่เมื่อได้เห็นชีวิตของผู้คนที่ผ่านไปมาบนท้องถนนตามตรอกซอกซอย (ไม่ใช่ในห้าง) ภาพเหล่านั้นมันสอนฉันให้ไม่มองเพียงแค่ตัวเอง ...
 
          การได้ไปพบปะเพื่อนฝูงอันเป็นที่รักเสมอญาติแท้ๆ ก็เป็นการลด “อัตตา” ความเป็นคนเอาแต่ใจ เห็นแก่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ของฉันลงได้มาก ... ญาติที่สัมพันธ์กันทางสายเลือดของฉันนั้นไม่สำคัญเท่ากับญาติที่สัมพันธ์กันทางใจ บางทีคนอยู่ใกล้ก็เหมือนไกล เพราะไม่ค่อยได้พบเจอหรือพูดคุยกันเท่าใดนัก แต่คนอยู่ไกลกับเหมือนใกล้เพราะประทับใจและสนิทใจทุกครั้งที่ได้เจอ พูดคุยกันราวกับจะไม่จบไม่สิ้นอย่างกับไม่ได้เจอกันมานานเป็นชาติ ...

          เพื่อนแท้และญาติผู้ใหญ่ที่นับญาติกันด้วยใจของฉันอยู่เชียงใหม่ “อ้ายมด” อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโก้ มิสเตอร์แซกแมน เป็นทั้งเพื่อนและน้อง รู้จักกันมา 10 กว่าปี เจอๆ หายๆ แล้วแต่ช่วงไหนยุ่ง-ว่าง แต่ทุกครั้งที่เจอก็มักจะต่อติด นอกจากเรื่องใจ ฉันวัดความเป็นเพื่อนสนิทกันจากเรื่อง “ขี้” ฉันต้องสนิทกับคนนั้นจนสามารถบอกกับมันได้ว่า “กรูปวดขี้!” แล้วคนๆ นั้นก็ต้องหาที่ให้ถ่ายทุกข์ ถ้าหิวก็พาไปกิน ถ้าเหนื่อยก็พาไปพัก ถ้ารักก็ต้องคอยห้าม (พวกมันไม่อยากให้ฉันมีผัว หรือที่เจอๆ มันไม่ใช่คนดีก็ไม่รู้)

          ล่าสุดฉันเอาเงินไปร่วมทำบุญกับพ่อและแม่ของมดในการจัดซื้อโลงศพเย็นไว้สำหรับชาวเขาบนดอยและสร้างโบสถ์ในวัดบนเขา รวบรวมเงินจากนังนุชนาฎและเพื่อนๆ ส่วนสีเกด (นางไม่มีเพื่อน) โก้และฉันกับครอบครัว เฮ้อ ... ชาติหน้าต้องมาเจอลูกน้อง 2 ตัวกับโก้อีกแน่ (ลูกน้องคงคิดกับฉันแบบนี้) ทำบุญแล้วยังได้กินของอร่อยฝีมือบ้านมดที่ทำอาหารเก่งกันทั้งบ้าน พ่อทำลอดช่องมะพร้าวอ่อนให้กิน แม่ทำตำมะหนุน (ขนุน) มดทำส้มตำแอปเปิ้ลใส่ปูปลาร้าและสะตอผัดหมู 3 ชั้น (พิเศษตรงที่สะตอที่แกะเม็ดมาปลูกที่บ้านอาของมดที่เชียงใหม่นี่เอง ของใต้แต่มาโตทางเหนือ) กินจนแน่นอืดขึ้นมาถึงคอ อิ่มบุญหรืออิ่มท้องกันแน่! เอาซะแน่นเลย!

          นอกจากนับญาติกับบ้านมดแล้ว ก็ยังมีญาติอีกคือ พี่หม่วย (การไฟฟ้าเชียงใหม่) พาไปกินสลัดร้านของหลานชายแก ชื่อ สลัดเทอเรส (08-3570-3954) แถววัดกู่เต้า (หยุดวันพุธ) เขาปลูกผักปลอดสารเอง ขายเอง สั่งกินกระจายไปอีกหนึ่งมื้อ

          ถัดไปก็ต้องไปกราบคุณแม่ดาวเรืองกับพี่อ้อยที่บ้านลุงกะป้า ฉันชอบบ้านนี้ที่สุดมีพื้นที่หญ้าเขียวๆ สุดลูกหูลูกตา สงบร่มรื่นและอากาศเย็น คุณแม่ดาวเรืองที่บางทีพวกเราก็เรียกท่านว่า “คุณย่า” อายุ 85 ปี ยังแข็งแรงและงดงามทั้งหน้าตา น้ำเสียง และมารยาท สมเป็นผู้ดีเมืองเชียงใหม่ ท่านเป็นแม่บุญธรรมของโก้ มิสเตอร์แซกแมน แต่โก้ไม่ค่อยมีเวลามาเป็นลูกบุญธรรมคุณแม่เพราะงานเยอะและหนักเหลือเกิน ฉันจึงต้องอาสามาเจริญสัมพันธไมตรีแทนพี่โก้อยู่เนืองๆ คุณแม่อายุมากแล้ว สายตาและความจำไม่ค่อยจะดีไปตามวัย

          นอกจากตาหาญ (พ่อสีเกด) แล้วก็มีคุณแม่เนี่ยแหละที่พอจะต่อกรความอาวุโสได้เพราะวัยเดียวกัน ฉันรู้สึกเป็นบุญที่ได้พบเจอผู้หลักผู้ใหญ่อายุใกล้ร้อย ทุกครั้งที่เจอคุณแม่ดาวเรืองจะทั้งกอด หอม และให้พรพวกเรา ความนิ่งความสงบได้กลับมาประทับในใจของคนที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจอย่างฉันอีกครั้ง แม้ชีวิตที่ผานมาจนถึงวันนี้จะไม่เคยง่าย แต่มันก็ไม่ยากเกินไปที่จะสู้ต่อ ตราบเท่าที่คนรอบข้างยังคงเป็นที่พักใจและเครื่องเตือนใจให้ฉันได้รู้ว่า ... จะยากแค่ไหนก็ยังหายใจอยู่ ...
.......................................
(หมายเหตุ พักใจ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)